พิมพ์หน้านี้
|
คนนับร้อยแห่กันไปส่งโทรเลข ที่ ปณ. กลาง บางรัก ฝูงชนหลายร้อยคนทะยอยกันมาส่งโทรเลขกันอย่างเนืองแน่น ไปรษณีย์กลางบางรัก บางคนบ่นรอคิวนานหลายชั่วโมง ทั้งนับคำและคิวจ่ายเงิน แต่เจ้าหน้าที่จัดการพยายามรับมืออย่างเต็มที่ เผยคืนก่อนกว่าจะได้กลับบ้านถึง ๕ ทุ่ม ยังไม่ได้สรุปผลจำนวนผู้ส่งโทรเลข คาดคนนับแสนแห่ใช้โทรเลขทั่วประเทศ
เช้าวันนี้ เวลา ๐๗.๐๐ น. ผู้สื่อข่าวชาวบ้าน บ้าน ติดรถพี่สาวไปลงท่าน้ำศิริราช หลังจากเอ้อระเหยซื้อกาแฟกินแล้ว จึงตาลีตาเหลือกวิ่งลงเรือด่วนธงเหลือง (ค่าเรือ ๒๐ บาท) นั่งพอเย็นๆ ใจไปถึงท่าสี่พระยา แล้วจึงเดินถ่ายแมว ถ่ายหมา ซึ่งไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ก่อนแวะกินข้าวแกง (กับข้าวสองอย่าง รวมแกงจืดเลือดหมูถ้วยเล็กๆ ราคา ๓๐ บาท ซึ่งนับว่าถูกมาก ร้านข้าวแกงอยู่ข้างๆ ปณ. บางรักเลย) เช้าวันนี้อากาศดี มีเมฆบางๆ ปกคลุม เวลา ๐๗.๕๐ น. ประชาชนหลายสิบคนเริ่มเกาะประตู กะว่าจะเป็นคิวแรกๆ ที่ได้เข้าไป ปณ. เวลา ๐๘.๐๖ น. ประตูเปิด ผู้สื่อข่าว ณ บ้านสวนพุทธมณฑล เดินไปถ่ายรูปจักรยานก่อน เพราะนอนใจว่าได้เขียนใบส่งโทรเลขเรียบร้อยแล้ว (และในเป้มีน้ำขนม หนังสือการ์ตูนสองเล่ม และหนังสือจักรยานอีกเล่ม ไว้อ่านรอ)
ถ่ายรูปจักรยานเสร็จมาเข้าคิว ปรากฏว่า ฝูงชนแห่มาจากไหนไม่รู้นับร้อยคน ต้องไปเข้าคิวให้นับคำที่ฝ่าย "โทรเลข" ก่อน โดยตอนแรกกะจะส่ง "โทรเลขไมตรีจิต" แต่พี่คนข้างๆ บอกว่า หมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วน้อง ไปไหนมา (ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ เมื่อวานก็มา แต่ไม่ได้คง คนแน่นมาก) คิวนี้ ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง - ผมยืนมาแล้ว ๑.๑๕ ชั่วโมง) จากนั้นไปต่อ "คิวจ่ายสตางค์" อีกประมาณ ๔๐ นาที จิ๊บๆ สบายๆ อ่านการ์ตูนจบไปสองเล่มเลย เสียเงินไป ๑๖๔ บาท (ใครจะเอาไปแทงหวยก็ตามสบาย)
การส่งโทรเลขนี้ มีสองแบบ คือ 1. แบบปกติ ใช้แบบฟอร์มสีนวลๆ ออกเหลืองๆ ที่โดนแซวออกอากาศในรายการ ข่าวข้น คนข่าว เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายน โดยคุณกนก รัตน์ฯ ว่ามันเก่าขนาดนั้นเลยเหรอ เขาใช้กระดาษไม่ฟอกย้อม ครับพี่ ฟอร์มนี้ต้องเขียนชื่อที่อยู่ พร้อมข้อความให้เรียบร้อย แล้วท่านเจ้าพนักงาน จะนับคำ คิดสตางค์ แต่ห้ามจ่ายสตางค์ตรงนี้ ต้องไปอีกคิวครับ ส่วนแบบที่ ๒. เป็นกระดาษสีขาว แค่เขียนชื่อทีอยู่ ก็รอลุ้นที่บ้านได้เลย
ยืนคุยกับพี่คนข้างหลัง แบบว่า แอบๆ สัมภาษณ์ พี่สาวชาวเหนือบอกว่า มาส่งให้ผู้มีพระคุณ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพราะจะตอบแทนอย่างอื่นคงลำบาก ส่งแบบนี้ดีกว่า เป็นที่ระลึกถึงด้วย (ถูกดีด้วย ฮา) พี่ชายอีกคนอยู่ข้างหน้าขอไปส่งแบบสั่งจอง โดยทางบริษัทไปรษณีย์ไทยได้จัดเตรียมข้อความไว้ให้แล้ว (เมื่อวานมีแบบให้เลือกสามสี่แบบ แต่วันนี้ไม่ต้องเลือก มันช้า เขียนชื่อที่อยู่ส่งไปพร้อมเงิน 30 บาท แล้วรอรับที่บ้านได้เลย จะส่งข้อความ "เซอร์ไพรซ์" ไปให้เอง นับว่ากล้าหาญมาก)
ส่วนผู้สื่อข่าว ก็ส่งให้เพื่อนแก่ ครูโรงเรียนอนุบาล หลังจากใช้เวลาประมาณ ๒.๓๐ ชั่วโมง จึงทำการสำเร็จตั้งแต่ ยืนรอนับคำ "โทรเลข" เข้าคิวจ่ายสตางค์ นับว่าอดทนมาก
ประชาชนบางคน ส่งแค่ฉบับเดียว ยืนรอนานมาก แต่ค้นพบว่า รอผิดช่อง พี่เขาเปรยๆ ว่า ช่างมัน ยืนมาชั่วโมงกว่า เดี๋ยวก็ถึงคิวแล้ว พีสาวอีกคน กระโดดไปช่องทางด่วนที่เปิดใหม่ เฉพาะส่ง ๑-๒ ฉบับ (ในตอนแรก แต่ต่อมาต้องเปิดเป็น ๑-๓ ฉบับ) เพราะคนเข้าคิวยาวมาก พอส่งเสร็จแล้ว ก็เลยไปดูการสาธิตส่งสัญญาณโทรเลขด้วยรหัสมอร์ส คุณลุงที่เคาะก็เคาะไป คุณลุงที่รับ ก็ฟังเสียงเครื่องกระทบ แล้ว ก็เขียนออกมาทันที ถูกต้องครบถ้วนทุกประการ เยี่ยมที่สุด วันนี้ยังทัน คุณลุงให้เขียนแล้วจะเคาะส่งให้ แถมเซ็นชื่อกำกับทั้งคนส่งและคนรับ ตอนแรกก็ดีสั้นๆ แต่ต่อมาคนรุมเยอะไปหน่อย แถมมีลำโพงเสียงดัง ทั้งยังมีนักข่าวไปถามซอกแซก แกเลยหยุดเคาะเลย คุณลุงพนักงานโทรเลขกล่าวว่า " ไม่ได้ฟังเสียงเคาะรหัสมอร์ส มาสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืม พยายามจำ เพราะเรียนแล้วไม่ลืมง่ายๆ " ทั้งยังมีผังรหัสมอร์สจำหน่ายด้วย
อีกด้านหนึ่งนักสะสมก็ซื้อสิ่งสะสม และประทับตราประจำวันกันใหญ่ ผู้สื่อข่าวเลิกสะสมแบบนี้ไปแล้ว เพราะเหนื่อยในการตามไล่ล่าตราประทับประจำวัน หันมาทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวชาวบ้าน แหม มันยากเหลือเกินเชียว พอจะสัมภาษณ์หน่อย บอกว่าไม่เอาพี่ หนูอาย แต่บางคนบอกว่า ไม่เอาพี่ หน้าตาพี่น่ากลัว แถมไม่มีกล้องใหญ่ๆ หนูขอให้สัมภาษณ์ช่อง ๓, ๕, ๗, ๙ ได้ไหม น่าจะรุ่งกว่า ผู้สื่อขาวก็เลยเดินอายๆ หนีจากมา ทำไมมันสัมภาษณ์ยากจังเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ทีคุณลุงอายุ ๖๐ กว่าๆ แกยินดีตอบทุกคำถามเลย
ผู้สื่อข่าว ก็เลยหันไปสัมภาษณ์ครุฑทั้ง หน้าประตู และบนยอดตึก ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านบอกว่า รีบๆ มาส่งกันเข้า วันนี้เหลือเวลาถึง ๒๐.๐๐ น. เท่านั้น และนี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ปีหน้าไม่มีแล้ว ไม่ใช่คอนเสิร์ต ไม่ใช่เดอะสตาร์ ที่จะมีกันได้ทุกปี เลิกแล้วเลิกเลยนะน้อง (ท่านไม่ได้ว่าหรอก ผมเขียนของผมเอง นั่งเทียนเขียนด้วยนา ร้อนหน่อย แต่ทนได้) แล้วผู้สื่อข่าว ณ บ้านสวนพุทธมณฑล ก็พยายามเดินหาบุรุษไปรษณีย์ผู้เคยขี่จักรยาน ไม่มีเลยครับ เพราะบุรุษไปรษณีย์ไม่ได้มีโอกาสขึ้นมาบน ปณ. บุรุษไปรษณีย์ท่านเป็นคนจ่ายจดหมาย โทรเลข แต่ไม่ได้เป็นคนเคาะ คนรับ สัญญาณ แถมผู้ที่เคยขี่จักรยานส่งจดหมาย ป่านนี้คงอายุเกิน ๖๐ ไปหลายปีแล้วแน่นอน แว่วว่าสมัยก่อน ท่านต้องจบ ม. ๔ หรือนักธรรมเอก ขี่จักรยานเป็น พร้อมมีใบขับขี่ยานพาหนะแบบล้อเลื่อน อายุไม่เกิน ๓๕ ปี ก่อน ท่านถึงจะมาสอบเป็นบุรุษไปรษณีย์ ใส่ชุดสีกากี บั้งสีแดงๆ ได้
ขอจบรายงานข่าวจาก ปณ. กลาง บางรักมา ณ เวลานี้ 12.29 น. ผู้สื่อข่าว เสือจุ่น เขียน ปล. เรื่องจักรยานนี่เอาไว้ว่ากันทีหลัง กำลังรวบรวมข้อมูลจากพี่ "คนช่างเล่า" อยู่ อีก ปล. หิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวก่อน |