วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน 2551
ไปมาแล้ว "ภูกระดึง"
Posted by
คนขี่เสือ
,
ผู้อ่าน : 214
, 16:05:24 น.
พิมพ์หน้านี้
|
 มีคนถามว่า "เคยไปภูกระดึงไหม" เราก็ตอบว่า "ไม่เคยค่ะ" ด้วยสามัญสำนึกตอนนั้นมันบอกว่า ภูกระดึงไม่เห็นน่าสนใจเลย แค่ยอดภูเรียบๆที่เต็มไปด้วยร้านค้า มีแต่ความเจริญหาความลำบากคงไม่เจอ ทางเดินคงเป็นทางเดินสบาย ก็แหมใครๆก็ไปถึง มันก็ต้องไม่ยากมากใช่ป่ะ ภูกระดึง จึงเป็นสถานที่ที่ไม่เคยอยู่ในลิสต์ การเที่ยวของเราเลย จนโดนถามบ่อยๆ ต่อมขี้สงสัยมันก็ทำงาน ทำไมถึงต้องไปภูกระดึง ทำไมภูกระดึงถึงเป็นปฐมบทของนักเดินทาง ภูกระดึงมีอะไรดีทำไมคนบางคนไปเป็นสิบๆรอบ ทำไมไม่เห็นจะเข้าใจเลย เพื่อต้องการคำตอบอย่างเป็นทางการ จึงต้องดั้นด้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ประจวบเหมาะมีพี่ชายคนดีชวนไป " เฮ้ย ไปเข้าป่าปิดกัน" และมีพี่ชายใจดีอีกคน "ภูกระดึงหรอ หลับตายังเดินถูก เดี๋ยวพี่จัดทริปให้เอง" หุหุ คนดีจะไปเที่ยวอะไรก็สะดวกโยธินแบบนี้แล จัดการจองตั๋วรถทัวร์แบบ VIP กะนอนสบายๆตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนเดินทาง มั่นใจแน่ว่ามันต้องได้ไป แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวที่จะไปด้วยกัน โทรมาบอกว่า น้องที่ทำงานที่จะไปด้วยอ่ะไม่สบาย น้องเขาคงไปด้วยไม่ได้ ทำไงดี อ่า...... ทำไงดีล่ะ หาคนไปแทน กระชั้นชิดแบบนี้จะหาใครแทน สุดท้ายจำใจคืนตั๋ว แถมถูกหักเงินอีก 10 เปอร์เซ็น แต่ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันยังไม่หมด 7 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง "ฉึก" อ๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ช่วยด้วยกรรไกรจิ้มขา เดินกระเผลกๆๆ รีบมาทำแผล เห็นแม่นั่งอยู่ ก็พยายามเดินให้เป็นปกติ เดี๋ยวแม่รู้อดเที่ยว (ดูมันเจ็บตัวยังห่วงเที่ยวอีก) ห้ามเลือด เลือดก็ไม่ยอมหยุด ทำไงดี ทำไงดี ควานหาพลาสเตอร์ยา ปิดแผลเอาไว้ เฮ้อ! คิดในใจ เป็นลางร้ายหรือเปล่านะ ยัง ยังไม่หมด 1 ชั่วโมงก่อนเดินทาง รวมพลเจอกันที่หมอชิต หันซ้ายหันขวา อ้าวแล้วพี่ชายคนดี ทำไมยังไม่มา หันไปถามพี่สาวข้างๆ ได้คำตอบกลับมาว่า "พี่ชายไม่เจียมสังขาร ป่วยจะแย่ ยังไปเดินตากแดดที่จตุจักร ตอนนี้เป็นหวัดงอมแงม" อ้าวเป็นงั้นไป แต่ถ้าทุกท่านคิดว่าเหตุการณ์ชวนแปลกใจมันหมดแล้ว ยังค่ะทุกท่านมันยังไม่หมด 22.00 น. พนักงานเรียกขึ้นรถ พอเหยียบย่างขึ้นไป รถแอร์วีไอพี หรือ ตู้อบวีไอพี กันแน่ ร้อนแทบบ้า ร้องเรียนพนักงาน พนักงานประจำรถบอกว่าเดี๋ยวจะเรียกช่างมาซ่อม รถจอดรอช่างนานมากๆๆๆที่หน้าวัดเสมียน (ตอนหลังถึงรู้ว่าโทรไปไม่มีใครรับ !!!) พนักงานจึงแจ้งใหม่ เดี๋ยวจะเปลี่ยนรถให้ ให้ไปรอรถคันใหม่ที่ท่ารถแถวๆรังสิต เราก็รอรอรอ จนเกือบเที่ยงคืน อ่ะ รถมาแล้ว แต่ๆๆๆ มันเป็น รถป. 1 นี้หน่า อ้าวทำแบบนี้ได้ไง จองวีไอพีไว้นะ ฮือๆๆเศร้า แผนที่จะนั่งสบายๆล้มครืนไม่เป็นท่าเลย แต่เอาเถอะแค่คืนเดียว ทนกันไป ทริปนี้มันเป็นอะไรของมันหว่า


เช้าแล้ว ฟ้าสว่าง หลังจากหลับเป็นตายด้วยฤทธิ์ยาแก้เมารถ เราก็มาถึงผานกเค้า อย่างสวัสดิภาพ ถึงแม้รถจะเลท ไปชั่วโมงกว่าๆตามกำหนดการ แต่ก็ถือว่าดีเพราะเราไม่ต้องนั่งรอที่ร้านเจ๊กิม นาน หลังจากล้างแปรงฟัน กินข้าว ก็นั่งรถสองแถว ตุเล่งๆ เข้าไปยังศรีฐาน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ่ายค่าธรรเนียม ชั่งน้ำหนักของ ให้ลูกหาบช่วยแบก เราก็เดินขึ้นภูกระดึงแบบตัวเบาๆ สบายๆ แล้วเราก็เดินๆๆๆๆๆๆ ผ่านสารพัด "ซำ" แต่ระหว่างทางพี่ชายใจดี ก็เป็นตะคริวเสียหลายรอบ เนื่องจากร่างกายขากเกลือแร่ ต้องหยุดพักหยุดนวดกันเป็นระยะๆ แต่สุดท้ายก็ขึ้นไปถึงหลังแป เมื่อมาถึงทางเรียบพี่ชายใจดี หัวหน้าทริป พาเดินเลาะไปทางริมผา เพื่อไปยังทำการอุทยาน เส้นทางนี้ถึงแม้จะยาวกว่า แต่สวยคุ้มค่าที่จะเดิน เดินมาถึงที่ทำการ พักกินข้าวกินน้ำ พี่ชายใจดี ชวนไปผาหล่มสัก แต่ตอนนั้นมันก็บ่ายสามโมงกว่าแล้ว ถ้าจะไปให้ทันพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ต้องเร่งฝีเท้ากันหน่อย ทั้งวิ่งทั้งเดิน รีบทำเวลากันเต็มที่ ได้กำลังใจจากพี่ชายใจดีเป็นระยะๆ เกือบถึงแล้ว แต่พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงมาทุกทีเช่นกัน คงไม่ทันแน่ "ปรี๊นๆๆ ไปด้วยกันไหมครับ" เจ้าหน้าที่ชวนขึ้นท้ายกะบะ แหมชวนกันแบบนี้ปฏิเสธคงเสียมารยาทแย่ ในที่สุดเพราะรถของคุณเจ้าหน้าที่ ทำให้มาทันพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก แต่เพราะเมฆหมอกมันเยอะบดบังพระอาทิตย์ แต่ก็ยังดีที่ได้เห็นแสงสุดท้าย ขากลับขอเกาะติดรถเจ้าหน้าที่คันเดิมกลับที่ทำการ ต้องขอขอบพระคุณคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านไว้ ณ. ที่นี้ด้วยนะค่ะ มืดแล้ว อาบน้ำและกินข้าวอย่างสบายใจ ก่อนเข้าเต็นท์ก็สำรวจขาตัวเองว่ามีเพื่อนทาก อยากเข้ามาหาความอบอุ่นด้วยไหม สงสัยคงเหนื่อยจากการเดินเกือบยี่สิบกิโลเมตร จึงหลับไปพร้อมกับเสียงเพลงที่ลอยมาตามลม


ตื่นมาเพราะความหนาว แว่วเสียงนกร้อง ล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้จะเข้าป่าปิด ป่าปิดภูกระดึง เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมเพียง 2 เดือนเท่านั้น คือเดือนเมษายน และ พฤษภาคม ออกเดินทางพร้อมเจ้าหน้าที่เดินผ่านทุ่งหญ้า ผ่านป่าสน ผ่านหน้าผา ผ่านน้ำตก สองข้างทางเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีทั้งดอกกระเจียว กล้วยไม้ หินสวย น้ำตกงาม เดินกันไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงน้ำตกขุนพอง ไฮไลท์ของการเข้าป่าปิด ถึงน้ำจะน้อยแต่ก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของมันได้ ขากลับเจ้าหน้าที่มีเส้นทางให้เลือกสามเส้นทาง เส้นทางแรกย้อนกลับไปทางเดิม เส้นทางที่สองไปผาหล่มสัก เส้นทางที่สามเป็นเส้นทางใหม่เอี่ยมแกะกล่อง เราจึงเลือกเส้นทางที่สาม แล้วเราก็ออกเดินทาง เป็นทางเดินที่ไกลมากแต่เราไม่สามารถหยุดยืนนิ่งพักเหนื่อยได้แม้แต่วินาทีเดียว เพราะเจ้าทากเพื่อนรักชูคอทักทายกันสลอน มันพร้อมที่จะกระโดดมาเกาะแข้งเกาะขาเราได้เสมอ ออกจากป่าปิดมาได้โดยปลอดภัยไม่เสียเลือดให้ทากน้อย แต่โดนเกาะเป็นสิบ กลับมาถึงที่ทำการก็เย็นมากแล้ว อาบน้ำ กินข้าว เก็บของพรุ่งนี้ต้องเดินทางลงภูกระดึงแต่เช้า



วันรุ่งขึ้น เอาของไปชั่งน้ำหนัก ส่งมอบภาระอันหนักอึ้งให้กับลูกหาบ เราก็เดินตัวปลิว อ้อยส้อย อ้อล้อไปตามเรื่องตามราวลงมาตั้งแต่เช้า ถึงศรีฐานก็บ่ายโมงพอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน อาบน้ำ แต่งตัวสวย เพื่อจะไปเฉิดฉายที่อุดรธานี แต่ก่อนจะไปเราต้อง เหมารถสองแถว ไปต่อรถขอนแก่น - เลย ในตัวอำเภอ ไปลงที่วังสะพุง แล้วก็นั่งรถ เลย- อุดรธานีไปลงยังอุดรฯ ถึงอุดรฯก็เย็นๆ ไปนั่งกินเส้นเปียก แล้วต่อด้วยแหนมเนืองร้านวีที ร้านดังของอุดรฯ กินอิ่มแล้วก็ขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพ ก่อนหลับแอบคิดไว้ในใจ"แล้วจะกลับมาอีกภูกระดึง"เป็นอันจบทริปไขข้อข้องใจด้วยประการนี้แล



|