• แม่สีไฟ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-21
  • จำนวนเรื่อง : 113
  • จำนวนผู้ชม : 39617
  • จำนวนผู้โหวต : 444
  • ส่ง msg :
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม 2550
ผมมีดีอย่างไร?
Posted by แม่สีไฟ , ผู้อ่าน : 785 , 07:10:33 น.   | หมวดหมู่ : สายใยรัก  
พิมพ์หน้านี้


ผมชื่อ นายโตน ฮับ!

บางทีผมก็อยากรู้

ผมมีดีอะไร

เจ้านายจึงหลงรัก

เด็ก ๆ จึงชอบเล่นด้วย

แต่บางทีก็มีคนกลัวผม

????????????

ช่วยบอกผมทีได้ไหม

ได้ไหม  ได้ไหม คนดี?

ด้วยรักจาก ...โตน

""""""""""""""""""""""""""""""""""

29 สิงหาคม 2550
เล่าเรื่องโตนต่อนะคะ
..........

โตนเป็นน้องหมาพันทาง
(Thousand Way  น่ะค่ะ)
เป็นมะหมาจากท่อระบายน้ำ
เป็นน้องหมามูลนิธิ....
จึงเติบโตพร้อมกับเด็ก ๆ
ออกจากท่อใหม่ ๆ ซึมๆ  บื้อๆ
ไม่กี่วันเริ่มเห็นแววเปรียว
วิ่งไล่ไก่เป็ดเป็นกีฬา
แม่สีไฟเลยต้องพากลับบ้านทุกวัน
ตอนเล็ก ๆ เล่นซนทุกวัน
กับเพื่อนมะหมาและลุงหมาชื่อตุ๋ย
พกพาหมัดกลับบ้านเป็นนิจ
จึงต้องนั่งเก็บหมัดตอนโตนหลับทุกคืน

โตนเป็นน้องหมามีพยาธิ
ตัวสีขาว แบน ๆ  โผล่ก้นทุกคืน
คนเลี้ยงเลยไม่ค่อยได้หลับ
เพราะมัวระแวงพยาธิที่รักโตน
หมดทิชชูไปหลายม้วน
ทิชชู...คอยเก็บตัวสีขาว ๆ

เย็น ๆ ได้ขึ้นรถกลับบ้าน
เช้า ๆ จดจ่อรอไปพบเพื่อนที่มูลนิธิ...
เป็นอยู่อย่างนี้จนโต
พอเริ่มเป็นหนุ่ม
ช่วงเวลาจีบสาว
คิดแล้วขำทุกคราว
ถึงท่าทางกรุ้มกริ่ม
เจ้าชู้ลึก...จริงเชียว

วันหนึ่งโตนบาดเจ็บ
เพราะหมาลุงตุ๋ยเริ่มไม่เอ็นดู
โตนกลายเป็นน้องหมาขี้ระแวง
กัดแขนป้าที่เลี้ยงหมูให้เจ้าของบ้านเช่า
เลยต้องปิดรั้วให้เฝ้าบ้าน
มีคนออกปากขอโตน
"ขอเถอะ" มีความหมายอะไร?
ไม่น่าจะเกินสองอย่างนี้นะ
คั่วกิน กับ ฝังซะ
แม่สีไฟจะให้ได้อย่างไรกัน?

11 มีนาคม  2545
จำใจทิ้งโตนไว้กับบ้าน
ให้อยู่กับเด็ก ๆ ที่เฝ้าห้องสมุดเล็ก ๆ
เพื่อจัดการภาระงาน
................................................................
.................................................................
เสียงโทรศัพท์กับเสียงตระหนกของเด็ก
"โตนเป็นไรไม่รู้ หางฟู ดึงโซ่ขาดและ....."
เสียงเด็กหายไปพร้อมใจที่ไปก่อนตัว
โตน...เป็นอะไร???

ก่อนหน้าวันนี้โตนซึม
กินอะไรไม่ได้  เมื่อเอามือลูบท้อง
ถามว่า..."โตน ลูกเป็นอะไร"
โตนมองหน้า ตาปรอย
บอกเล่าไม่ได้ แต่คงปวดร้อนภายใน
สระน้ำหลังบ้าน ตื้นนิดเดียว
แต่โตนช่วยตัวเองไม่ได้
ใช่แล้ว..โตนถูกวางยา
....................................
โตน...จากไปแล้ว...........

น้ำตาไม่ไหล
ไม่มีคำพูดใดหลุดปาก
เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน
เสียงของเด็กที่ช่วยเกลี่ยดินกลบร่างโตน
"ไปดี หลับให้สบายนะโตน
ไม่ต้องห่วงแม่  พี่ ๆ จะดูแลให้"
................................................
วันนี้...ไม่มีโตนแล้วค่ะ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
วันนี้...เช่นกัน
แม่สีไฟจะหยิบหนังสือเล่มนี้
มาอ่านอีกสักครั้ง
"หมาไม่ใช่ฆาตกร"
...............................

เครดิตภาพ: ดอกลั่นทมจาก นายเคณ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 93
keeoonmak วันที่ : 24/12/2007 เวลา : 15.31 น.
http://www.oknation.net/blog/keeoonmak

ขอให้โตนหลับอย่างเป็นสุข

แวะมาทักทายค่ะ
ความคิดเห็นที่ 92
yai2333 วันที่ : 03/09/2007 เวลา : 18.05 น.
http://www.oknation.net/blog/yai2333
..Everything can do... If you done..

จากไปเราคิดถึงเสมอ...
ไม่เม้นท์ต่อหล่ะครับ...




...
ความคิดเห็นที่ 91
mesa วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 21.36 น.
http://www.oknation.net/blog/sanjorn
สัญจร  อิสรา  ท่องทางอย่างเสรี

แวะมาทักทายเยี่ยมเยียนแม่สีไฟ

โอ้โฮ...ประชาชนล้นหลาม ยาวออกมาถึงกระไดเรือน
ตอนนี้คงหายเศร้าแล้วเนาะ...เพื่อนๆเพียบเลย
ทั้งเพื่อนสองขา ทั้งเพื่อนสี่ขา...
ชื่นใจแทนเจ้าของบ้านจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 90
pjeabja วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 21.25 น.
http://www.oknation.net/blog/pradit

ความคิดเห็นที่ 89
แม่สีไฟ วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 20.12 น.
http://www.oknation.net/blog/ting


คุณอิศราคะ...ขยันอัพบล็อกจังเลยนะคะ แม่สีไฟอ่านไม่ทันแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
...

คุณลุงไมยราพ ขา ขอบคุณมากเลยค่ะ สำหรับคำว่า "ผู้หญิงแกร่ง" ...ยากยิ่งจริง ๆ ค่ะ... และสำหรับโตน
แม่สีไฟก็คาดหวังว่าโตนจะไปเกิดในภพภูมิที่ดีเช่นกันค่ะ


ความคิดเห็นที่ 88
ลุงไมยราพ วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 19.48 น.
http://www.oknation.net/blog/lungmai

เรื่องจาก"แม่สีไฟ"เป็นเรื่องเศร้าของ"ผู้หญิงแกร่ง"
ที่สงเคราะห์คน สงเคราะห์โลก แม้กับ"หมา"
ที่บ่งบอกได้ว่า ถึงจะแกร่งเพียงใหน ใจก็ใช่หินผา
มีรัก มีเมตตา และ ห่วงหาอาทร......
"โตน" ไปดี และ โชคดีไปแล้ว...........
ป่านนี้อาจไปเกิดในภพชาติที่ดีกว่าเดิม

อ่านเรื่องหมาของหนูบีก็เศร้าไม่ต่างกัน
หมากับคน คนกับหมา.....................
ความคิดเห็นที่ 87
อิศรา วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 01.58 น.
http://www.oknation.net/blog/phakri

ขอแสดงความเสียใจกับความซื่อสัตว์ น่ารักของเธอผู้จากไปค่ะ

สวัสดีค่ะ คิดถึงค่ะ สบายดีไหมค่ะ
ความคิดเห็นที่ 86
แม่สีไฟ วันที่ : 01/09/2007 เวลา : 20.38 น.
http://www.oknation.net/blog/ting


คุณชานนนนนนนน.......ขอบคุณนะคะ
ที่อุตส่าห์ตามมาตอบถึงที่ ตอนคุณอ่าน
คำตอบแม่สีไฟน่ะ ได้วิเคราะห์และตรองดู
รึเปล่าคะว่าแม่สีไฟสื่ออะไรออกไปน่ะ
กรุณาอ่านดี ๆ ค่ะ

ด้วยความเป็นนักปฏิบัติมาก่อน
โดยประยุกต์ใช้วิชาการเพียงนิดหน่อย
เข้าใจดีว่าคนปฏิบัติกับนักวิชาการน่ะ
แตกต่างกันแน่นอนค่ะ
จนบัดนี้แม่สีไฟก็ยังไม่คิดว่าตัวเอง
เป็นนักวิชาการเต็มร้อย
มีแต่จะคิดว่า จะทำอย่างไรดี
ให้ผลงานวิชาการนั้นชาวบ้านเอามาใช้ได้จริง
ไม่ใช่ทำเพื่อเสนอผลงานแล้วนำไปขึ้นหิ้ง
คิดหาวิธีที่จะทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมอยู่ตลอดน่ะ

ขอบคุณจริง ๆ
แหม...เล่นเอาตกใจแน่ะ ว่าใครบุกบ้าน

คนอย่างแม่สีไฟ...ไม่ขี้หก ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 85
ชานบ้านชานเมือง วันที่ : 01/09/2007 เวลา : 20.15 น.
http://www.oknation.net/blog/threenation


วันเสาร์ ที่ 1 กันยายน 2550
สืบ นาคเสถียร ตายเพราะรัฐไม่เหลียวแล หรือประชาชนคลั่งวัตถุนิยม
Posted by ชานบ้านชานเมือง , ผู้อ่าน : 20 , 13:25:56 น. | หมวดหมู่ : การเมือง
พิมพ์หน้านี้



ขอหยิบบนกวีของคุณจิรนันท์ พิตรปรีชา

ในปีที่ 14 ของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ สืบ นาคเสถียร มาขึ้นเรื่องนะครับ


ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณทุกท่านที่แวะเวียนมาบ่อยครั้ง
ผมมีหลักการที่เรียกว่า
หลวง รัฐ ราษฎร์
จำเป็นต้องให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
ต้องทำให้ประชาชนเริ่มคิด เริ่มอ่าน และมีส่วนร่วม
อย่าต่อเนื่อง
เรามาช่วยกันนะ

จากบทความที่เรียงร้อยเรื่องท่านสืบ นาคเสถียร เป็นสิ่งที่ผมเองก็ตระหนักดี วันที่ท่านเสียชีวิตไป มีคนบอกว่าท่านเหมือนถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย หรือเป็นสิ่งที่ผิดปกติในการตายของท่าน ในจดหมายนั้นอาจชี้ชัดว่าท่านไม่สมหวังในการทำงานเลยฆ่าตัวตาย

ผมเคยอยากเป็นป่าไม้ แต่พอเจอป่าไม้ยุคนายลักสิน เลิกเลย หมดความคิดนั้นทันที สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองไทยคือ ความเจริญที่เอาอย่างกัน จนทำให้ขาดดุลยภาพในการดำเนินชีวิตร่วมกัน เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยขาดความสัมพันธ์กัน อยากให้ท่านๆ คิดตามกับกระผมว่า หากคนเราทำเหมือนกัน คิดเหมือนกัน ไม่มีความคิดที่แตกต่างแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เราต้องคิดว่า บ้านเมืองจะไปอย่างไร ความเจริญที่ไม่มีความแตกต่าง จุดขายของท้องถิ่น ก็ต่างจากประเทศญี่ปุ่น ที่เราเอาแบบแผนการปกครองเขามาใช้

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕ เป็นที่ประจักษ์ในการปฏิรูปชาติบ้านเมือง และเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งต่างๆ ที่พระราชทานให้แก่พสกนิกรของชาติ การปฏิรูปการศึกษา ที่วิ่งล้อไปกับการปฏิรูปที่ดิน สิ่งที่เราต้องทำคือ การเรียนรู้การใช้ประโยชน์ที่ดินตามความเหมาะสม ไม่ใช่การแบ่งที่ดินให้เป็นเจ้าของแบบไร้จิตสำนึกอย่างที่ปัจจุบันเป็นกัน

ทำไมการศึกษาจึงต้องล้อไปกับการพัฒนาที่ดิน หรือพัฒนาการใช้ประโยชน์บนที่ดิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงมากที่สุด เพราะว่า บ้านเมืองทุกที่นั้นล้วนตั้งอยู่บนที่ดิน และที่ดินนั้นก็ต้องมีหลักการในการพัฒนา หรืออยู่ร่วมกับแผ่นดิน แผ่นดินเป็นสิ่งเดี่ยวที่ตั้งอยู่ในลักษณะแกนกลางของโลก ดินที่ร้อนระอุนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากพลังงานใต้พิภพ ทำให้โลกของเราหมุนรอบตัวเองได้ และทำให้โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งโลกถือเป็นบริวารของดวงอาทิตย์

ขอแทรกข้อมูลเรื่องแมกมา และแกนโลกสักนิดนะครับ



แมกมา เป็นวัสดุหลอมเหลวอยู่ภายในโลกเกิดจากการหลอมละลายของส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในชั้น แมนเทล (mantle) ซึ่งเป็นชั้นที่ 2 ของโลก อยู่ระหว่างเปลือกโลก (crust) กับแกนโลก (core) โดยทั่วไปแล้วแมกมาจะมีความร้อนสูงมากมีลักษณะเป็น ของเหลวข้นๆ ที่มี ส่วนประกอบภายในเป็นทั้งของแข็งและก๊าซ โดยส่วนที่เป็นของแข็งนั้น คือ ผลึกแร่ (mineral crystal) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ธาตุที่พบใน แร่ซิลิกา (silicate Mineral) ก๊าซที่อยู่ในแมกมานั้น ประกอบไป ด้วย คาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ ก๊าซที่กักตัวอยู่ในแมกมานี้จะ ถูกล้อมรอบด้วยหินแมกมา มีสภาพเป็นของเหลวได้ เนื่องจาก ความร้อนมหาศาลทำให้อิออน (ions) ที่อยู่ภายในสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระนั่นเอง




เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิด แรงระเบิดจะพ่นเอาเศษหินออกมาและหลายครั้งก็จะพ่นลาวาออกมาอย่างมากมาย ลาวาเป็นส่วน ประกอบที่สำคัญของแมกมานั่นเอง เพียงแต่ส่วนประกอบที่ เป็นก๊าซที่อยู่ในแมกมานั้นได้หายไปกับอากาศหรือน้ำแล้ว

เรามาคุยกันต่อนะครับ การที่ประเทศของเราจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาควบคู่กับการปฏิรูปที่ดินนั้น เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างมาก แล้วจะเกี่ยวข้องกับท่านสืบ นาคเสถียรอย่างไร เราต้องติดตามกันต่อตรงนี้เลยครับ

การที่แผ่นดินแท้จริงไม่ใช่ของเรา ป่า ธรรมชาติ ทรัพยากรที่เกิดจากระบบนิเวศทางธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึง การเบียดเบียนธรรมชาติทวีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ลดการเบียดเบียนกันทางธรรมชาติ เราจะทำได้อย่างไร มีหลัก และวิธีการอย่างไรให้เราสามารถทำได้นะ

ขั้นตอนการปฏิรูปการศึกษา บนพื้นฐานการปฏิรูปที่ดิน และการปฏิรูปการใช้ประโยชน์บนที่ดินมีดังนี้

รัฐต้องสงเสริม และจัดตั้งสำนักงานแผนที่ และการใช้ประโยชน์บนที่ดินแห่งชาติ ให้เป็นองค์กรอิสระ และให้ความรู้ในเรื่องชั้นที่ดิน ตลอดการใช้ประโยชน์บนที่ดิน ที่มีหลักการทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์กันให้ได้ เพื่อใช้ประโยชน์บนที่ดินร่วมกันทั้งระบบ และขจัดการลุกล่ำที่ดินอนุรักษ์เพื่อสาธารณะ
รัฐต้องออกพ.ร.บ.ควมคุมการใช้ประโยชน์บนที่ดิน ตามหลักการทางภูมิศาสตร์ มิใช่ตามการแบ่งสันปันส่วนตามอำนาจต่อรองทางการเมือง หรืออำนาจทางราชการ
รัฐต้องจัดหลักสูตรการศึกษาในเรื่องการใช้แผนที่ ทั้งในระดับประเทศ ภาค เขต และท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้าใจ และการใช้ประโยชน์ร่วมกันทุกระดับชั้นการศึกษา
รัฐต้องออกพ.ร.บ. เผยแพร่ข้อมูลแปลงที่ดินในทุกระดับ โดยอาศัยการปฏิรูปที่ดินให้มีมาตราฐานเดียวกัน และต้องระบุขอบเขตในการใช้ประโยชน์บนที่ดินตาม ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ โดยอาศัยข้อมูลจากสำนักงานแผนที่ และการใช้ประโยชน์บนที่ดินแห่งชาติ
4 มาตราการ ที่เสนอต่อรัฐบาลนั้น เป็นสิ่งที่ขอเสนอต่อสาธารณะชนด้วย เพื่อให้ได้เรียนรู้ความคิดความอ่านจากประสบการณ์ในการศึกษาเรื่องแผ่นดิน ทำไมคนจึงทำลายได้เร็วเพียง 75 ปีประชาธิปไตยทำลายชาติ



สืบ นาคเสถียร ตายไป เพราะเราลุกล่ำธรรมชาติ สร้างรีสอร์ทรับนาย หรือทำอะไรอีกมาก บนพื้นน้ำ และเทือกเขา ติดป้ายรักในหลวง แต่กลับลุกล่ำที่ทำกินของราษฎร และบริวารของธรรมชาติ เราต้องยอมรับกันว่า นักการเมืองชั่วมาก หากปฏิวัติได้

สำหรับตัวผมเองแล้ว ผมอยากปฏิวัตรโลก ให้เกาะอเมริกันหายไปจากโลก เพราะเขาลุกล่ำและทำลายเราด้วยการกลืนประเทศ และหลอกลวงคนทั้งโลกว่า รักษ์โลกใบนี้ จนคนไทยกลายเป็นพวกวัตถุนิยม ไร้จิตวิญญาณสาธารณะ ที่บรรพชนปลูกฝั่งเอาไว้ให้

สืบ นาคเสถียร ถูกคนไทยบีบบังคับมากกว่า ผมว่า เพราะคนไทยเห็นแก่ตัว คนดีคนเดียวทำดีจะได้ดีได้อย่างไรในเวลานั้น เมื่ออยู่ก็ทำตามอุดมการณ์ไม่ได้ สิ่งที่จากไป แต่ยังอยู่คืออุดมกาณ์ที่พวกเราขอสานต่อ ในแบบฉบับที่เราเห็นว่า เป็นอีกทางหนึ่งที่สร้างความชอบธรรมให้กับธรรมชาติได้




--------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลเพิ่มเติมในการสร้างความเข้าใจว่า เราแค่คนอาศัยบนพื้นโลก ทำไมเราจึงจ้องทำลายมันว่ะ

สยามรัฐ: ตอน กำเนิดโลก

โลกของเราก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร? โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สาม และเป็นดาวเคราะห์ที่พิเศษเพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะจักรวาล เพราะโลกเท่านั้นที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ทำให้น้ำคงสภาพอยู่ได้ และโลกยังเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีวิวัฒนาการจนมีออกซิเจนในบรรยากาศ ปัจจัยทั้งสองประการส่งผลให้ "โลก" มีสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเกิดขึ้น ดังนั้นคำถามที่ว่า “โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร” จึงเป็นคำถามที่ชวนให้น่าค้นหายิ่ง เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังตั้งข้อสมมติฐานไปต่าง ๆ นานา แต่สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ โลกรวมทั้งระบบสุริยะจักรวาลเกิดจากกลุ่มก๊าซและฝุ่นขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “เนบิวล่า” (Nebular)

ระบบสุริยะจักรวาลเกิดมาท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศ โดยกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองที่เรียกว่า เนบิวลา (Nebular) จะหมุนวนรอบตัวเองอย่างช้า ๆ คล้ายการหมุนของวงล้อ ก๊าซส่วนใหญ่ของเนบิวลา คือ ไฮโดรเจน การหมุนวนของเนบิวลานี้จะดึงดูด ก๊าซ ฝุ่นละอองและรังสีต่าง ๆ เข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งแรงที่ทำให้เกิดการหมุนวนเข้าสู่ศูนย์กลางนี้ คือ แรงโน้มถ่วง (Gravity) นั่นเอง เมื่อเวลาผ่านไปนับพันล้านปี การหมุนวนเข้าสู่ศูนย์กลางของเนบิวลาจะทำให้เกิดมวลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีรูปร่างคล้ายลูกบอลสีแดงขนาดยักษ์ และนี่คือจุดเริ่มต้นของดาวดวงใหม่ที่เรียกว่า ดวงอาทิตย์ ซึ่งได้แผ่พลังงานความร้อน แสงสว่าง และแรงดึงดูด ห่างออกไปประมาณ 13 พันล้านกิโลเมตร
หลังจากเกิดดวงอาทิตย์แล้ว โลกได้เริ่มก่อกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีที่แล้ว โลกที่เกิดขึ้นในยุคแรก ๆ จะเป็นกลุ่มก๊าซ ฝุ่นละออง และแร่ธาตุที่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันทำให้โลกไม่มีการแยกชั้นเหมือนในปัจจุบัน แต่เพราะแรงดึงดูดมหาศาลทำให้ก๊าซ ฝุ่นละออง แร่ธาตุต่าง ๆ มีการรวมตัวกันมากขึ้นจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ การชนกัน, การอัดตัวของสสารต่าง ๆ และการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีภายในโลกก่อให้เกิดความร้อนขึ้น เมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น เหล็กซึ่งเป็นโลหะที่มีมากที่สุดในโลกหรือประมาณ 1 ใน 3 ของมวลโลก จะหลอมละลายแล้วรวมตัวกันเป็นก้อนขนาดใหญ่จมลงสู่ใจกลางโลกกลายเป็น “แก่นโลก” ส่วนสสารที่เบากว่าจำพวกหินแข็งจะลอยขึ้นสู่ด้านบน และเย็นตัวลงกลายเป็น ”เปลือกโลก” และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่โลกเริ่มแบ่งออกเป็นชั้นต่าง ๆ รวม 3 ชั้น ทีนี้เราไปทำความรู้จักกันดีกว่าว่าแต่ละชั้นที่ว่านั้นเป็นอย่างไร
1. ชั้นแรกนี้เป็นส่วนที่อยู่ใจกลางโลก เรียกว่า ชั้นแก่นโลก (Core) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ แก่นโลกชั้นนอก ส่วนใหญ่ประกอบด้วยโลหะหลอมเหลว จำพวกเหล็กและนิกเกิล ชั้นนี้มีอุณหภูมิสูงประมาณ 2,200 องศาเซลเซียส และแก่นโลกชั้นใน มีสภาพเป็นโลหะแข็ง และมีอุณหภูมิสูงมากถึง 7,000 องศาเซลเซียส!!! ในชั้นนี้มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเหล็กและนิเกิลเหมือนแกนโลกชั้นนอก แต่มีสภาพเป็นโลหะแข็ง เนื่องจากได้รับแรงดันที่กดลงจากด้านบนมากที่สุด
2. ชั้นที่สองเรียกกันว่า เนื้อโลก หรือชั้นแมนเทิล (Mantle) มีสภาพส่วนใหญ่เป็นหินหลอมเหลว เนื่องจากได้รับความร้อนจากแก่นโลกที่มีอุณหภูมิสูงมาก หินหลอมเหลวที่อยู่ในชั้นนี้ มีชื่อที่คุ้นหูว่า แมกมา (Magma) แต่เมื่อแมกมาปะทุขึ้นมาบนเปลือกโลกจากปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิด จะเรียกว่า ลาวา (Lava) นั่นเอง
3. ชั้นที่สามเป็นชั้นที่อยู่นอกสุด เรียกว่า ชั้นเปลือกโลก (Crust) บางส่วนของเปลือกโลกเกิดจากการเย็นตัวของลาวาแล้วกลายสภาพเป็นหินแข็ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นหินแกรนิต และหินบะซอลต์ เปลือกโลกมีลักษณะเป็นแผ่นขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือหินหลอมเหลวหรือแมกมา ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้แผ่นเปลือกโลกที่เกิดขึ้นมาได้ประมาณ 3,500 ล้านปีมาแล้วมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งมนุษย์เราสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวนี้ได้จากการเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหว
จากเหตุผลนี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าในอดีต ทวีปต่าง ๆ เคยเป็นแผ่นดินขนาดใหญ่แผ่นเดียวที่เรียกว่า พันเจีย (Pangaea) แต่ต่อมาทวีปใหญ่พิเศษนี้ได้แยกออกจากกันเป็นเวลากว่าล้านปีมาแล้ว จนมีลักษณะเป็นทวีปต่าง ๆ ดังเช่นปัจจุบันที่เราเห็นกันอยู่นี้ โดยรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกมีโอกาสที่จะเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวได้มากที่สุด นอกจากนี้แล้ว การกัดเซาะของน้ำ กระแสลม และธารน้ำแข็งยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แผ่นเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากลักษณะการคดเคี้ยวของแม่น้ำสายต่าง ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ที่น่าตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั่นคือ นักวิทยาศาสตร์พบว่าทวีปออสเตรเลียจะค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้าหาทวีปเอเชียตรงบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีละ 1 เซนติเมตร!!!




แสดงความคิดเห็น | ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อน

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9
kittinunn วันที่ : 01/09/2007 เวลา : 18.02 น.
http://www.oknation.net/blog/kittinunn
Fight for what we believe in.
ip : 61.7.150.145


แวะมาอ่านครับ
--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 8
Supawan วันที่ : 01/09/2007 เวลา : 16.14 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan
ip : 124.121.38.252


ขอบคุณที่เล่าละเอียดมากค่ะ
--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 7
กรวดแก้ว วันที่ : 01/09/2007 เวลา : 15.22 น.
http://www.oknation.net/blog/tfriend
ประดับกายด้วยความดี มีราศรีกว่าประดับเพชร
ip : 203.113.32.6


มาชวนไปฟังเพลงค่ะ ผ่อนคลาดเสียบ้างนะคะ
--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 6
แม่สีไฟ วันที่ : 01/09/2007 เวลา : 14.42 น.
http://www.oknation.net/blog/ting
เดินนำฉันอาจไม่ตาม เดินตามฉันอาจไม่นำ ไปตามจังหวะซ้าย-ขวา
ip : 125.25.183.73


ขอโทษด้วยค่ะ
วันนี้แม่สีไฟอยากก้าวร้าวบ้างน่ะ
ไม่อยากตอบคำถามคุณน่ะ
ไม่เชิญมาอ่านอีกก็ไม่ว่ากัน


ใครว่ารัฐไม่เหลียวแล
คุณกลับไปทบทวนแผนแม่บทป่าไม้สิ
จะเห็นว่าสุดยอดของการเหลียวแลเลยล่ะ
(เหลียวแลเพื่อใครต่างหาก) ขำไม่ออกวุ้ย!

ใครว่าประชาชนคลั่งวัตถุนิยม
ก็พยายามยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเองกันแล้วไง
จะเอายังไงอีกล่ะ
มีเครื่องแบบ ใส่หัวโขน
มีบ้าน มีรถ พ่วงอำนาจ บรรทุกบารมี
โทรศัพท์มือถือถ้าไม่ใช่รุ่นใหม่สุด
คุณจะเช็คบล็อกจากอินเตอร์เน็ตได้เหรอ

ฯ ล ฯ

สรุปว่าไม่ขอตอบที่ถาม

ขอตอบเจ้าบ้าน แต่ไม่ได้หมางนะ แต่บอกตรงๆ ว่าคนเจอของจริง กับคนที่อยู่แต่ในมหาวิทยาลัยต่างกันแค่ไหน

เพราะหากไปสอนแบบสร้างภาพอีก ก็ทำให้คนที่มาทำงาน หรือประชาชนไม่ได้อะไร สู้เขาไม่ได้
--------------------------------------------------------
เรียนเจ้าบ้าน ในกรณีที่ตอบกระทู้ของข้าพเจ้า
ในกรณีที่รัฐบาลทรราช 75 ปี ประชาธิปไตยปล้นแผ่นดินข้า
ผมไม่เห็นว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองให้อะไรนอกจากสิ่งที่เรียกว่า การทำลายประชาชน

ดังนั้น หากดูที่กฎหมาย อันไม่ก่อประโยชน์อะไรเลยในการสร้างชาติบ้านเมืองแล้ว

เราก็สวนทางกันกับหลักรัฐศาสตร์ ที่ต้องทำความเข้าใจ และทำให้เกิดการเข้าถึง จนสร้างนำมาซึ่งการพัฒนาได้ ของประชาชน

กฎหมายเขียนดี แต่ประชาชนไม่รู้กฎหมาย รัฐบาลไม่เหลียวแลผมพูดไม่ผิด

หากผมฉลาดก่อนโง่ แสดงว่า รัฐเหลียวแล ทำให้ประชาชนนั้นรักษ์ชาติจริง

5-6 ปี คนไทยยิ่งแย่กันไปใหญ่ การสำรวจข้อมูลในตำบลบางกะไชยที่ผมไปประจำการณ์นั้น

ทำให้เห็นว่าประชาชนนั้นถูกรัฐหลอก ในการทำนากุ้งบนพื้นฐานที่ไม่มีการปฏิรูปที่ดินเลย และไม่มีการควบคุมการใช้ประโยชน์บนที่ดิน

ไปดูแผนพัฒนาสิ ต่างจากสิ่งที่เราเคยเข้าใจกัน สิ่งที่คุณพูดอ้างกฎหมาย แต่กฎหมายมันไม่ได้บังคับใช้

นายอำเภอแหลมสิงห์ในสมัยนั้น 10 ปีที่แล้ว น่าจะเตือนคนบางกะไชย หรือทำแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน

ตอนนี้ก็มีการยกรีสรอท์ออนทักสิน รับแขกทักสินบนที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติ

มันจะออกโฉนดแล้ว
แล้วนี่เหรอ ที่บอกว่ารัฐเหลียวแล
มันถูกแล้วที่ผมบอก

รัฐไม่เหลียวแล ให้พวกทักสินไล่ที่เอาเงินฟาดหัว บุกรุกเขตป่าชายเลน แหลมแห่งอุทยานแห่งชาติ

บอกตรงๆ ITV ยังหยุด แล้วผมจะกล้าลุยเหรอ หรือเพราะ ITV เปลี่ยนเป็น TITV เลยยกให้รัฐมนตรีในชุดรัฐบาลสุรยุทธโกงในหลวง หลอกแดกที่ที่บางกะไชยกันนะ

ผมพูด ขอใช้ฐานะสกุล อนันตชัยการันตรี ความรับผิดชอบทุกอย่างแล้วก้น

คนจันท์ หากตายเป็นผี ก็ขอเป็นผีชาวจันท์ สำนึกรักบ้านเกิด

นรกส่งข้ามาชี้ความชั่วของพวกข้าราชโกง ที่คลุมเสือสีกากี แต่โกงราช และโกงประชาชน

แล้วนี่เหรอ ที่บอกผมว่า รัฐเหลี่ยวแล ขี้หก