พิมพ์หน้านี้
|
ก็เล่มที่ผมชอบพกติดตัวไปไหนมาไหนเป็นประจำไง บางทีมีนก็อยู่ในย่าม บางทีก็ในกระเป๋า เป้ ในส่วนที่จะเปิดดึงออกมาอ่านโดยง่าย หากมีเวลาช่วงรอคอยและอยากอ่าน แต่จนแล้วจนรอกก็ยังไม่ได้หยิบมันออกมาอ่านซักที รู้สึกว่าในโอกาสว่างๆเหล่านั้นมีอย่างที่สุทรียะกว่าที่อยากทำมากกว่าการอ่าน ในวันที่ผมต้องนั่งเรือจากเกาะภูเก็ตไปเกาะ พีพี อีกครั้งหนึ่ง วันนั้นผมไม่ได้เอาหนังสือเล่มนั้นใสกระเป๋าสะพายติดตัว เพราะเห็นว่ามันเริ่มเป็นสิ่งที่เกะกะ แต่เก็บมันไว้ในเป้โดยเอามันไว้ในที่ๆเอาออกมาง่ายถ้าอยากอ่าน ผมเดินขึ้นเรือเฟอร์รี่เป็นคนที่สามในบ่ายวันนั้น เอากระเป๋าวางไว้ที่นั่งท้านสุดแถวข้างบันใดเรือที่ลงมาชั้นล่าง เพราะเป็นมุมที่ใครๆก็มักจะวางสัมภาระน้อยใหญ่ตรงนี้เสมอ ตอนผมลงมานั้นยังไม่มีใครวางกระเป๋าใดเลยที่มุมนี้ เป้ผมไม่ใหญ่นักผมจึงเลือกวางไว้มุมในสุดที่มันดูปลอดภัย เข้ามุมพอดี แล้วผมก็เดินเข้าไปเลือกที่นั่งที่เหมาะที่สุดตามสบายเพราะไม่มีใครเลยในตอนนั้นเพื่อจะได้นอนนั่งสบายๆฟังเพลงจากเครื่องมือเล็กและเฮดโฟน เพื่อให้บรรยากาศในการเดินทางนั้นรืนมณ์สูงสุด ในการนั่งเรือไปเกาะครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วผมจำไม่ได้ แต่พอคนเริ่มมากขึ้นบรรยากาศการเป็นส่วนตัวก็น้อยลงเป็นธรรมดา การฟังเพลงและการขีดเขียนก็ชักไม่สนุกจึงอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ทำอะไรดีนะ......... ทันใดนั้น ผมก็นึกอยากอ่านหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอย่างฉับพลันทันด่วน ได้การล่ะ ผมคงจะได้อ่านมันจบซะที ผมเดินกลับที่วางเป้ผมจำได้ว่ามันอยู่ตรงกระเป๋าหน้าที่มีซิปรูด เอาออกมาไม่ยาก ก็ผมมันคนรอบคอบและเตรียมการพร้อมสำหรับการเดินทางเสมอนนี่ แต่พอไปถึงผมก็ต้องตกกะใจ เพราะบริเวณที่ผมเอากระเป๋ามาวางเมื่อกี้นี้ มีสัมภาระใหญ่น้อยทั้งของชาวไทยและต่างประเทศมาวางสุมทับกันเต็มไปหมด ผู้คนก็ยืนออกกันเต็มไปหมด ถ้าไมใช่เรื่องใหญ่จริงก็ยากที่เด็กเรือจะมาค้นหาสิ่งที่คุณอยากได้ นอกจากรอจนกว่าจะถึงเกาะโน้นหละ ก็ประมานอีกซักชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ผมเดินกลับมานั่งที่เดิมเงียบๆ ด้วยความแน่ใจว่า บรรยากาศในการเดินทางโดยเรือเฟอร์รี่วันนั้นมันช่างเหมาะแก่การอ่านหนังสือเล่มนั้นเสียจริงๆ แต่ผมก็ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่ดี "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,"
|