พิมพ์หน้านี้
|
"ถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าเปิดร้านเหล้าเลย ยุ่งและปวดหัวมาก ไม่ว่าลูกค้าไทยหรือฝรั่งก็มีปัญหาเหมือนๆกันนั่นแหละ" เป็นคำพูดที่ผมได้ยินจากปากพี่พิทักษ์ ศรีสังข์ เจ้าของร้าน HAPPY SNAPPER BAR ซึ่งอยู่ที่บนถนนเมนต์ สายเขาหลัก ตะกั่วป่า แถวหาดนางทอง ผมอยากจะเขียนถึงผู้คนจริงๆที่ผมแวะผ่านไปพบ และมาพบผ่านกับผม ในแง่มุมที่ผมอยากเขียนถึงเขา โดยใช้ความอยากส่วนตัวเป็นที่ตั้ง บางครั้งก็ด้วยการสนทนาที่เคร่งเครียด และบางครั้งก็เพราะเสียงดนตรีและกีตาร์เป็นเครื่องมือช่วยสื่อสารกัน ทำให้เป็นเหตุได้พูดคุยในเรื่องดนตรีและชีวิตของนักดนตรีมากขึ้น วันนั้นผมไม่มีอะไรนอกจากเป้หนึ่งใบ ลงจากรถบัสเจอพี่พิทักษ์นั่งอยู่มุมหนึ่งของเวทีในร้านที่จัดเป็นมุมสำหรับตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ ที่เปิดเพลงสำหรับดีเจ ซึ่งพี่พิทักษ์ เองอีกนั่นแหละที่เป็นดีเจ ในนามของ Studly mc cool เป็นชื่อที่ลูกค้าเพื่อนฝรั่งวง HappyBustard band เป็นวงคนอังกฤษที่เล่นพั้งร๊อค เคยเล่นที่Hard rock cefe กรุงเทพ ตอนนี้พวกเขามาทำธุรกิจที่เขาหลัก ก็เลยรวมตัวกันเล่นอาทิตย์ละหนึ่งคืนนี่ เป็นผู้ตั้งชื่อ ดีเจให้พี่แก ก็เปิดตั้งแต่เอซิสแจ๊ส ไปยันฟั้งกี้ เรกเก้ และป็อบแน่นอนอยู่แล้วขาดได้ที่ไหน พี่พิทักษ์ทำวงเฮ้าส์แบนของแกเอง ชื่อ Snapper brather band ก็เล่นคั้งแต่ร๊อค เรกเก้ ฟั้งกี้ บลูส์ ฟิวชั่น โซล ตามแต่ใครจะมา อ้อแถมรับมือเล่นพั้งร็อคและไซเคเดลิคร็อค กับวง Happy Bastard ด้วย เพราะวงนี้มีสมาชิกแค่สองคนคือมือกีตาร์ที่ร้องเพลงด้วย กับมือกลอง "อันที่จริง ผมเป็นนักดนตรีแค่นั้นแหละ ไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่น ที่ทำอย่างอื่นก็เพราะอยากเล่นดนตรีสบายใจ มีชีวิตส่วนตัวไม่เป็นลูกน้องใคร แม้ไม่ร่ำรวยมากแต่ก็ใชชีวิตสบายๆ ไม่รบกวนใคร" พี่พิทักษ์พูดปักษ์ใต้สำเนียงชุมพรกับผม "แล้วก็ใช้ชีวิตกับบรรยากาศและสิ่งที่อยากทำ อยู่ที่นี่ร้านเปิดได้แค่ 6เดือน คือประมาณตุลาถึงมีนา ก็เข้าหน้าโลว์แล้ว ช่วงนั้นไม่มีแขกฝรั่งหลับบ้านไปทำงานกันหมด เพราะฉะนั้นพอหน้าฮายเราก็ต้องทำงานกันเต็มที่ เพราะเราจะไม่มีอะไรทำอีก หกเดือน ทีนี้แหละได้อ่านหนังสือฟังเพลงซ่อมร้านกันหละ ทั้งวันทั้งคืน" ผมนึกภาพออก เพราะผมได้ไปคุยกับพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เขาบอกว่า พอหน้าโลว์ เราสองคนผัวเมียเรียกเขาหลัก ว่า เขาหลับแทน เพราะไม่มีลูกค้าเลย นั่งตบยุง นั่นเป็นความคิดเห็นของธุรกิจที่ขายลูกค้าคนไทยตลอดปี แต่คนไทยพ่อค้าแม่ค้า ลูกค้าก๋วยเตี๋ยวก็หายหน้าหายตาตามฝรั่งในหน้าโลไปด้วยเช่นกัน พี่พิทักษ์เป็นมือเบสขวัญใจของผมมานานแล้วตั้งแต่ผมเริ่มหัดเล่นกีตาร์พี่แกก็เล่น ดีพเพอร์เพิล แล้ว และเล่นให้พี่โอฬาร แล้ว ผ่านเส้นทางมาเล่นให้วง เดอะซัน และบันทึกเสียงให้อัลบั้ม ไตรภาค ชุดในทัศนะของข้าพเจ้า ของคุณมาโนชพุฒตาล และ ดิโอฬาลโปรเจค เคยเล่นกับ เคยเล่นกับวงซิมโฟนี่ ประวัติยาวเหยืยดถ้าจะเล่ากัน แต่การมีร้านก็ทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น สบายขึ้นและมีลู่ทางที่ทำธุรกิจมากขึ้นในหลายทางกับการที่มาปักหลักอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว มีนักดนตรีมากหน้าหลายตาแวะผ่าน ทั้งมืออาชีพจากต่างประเทศที่แวะผ่านมาแจม หรือเพื่อนฝูงนักคนตรีคนไทย อย่างกุ๋งกิ๋ง หรือพี่กิ๋ง ที่อยูแถวภูเก็ตถ้าแวะผ่านมาก็จะต้องมาหวดหลองสองกระเดื่องจนร้านแทบถล่มทลาย อย่างเมื่อเดือนที่แล้ว(มกราคม) ก็มีStahlhofen ศิลปินและโปรดิวเซอร์จากเยอรมันแวะมาแจม หมอนี่ร้ายมาก คุณเชื่อใหม มันทำให้คนในร้านทุกคนต้องลุกขึ้นยืนทั้งหมดได้ เวลาที่เขาอยู่บนเวทีด้วยลีลาการร้องเพลงโซลและฟั้งกี้ด้วยเพาเวิอร์เสียงที่ออกมาจากท้องขนาดมหึมาและการควบุมวงให้อยู่ในนำหนักการเล่นที่เขาต้องการได้คล้ายกับคอนดักเตอร์แม้จะเป็นการเล่นเพลงแจมไม่กี่คอร์ด พวก เพลง Mustang sally หรืออย่างเพลงฟั่งกี้บลูส์สิบสองห้องทางไมเนอร์ long tran runing อีกคนหนึ่งคือ Magnus Rose'm หมอนี่เป็นคนเบสจากสวีเดน ดูท่าทางติ๋มๆ มาขอโชว์เบสคนเดียว ห้าถึงสิบนาที ร้ายไม่เบาเหมือนกันเพราะทำให้ผู้คนตลึงในการโชว์เอาการ ทั้งดีด ตบ สแลป จิ้ม ฮาร์โมนิค และควบคุมการใช้เอฟเฟคเนียนสุดยอดพกเมียเอ๊ย พกเบสมาจากสวีเดนเอง เป็นเบส ห้าสาย ยี่ห้อ Ibanaz แต่ใช้สายเบอร์เล็กกว่าปกติ แถมจูนต่ำลงมาอีกหนึ่งเสียง(เช่นกีตาร์บนสุดเป็นe ก็จูนลงไปถึงd และทุกสายก็จูนลงหนึ่งเสียง) รวมทั้งการวางมาดบนเวทีที่สง่างาม ตามแบบคนเบสฟิวชั่นร็อค สองวันก่อนก็มีวงรุ่นเดอะจากสวีเดนชื่อวงสกายไฮย์ แวะมาเขย่าเวทีเล่นด้วยสไตล์ เซ้าเทรินร็อค และบลูส์ แต่ไม่มีคนเบสมาด้วย แน่นอน เฮียทักษ์แห่งแฮปปี้สแนปเปอร์ก็รับบท เบสบลูส์ร็อคอีกตามเคย และคืนนั้นเส้นทางดนตรีและตัวโน๊ตก็ทำให้ผมได้สนทนา ภาษาดนตรีในสำเนียงบลูส์และเร็กเก้กับพี่พิทักษ์ ถึงสองชั่วโมง ด้วยกีต้าร์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักและอาหารพร้อม เพราะพี่แกจัดให้ ซึ้งใจจริงๆ |