พิมพ์หน้านี้
![]() อภินิหารตัวจริง อยู่ที่จิตหลุด ถึงแม้ว่าท่านจะมีอภินิหาร เช่น ดำดินแทรกตัวเข้าไปในขุนเขา หายตัวไปต่อหน้าต่อตา กระดูกเป็นพระธาตุ มีกายทิพย์ มีหูทิพย์ รู้วาระจิตของผู้อื่น ทำนายทายทักแม่นยำ มีบารมีมาก มีบริวารมากกว่าคนอื่นทั่วโลก ก็ถือว่าท่านโง่และถูกหลอก เพราะอภินิหารตัวแท้และประเสริฐสุดมันไม่ใช่สิ่งนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปเชื่อและหลงงมงายแบบนี้ ถ้าท่านมัวไปวิ่งตามตัณหาเหล่านั้น เท่ากับท่านยังไม่รู้จักความตาย ที่กำลังจ้องเล่นงานท่านอยู่ทุกเมื่อ ท่านควรจะหาวิธีรอดพ้นจากความตาย แต่ถ้าท่านต้องการที่จะรอด ท่านต้องหลุด ถ้าหลุดแล้วจึงจะรอด (ท่านจะรอดจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความทุกข์) การหลุดชนิดนี้ คือการหลุดจากเครื่องผูกพันร้อยรัดใจ โดยการหยุดแสวงหา แล้วพากเพียรดูจิต สลัดอารมณ์ดีร้ายออกไปจากจิต ไม่สร้างความอยากให้เกิดขึ้นมา ท่านก็จะหลุดรอดหลุดพ้นได้ คำว่า นิพพานนั้นไม่ใช่เมืองแก้วอยู่บนฟ้า แต่นิพพานก็คือนิพพาน ซึ่งคนผู้ยังไม่บรรลุถึง จะไม่สามารถรู้เห็นได้ เพราะเหตุนั้นนิพพานจึงเป็นสภาวะอันหนึ่งที่ผู้บรรลุถึงเท่านั้นจะรู้ได้ และเมื่อผู้รู้จักนิพพานอย่างแน่ชัดแล้ว กิเลสของท่านจึงไม่มี ซึ่งในสมัยพุทธกาล คนเขาหมดกิเลสแล้วจึงไปสอนคนอื่น แต่ในสมัยนี้ คนที่ยังไม่หมดกิเลสพยายามจะไปสอนคนอื่น ก็เอากิเลสความคิดเห็นของตัวเองไปสอน ถ้าถูกต้องถูกทางก็ดีไป แต่ถ้าไม่ถูกต้องหลงทาง ผู้เรียนศึกษาก็จะโง่หลงกันไปใหญ่ เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า จึงต้องศึกษาเรียนรู้ให้ถูกต้อง ถูกทาง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อถูกเขาหลอก. ธรรมที่แท้จริงอยู่ที่จิตเรา เรื่องความรู้ที่เป็นไปเพื่อความหมดทุกข์นี้ มันจะต้องเป็นผู้ที่พร้อมแล้วเท่านั้น ทางที่ดีเราควรจะรู้แค่ว่า ทำอย่างไรเราจึงไม่เป็นทุกข์ ซึ่งวิธีที่จะรู้ธรรมะนั้น มันไม่มีอะไรมากกว่าการใช้ปัญญาเพ่งพิจารณาเอาเอง ถ้าเราไปจำคำของอาจารย์มา มันก็ไม่ใช่ปัญญาความคิดของเรา ถ้าเราไปอ่าน จำ แปล มาจากหนังสือ เราก็ไม่มีปัญญาเป็นของตัวเอง พุทธศาสนา คือระบบปฏิบัติเพื่อความหลุดรอดแห่งชีวิต ให้ชีวิตหลุดจากปัญหา ไปสู่ความไม่มีปัญหา ให้ชีวิตหลุดจากความเสเพล ไปสู่ความเป็นชิ้นเป็นอันในที่สุด พุทธศาสนาจะทำให้ผู้ที่ดำเนินอยู่ในทางปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ได้พ้นไปจากความโศกเศร้าทั้งปวง ซึ่งมันรวมอยู่ที่การควบคุมพฤติกรรมของเราให้เป็นไปอย่างถูกต้องนั่นเอง คนส่วนมากมักเป็นนักอ่าน นักแปล นักสอน นักสวด แต่ไม่ชอบฝึกจิตปฏิบัติธรรม พวกเราจึงไม่มีปัญญาความรู้แจ้งสักที โดยสภาพความเป็นจริง ความจำมันต่างจากปัญญา ความคิดมันก็ต่างจากปัญญา บางคนจำพระสูตรได้แม่นยำ ว่าพระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องอะไร ว่าอย่างไร แต่ใจของเราก็ไม่เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน บางคนเป็นนักคิดนักพูด บรรยายธรรมะได้อย่างไพเราะวิจิตรพิสดาร แต่จิตใจนั้นหาหมดทุกข์หมดกิเลส และรู้แจ้งธรรมไม่ บางท่านมีชื่อเสียงมีลูกศิษย์บริวารเยอะ ไปไหนมีแต่คนห้อมล้อม แต่จิตใจนั้นยังกลัดหนองอยู่ ดังนั้นปัญญาตัวแท้กับกิริยาภายนอกของคน จึงแยกออกจากกัน จึงสรุปได้ว่าเราควรเร่งฝึกจิตของเราให้หมดทุกข์ได้จริงๆ แค่นี้ก็พอแล้ว อย่าเอาแต่พูดธรรมะ หรือเรียนธรรมะจากตำรากันอยู่เลย แต่หันมาเรียนรู้ศึกษาดู รู้ เห็น จิตใจของเรา จนรู้เท่าทันความคิด แล้วควบคุมมันได้ไม่ยึดถือ. อยู่ตรงกลาง ไม่แบ่งแยก ถ้าท่านจะพิจารณาเพื่อละกิเลสคือความมัวหมองของจิต ตัณหาคือความปรารถนา อุปาทานคือความคิด มันก็ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของท่านตลอดชีวิต อย่าเหมาเอาง่ายๆว่าปุบปับได้ เพราะถ้าไม่ได้ ท่านจะเป็นทุกข์ แต่จงพยายามตามดูจิตของตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็จงอย่าหลง อย่าอวดดี อย่าเหยียบคนอื่น อย่าฆ่าเขา แต่จะสำรวมกาย วาจา ใจ ทำงานเลี้ยงชีพไปตามปกติ ด้วยความหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ อย่าโกง อย่าคอรัปชั่น อย่ากินเหล้า แล้วท่านก็จะพบกับวิธีที่จะทำให้หมดทุกข์ร้อน หมดปัญหากลัดกลุ้มได้ โดยไม่ต้องไปเที่ยวเตร่ กินเหล้า ฆ่าตัวตาย เพื่อหนีทุกข์ ท่านจะเป็นผู้ที่ถูกยกเว้นจากความพ่ายแพ้และชนะทั้งปวง ถ้าท่านปฏิบัติตามได้ผลอย่างที่กล่าวมา สิ่งที่เป็นคู่ เช่น สุข-ทุกข์ ดี-เลว ได้-เสีย ฯลฯ ถ้าจิตของท่านมีความหลง จิตจึงคิดแบ่งแยกว่าอันนี้สุขหรือทุกข์ ดีหรือเลว ได้หรือเสีย นั่นคือความไม่รู้หรือความโง่ของเราเอง ซึ่งความจริงสิ่งทั้งปวงไม่เป็นอะไร ความสุขมันก็ไม่เป็นอะไร ความทุกข์มันก็ไม่เป็นอะไร เพราะถ้าท่านไม่มีจิต สุขทุกข์มันก็จะทำอะไรท่านไม่ได้ และถ้าท่านมีปัญญาอยู่ในจิต สุขทุกข์ก็ไม่สามารถทำอะไรท่านได้เช่นกัน แต่ถ้าท่านมีความหลง ความอยาก ความรัก ความเกลียด เมื่อนั้น ท่านก็จะเกิดการแบ่งแยกในระหว่างสิ่งทั้งปวง สุข ทุกข์ ดี เลว ได้ เสีย มันจึงเกิดขึ้นในความรู้สึกของคุณ คุณก็จะเป็นบ้าไปกับสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในจิตของผู้มีปัญญาอันสูงสุด จึงไม่มีสิ่งใดจะเป็นคู่กับสิ่งใด แม้ว่าสิ่งทั้งหลายจะมีอยู่เต็มโลก แต่มันก็ไม่เป็นอะไร เพียงแต่ว่าท่านอย่าไปรักหรือเกลียดมัน ทุกสิ่งมันจะไม่เป็นอะไร จิตของท่านก็จะสงบระงับจากความคิดปรุงแต่งได้ในทันที. |
| ผาซ่อนแก้ว | ||
แก้ว แก้ว แก้ว |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||