พิมพ์หน้านี้
![]() ศาสนาเจริญที่จิตเราฝึกถูกต้อง การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง จะต้องมีทั้งการฝึกสมาธิ และการแก้ไขหน้าที่การงานไปด้วย ถ้าฆราวาสไม่มีสมาธิเพราะขาดการฝึกฝน เขาย่อมจะขาดพลังงานทางจิต ทำให้หวั่นไหวไปกับอารมณ์ต่างๆ ถ้าพระเณรไม่ฝึกสมาธิภาวนา จงรู้เถิดว่าท่านองค์นั้นไม่ได้ทำหน้าที่ของพระเณรที่แท้จริง ตลอดชีวิตของพระพุทธเจ้านั้น ท่านไม่เคยว่างเว้นจากการเข้าสู่สมาธิ อันเป็นธรรมวิหารของท่าน ซึ่งถ้าพวกเขาอยากให้พุทธศาสนาเจริญ ก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจชำระพระไตรปิฎกแล้วพิมพ์กันใหม่ เราไม่ต้องสร้างโบสถ์สร้างวัดให้เจริญรุ่งเรือง เพียงแต่ว่าทุกๆท่าน หันหน้ามาทำความเพียร นั่งสมาธิ เดินจงกรม ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่อันสงบ ไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญ และความสุขทางปากท้อง แค่นี้มันก็พอแล้ว สำหรับการทำสังคายนาที่จะทำให้พระเณรเป็นพระเณรที่แท้จริงได้ ท่านจงมีเวลาให้กับจิตของท่านเองเสมอ จงหยุด หยุดจากการก้าวร้าวหรือกลุ้มรุม หยุดจากอารมณ์ทั้งปวงในโลก ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาเช่นนั้น นั่นหมายความว่า คุณกำลังจะฆ่าตัวเอง เพราะเวลานั้น มันเป็นเวลาอันมีค่าที่สุดสำหรับชีวิตของคุณ ถ้าคุณห่วงโลก ห่วงสังคม ห่วงงาน ห่วงบุตร ภรรยา สามี และคุณไม่มีเวลาให้จิตของคุณหยุด คุณย่อมจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่ามาแล้วทั้งหมด เมื่อคุณหมดลมหายใจ คุณจะไม่ได้อะไรเลยจากชีวิตที่เกิดมา ซ้ำร้ายคุณจะเป็นทุกข์ตรอมใจตาย เพราะคุณไม่เคยหยุด เพราะฉะนั้นจงรีบหาเวลาหยุดให้กับตัวเอง ก่อนที่ลมหายใจของคุณมันจะหยุด ก่อนที่ใจมันหยุด การหยุดใจจึงสำคัญมาก เท่ากับความคิดฟุ้งซ่าน วุ่นวาย กลัดกลุ้ม มันก็จะหยุดตามไปด้วย หลังจากเลิก หยุด เราค่อยหาทางแก้ไขมันให้ดีที่สุด. หาใจให้เจอ ดีกว่าหาวัตถุ สาเหตุที่คนเราร้อนรุ่มกลุ้มใจเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเรามักยึดติดอยู่กับการมีตัวเราของเรา โดยยึดติดอยู่กับการได้ ดี มี เป็น ตั้งความหวังให้กับตัวเองสูงจนเกินพอดี ทำให้เราเกิดกิเลส อยากได้ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเงินทอง เพื่อที่จะเอาไปแลกวัตถุสิ่งของ เช่น บ้าน รถ ความสุขทางโลก เมื่อเราวิ่งไขว่คว้าดิ้นรนแสวงหา เพื่อให้ได้ทัดเทียมกับคนรวย จึงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ถ้าท่านหันมาดูตัวเองพิจารณาดูให้ดีว่า ท่านเป็นใครมาจากไหน จะได้อะไรในชีวิตจริงหรือเปล่า แล้วความสุขจากการดิ้นรนวิ่งหาวัตถุเงินตรา มันนำมาซึ่งความทุกข์ใจ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ความทะเยอทะยานอยากก็จะลดลง ความเป็นตัวเราของเราก็จะเบาบาง ไม่สำคัญอีกต่อไป การที่พระสงฆ์องค์เจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ได้ จำเป็นต้องปลีกวิเวกไปนั่งคิดพิจารณาตามลำพัง ใจเราจะสงบ จะเกิดปัญญา รู้จักใจตัวเอง ดับทุกข์ได้ทันที สาเหตุสำคัญเกิดจากจิตของเรานั่นเอง จิตมันคิดมันสร้างอารมณ์ให้เกิดขึ้น ความจริงแล้วไม่มีใครชอบความทุกข์ความกังวลใจหรอก แต่จิตใจเรามักจะคิดโน่นคิดนี่จินตนาการต่างๆ นานา จะทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้น เราต้องอย่าปล่อยตัวปล่อยใจให้เคลื่อนไหวไปตามจิต ฉุดรั้งมันให้อยู่นิ่งๆเสียบ้าง ลองนิ่งเฉยๆ สบายๆ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอะไร ไม่ต้องห่วงใคร ปล่อยใจให้สงบอยู่กับร่างกายตัวเราในขณะนั้น เมื่อความสงบเกิด ปัญญาก็จะตามมา จึงจะพ้นจากความทุกข์ทุกเรื่อง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในใจเรานั้น มันเป็นเรื่องของการปรุงแต่ง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะการปรุงแต่งของจิตเท่านั้นเอง เมื่อเรารู้อย่างนี้จึงไม่ควรไปยึดถือความคิด ปล่อยให้ความคิดมันออกไปจากตัวเราก็หมดเรื่อง ที่คนเรารู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง หรือความรู้สึกทุกอย่าง มันเป็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร ถ้าเราไม่ไปสนใจยุ่งกับมัน มันก็หายไปหมดไป. บาปอยู่ที่เราไม่รู้จักพอ ท่านย่อมจะหาคนที่เป็นคนดีไม่ได้ ตราบใดที่ท่านยังถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ท่านก็จะมองเห็นแต่ความผิดของผู้อื่น ตราบใดที่ท่านถือมั่นว่าท่านเท่านั้นที่ทำอะไรได้ถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว ท่านก็จะเป็นคนโง่หรือฉลาด ก็ลองคิดดูเถิด เมื่อท่านปฏิบัติธรรม ถือศีลเคร่งครัด ก็จงอย่าคิดว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม และถือศีลเคร่งครัดเหมือนท่านนั้นเป็นคนโง่เลวทราม เพราะถ้าท่านมีความคิดแบ่งแยกเช่นนั้นอยู่ในใจ จิตใจของท่านจะไม่สงบ และเต็มไปด้วยความถือตัว นั่นคือความโง่เขลาเบาปัญญา เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด คำว่าบาป นั้นไม่มีอยู่ในหมู่สัตว์เดรัจฉาน เพราะความไม่สมประกอบของพวกเขา แต่คนที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ ที่มีพร้อมทั้งทางด้านมันสมอง และความรู้สึกนึกคิด ที่รู้ว่าอะไรคือบาปหรือไม่ แต่ก็ยังดันทุรังทำบาป เป็นบาปที่ฝังอยู่ในการกระทำคำพูด และความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง สรุปว่าบาปสูงสุดของมนุษย์ก็คือ การต้องเวียนว่ายอยู่ในโลกแห่งความทุกข์ ที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏฏะวนเวียนอยู่ด้วยการกระทำ ที่เรียกว่ากรรม ที่ทุกคนทำไปตามอำนาจของกิเลส หรือความอยากอย่างไม่รู้จบสิ้นนั่นเอง ถ้าผู้ใดพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เสียได้ ด้วยปัญญา ที่หมายถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น และความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงแล้ว ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ที่บรรลุถึงความดับสนิทในนิพพานธาตุ คือสภาวะที่กิเลส ความทุกข์ และตัวตนดับไป โดยไม่มีส่วนเหลือที่จะเป็นเชื้อเกิดอีก. |
| สังขละบุรี | ||
sun set.. |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||