• forgive
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-08
  • จำนวนเรื่อง : 725
  • จำนวนผู้ชม : 59261
  • จำนวนผู้โหวต : 104
  • ส่ง msg :
ทูแคร์
คำว่า 'to care' เป็นที่รวมของคำอีกสองคำคือ 'careful' ซึ่งมีความหมายทางด้านสติและการระมัดระวัง กับ 'caring' ซึ่งมีความหมายทางด้านความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
Permalink : http://www.oknation.net/blog/tocare
วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม 2551
ธรรมแท้ คือจิตไม่มี
Posted by forgive , ผู้อ่าน : 99 , 08:21:52 น.  
พิมพ์หน้านี้


ธรรมแท้ คือจิตไม่มี 

            ถ้าท่านเป็นพระ จงอย่าคิดว่านิกายของท่าน และรูปแบบวิธีการที่ท่านคิดค้นตั้งขึ้นมาเอง จะดีกว่าของคนอื่น เพราะถ้าคิดอย่างนั้น คุณก็คิดผิดและเห็นแก่ตัว เพราะแท้จริงแล้วนิกายไหนๆ วิธีแบบไหนก็ตาม มันก็ช่วยให้คนเราหมดทุกข์ไม่ได้ มีแต่สติปัญญาภายในจิตที่ถูกต้องถึงที่สุดเท่านั้น ที่จะช่วยให้คนเราหมดทุกข์ หมดกิเลสตัณหาได้

ธรรมะที่แท้จริงไม่เป็นอะไรทั้งหมด ธรรมะเป็นธรรมชาติอันปราศจากอะไรทั้งหมด ธรรมะที่แท้ย่อมปราศจากเหตุและผล เพราะถ้าเราไม่สมมติคำว่า “เหตุ” และ “ผล” ขึ้นมาใช้พูดหรือเขียนกันแล้ว ธรรมะที่แท้นั้นก็ย่อมจะมีอยู่เช่นเดิม แม้ไม่มีเหตุและผล ธรรมะก็คือธรรมะวันยังค่ำ เพราะเหตุนี้ธรรมะที่แท้จริงจึงอยู่นอกเหตุเหนือผล แม้แต่เหตุผลก็เข้าไม่ถึงธรรมะ เหมือนกับว่าเราจะพูดจะอภิปรายหรือสนทนาธรรมะกันสักเท่าใดก็ตาม แต่กิเลสและความทุกข์ของเราก็ไม่หมด ซึ่งหมายถึงว่าเรายังไม่รู้จักธรรมะ ดังนั้นธรรมะจึงไม่มีอยู่ในเหตุและผลที่เราพูด ถ้าจะพูดให้สั้นที่สุดก็อาจพูดได้ว่า จิตที่ไม่มีกิเลสนั่นแหละ คือ ธรรมะตัวแท้ที่ไม่มีอยู่ในคัมภีร์ตำราใดๆ นักตำราผู้แตกฉานก็ไม่อาจจะทำจิตให้หมดกิเลสได้ ถ้าหากไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าท่านเป็นนักปราชญ์โดยที่กิเลสยังไม่หมด ก็จงรู้ไว้เถิดว่านักปราชญ์คนนั้นจะเป็นทุกข์ ถ้าเราดีแต่ท่องตำราไปสอนคนอื่น เราก็เปรียบได้กับคนที่ไปช่วยทำนาให้คนอื่น ทั้งๆที่นาของตัวเองยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นจงรีบทำนาของตัวเองให้สำเร็จเสร็จสิ้นก่อน ก่อนที่จะไปช่วยคนอื่น.         

    

จิตที่อยู่เหนือสภาวะ     

       

       จิตที่ไม่มีกิเลส เป็นสิ่งที่ไม่มีรูป ไม่มีชื่อ ไม่มีแม้คำว่า “จิต” หรือ “พุทธะ” เพราะจิตนั้นปราศจากการยึดถือแล้ว จิตชนิดนี้จะมีความสงบสงัด ทั้งในขณะที่มีอารมณ์และไม่มีอารมณ์มาถมทับ มีความสว่างด้วยปัญญาความรู้ผิดชอบชั่วดี จนกระทั่งไม่มีทุกข์ใดๆเหลืออยู่เลย มันไม่มีความเร้นลับหรือเปิดเผย เพราะมันไม่ได้แบกเอาสิ่งเหล่านั้นไว้ จิตชนิดนี้จะรู้เห็นได้เฉพาะกับผู้ที่มีจิตชนิดนี้เอง สำหรับผู้ที่ยังไม่มีจิตชนิดนี้ จะอ่านจะฟังหรือจะเข้าใจอย่างไรก็ไม่รู้เห็น มันสำคัญที่เราต้องฝึกให้จิตเป็นเช่นนั้น เราจึงจะมีจิตชนิดนั้นได้ จะอาศัยตำราอย่างเดียวนั้นอย่าได้หวัง ใครหวังก็คือโง่ จะไม่เข้าถึงจิตแบบนั้น จะจำได้แค่สัญญา แต่จิตนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วคิดว่าตัวเองฉลาดรู้หมด

            จิตที่ไม่มีกิเลส ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” เพราะมันเป็นคำเรียกที่สมมติขึ้นมา เพราะฉะนั้นจิตชนิดนี้จึงไม่ใช่อะไรทั้งหมด ด้วยเหตุว่า จิตที่ไม่มีกิเลสย่อมไม่คิดว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่คิดว่าตัวเป็นอรหันต์ ไม่คิดว่าตัวเป็นปุถุชน ไม่คิดว่าตัวเป็นปราชญ์ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเพียงคำอธิบาย เพื่อให้เรารู้จักสภาวะจิตชนิดนี้ แต่ถ้าใครอยากจะรู้เห็นจิตชนิดนี้ ก็จงมีศีล ทำจิตให้สงบ และปลดปล่อยความรู้สึกทั้งปวง แล้วท่านก็จะหมดทุกข์ได้ นั่นคือจุดสูงสุดที่พระพุทธเจ้าสอน.

การเข้าถึงนิพพาน 

เมื่อพูดถึงนิพพาน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องที่สูงเกินกว่าที่ตัวเองจะรู้หรือจะเข้าถึงได้ แต่บางคนกลับคิดว่าตัวเองไปเห็นนิพพานมาแล้วจากการทำสมาธิภาวนา จึงกล่าวได้ว่า คนทั้ง ๒ พวกนี้โง่พอๆกัน เพราะไม่รู้แจ้งพุทธธรรมโดยประการทั้งปวง เช่นเดียวกับคนที่แปลพระไตรปิฎกได้ว่านิพพานคืออะไร มีสภาพเป็นอย่างไร แต่ยังมีอัตตาตัวตนที่ถูกถือมั่นอยู่ในใจ ว่าฉันรู้เรื่องนิพพานได้ดีอย่างถูกต้อง นี่คือคนธรรมดาที่ยังไม่รู้จักนิพพานนั่นเอง

ถ้าถามว่า นิพพาน คือ อะไร ? ก็ตอบได้ว่า นิพพานไม่คืออะไร ถ้าท่านยังไม่เข้าใจก็ควรหันมาสนใจเรื่องพุทธธรรม และฝึกฝนการปฏิบัติตามแบบฉบับที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าโดยเร็วที่สุด ถ้าไม่โง่งมงายจนเกินไป ท่านก็จะรู้แจ้งว่านิพพานคืออะไรได้อย่างถูกต้อง และเข้าถึงความระงับดับทุกข์ได้ในที่สุด

ถ้าถามว่า ชีวิตคืออะไร ? ตอบได้ว่า ชีวิตคือกระแสของความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่งที่หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะกฎแห่งอนิจจตา คือความไม่เที่ยงที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในโลกและจักรวาลนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีความทุกข์เป็นธาตุแท้ของชีวิต ในขณะที่ความสุขเป็นเพียงเงาของความทุกข์ ที่บรรเทาไอร้อนลงเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่สรรพสัตว์จะหลีกไม่พ้น ก็คือความทุกข์ แม้ว่าทุกชีวิตจะดิ้นรนหาความสุขอยู่ตั้งแต่จำความได้ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายก็ตาม ส่วนมากจะได้รับความทุกข์มากกว่าความสุข เพราะชีวิตขาดธรรมะหล่อเลี้ยงจิตใจ.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
อักษราภรณ์ วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 09.17 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn
เปลี่ยนดอกไม้บูชา...พระพุทธ  พระธรรม พระอริยะสงฆ์ บูรพาจารย์ บิดามารดา ผู้มีอุปการคุณ... ทุกวันโกนค่ะ.


สาธุ.
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 08.39 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

สาธุค่ะ ... สำหรับบทความดีๆ
ความคิดเห็นที่ 1
โม้งหัวครก วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 08.28 น.
http://www.oknation.net/blog/think49

สาธุ
เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31