|
เมื่อครั้งก่อนหน้านู้น ผมได้นำทัศนะของน้องที่รู้สึกไม่ค่อยดีกับการไปสอบโทอิคมาเล่าสู่กันฟัง วันนี้ก้อมีอีกทัศนะหนึ่งของคนที่รู้สึกดีมั่กๆๆๆกับการไปสอบโทอิค เราไปดูกันว่าเขาคิดอย่างนั้นได้เพราะอะไรกันเลยครับ:) หวัดดีครับพี่ วันนี้ผมไปเอาผลสอบ TOEIC มา ....ที่ต้องไปสอบเพราะว่าไอ้บ.นึงที่สมัครมัน require จริงๆก็งง เรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษมาแล้วยังต้องไปสอบอีกเหรอหว่า แต่ก็เอาว่ะ สอบก็ได้ ว่างๆอยู่ เขาบอกค่าสอบ 540 เพราะบ.ส่งไปสอบ ก็เลยไป เพราะเห็นว่าไม่แพงมาก วันนี้ไปเอาผลมา ได้มาดังนี้ Listening: 495/495 Reading: 455/495 Total: 950 คำอธิบายคะแนน เขียนแต่ข้อติแล้วกัน ข้อชมช่างมัน
Listening: เนื่องจากได้เต็ม มีแต่ข้อชม Reading: A person at this level may have problems with complex structures and infrequently used idoms. At this level reading is not usually dependent on subject matter knowledge, but complete comprehension when reading material outside of general experience and not accompanied by explanation depends heavily on cultural knowledge. เห็นคำอธิบายที่เขียนมาแล้วอึ้ง..... คือว่าัมันถูกจริงๆ เรามีปัญหาอย่างนั้นเลย ก็เลยรู้สึกทึ่งว่า TOEIC score มันบอกระดับการใช้ภาษาได้จริงๆแฮะ ตอนที่ลองทำข้อสอบ ก็รู้สึกแหละว่ามันง่ายกว่า TOEFL เยอะ ใครที่เคยสอบ TOEFL มาแล้วคงเข้าใจว่ามันคนละแบบเลย ง่ายกว่าเยอะ แต่พอมาอ่านๆคำอธิบายคะแนนก็เลยเข้าใจว่า อ้อ.... ข้อสอบมันทำออกมาดีจริงๆนะ ....คือถ้าคนเก่งภาษามากจริงๆก็ควรจะได้เต็มไปเลย หรือไม่ก็ 960+ ข้อสอบ TOEIC ไม่ยากเลย ถ้ามีเวลามากพอก็น่าจะได้เต็มกันได้ง่ายๆ ศัพท์ก็ไม่ได้ยากมากมาย เป็นศัพท์ทั่วๆไปที่คนที่ใช้ภาษาประจำน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่คีย์ของการทำ TOEIC คือ ความเร็ว ต่างหากล่ะ หาใช่ความยากไม่
ยิ่งคนใช้ภาษาคล่อง ยิ่งใช้เวลาคิดน้อย ฟังครั้งเดียวจะเข้าใจ อ่านครั้งเดียวจะเข้าใจ เหมือนที่เราเข้าใจภาษาไทย ฟังปุ๊ปเข้าใจปั๊ป ไม่ต้องมานั่งตีต่อว่ามันแปลว่าอะไร ข้อสอบ TOEIC ส่วนอ่านจะเยอะมาก ตอนแรกเราก็งงว่าทำไมมันเยอะอย่างงี้วะ คือไม่ได้ยาก แต่เยอะจัดๆ เราก็อ่านไม่ทันไปเหมือนกัน สองอันหลังสุดได้แ่ต่สแกนๆแล้วตอบๆไป ไม่มีเวลาทวนเลย (ตอนทำ TOEFL ยังมีเวลาเหลือเลย ก็เลยนึกว่าน่าจะมีเวลาเหลือเหมือนกัน) แต่พอมาคิดดู เราก็ยังอ่านภาษาอังกฤษไม่คล่องขนาดที่ว่าอ่านปุ๊ปเข้าใจปั๊ปแบบภาษาไทย ประโยคที่ซ้อนกันเยอะๆเราก็ยังต้องมีหยุดคิดอ่านทวนแล้วพยายามแปล นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทำไม่ทันมั้ง
ไปเจอตารางนี่มาด้วยล่ะ!!! LEVELS OF LANGUAGE PROFICIENCY INTERVIEW - ASSESSED ORAL ENGLISH PROFICIENCY AND THE CORRESPONDING TOEIC SCORE RANGES | | | Level 0+ | 010 - 250 points | Novice | | | | Level 1 | 255 - 400 points | Elementary proficiency | | | | Level 1+ | 405 - 600 points | Intermediate proficiency | | | | Level 2 | 605 - 780 points | Basic working proficiency | | | | Level 2+ | 785 - 900 points | Advanced working proficiency | | | | Level 3 | over 900 points | General professional level | | | | (Level 3+ | over 960 points | Higher general professional level) |
ได้ Level 3 ... เข้าไปอ่านๆว่ามันแปลว่ายังไง ก็รู้สึกเหมือนกำลังอ่านดูดวงอะไรซักอย่าง รู้สึกว่าแม่นไปหมดเลยแฮะ
โปรเจคเพิ่มความสามารถในการอ่าน
ต้องหัดอ่านบทความให้กว้างขึ้น ปกติตอนนี้อ่านแต่ในเวป เนื้อหายากๆจะเป็น paper/text com เท่านั้น พอไปเจอบทความไฟแนนซ์ล่ะ้ช้าเลย งง ไม่ค่อยรู้ศัพท์ด้วย ควรหัดอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องไอทีด้วย ควรหัดอ่านนิยายให้มากกว่านี้ ตอนนี้อ่านแต่ Harry ควรอ่านนิยายที่ใช้ภาษาสวยๆยากๆให้มากกว่านี้ นิยายเด็กภาษามันจะง่ายกว่านิยายผู้ใหญ่ หึๆ ว่าด้วยความพึงพอใจในคะแนน ก็เรียกว่าโอเค บรรทัดฐานความพึงพอใจของแต่ละคนคงต่างกัน 950 อาจจะดูเยอะสำหรับบางคน แต่ว่าถ้าคนจบนอกได้คะแนนน้อยกว่า 900 นี่มันคงรู้สึกแย่ใช่มั้ย
เราก็รู้มาว่าบางคนพยายามให้ถึง 600 ยังเหนื่อยแทบตาย (รู้มาว่าพวกแอร์เอา 600+) แต่พอมาคิดดู ถ้าเด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือว่ามหาลัยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ (ทั้งในไทยและนอกไทย) มาสอบ มันก็ต้องได้ 900+ อยู่แล้วใช่มั้ย พอคิดแบบนี้ก็เลยรู้สึกว่า คำว่า จบนอก มันก็เหมือนมีอะไรมาค้ำคอเหมือนกันนะ
บางทีคนที่เริ่มมาจากการ มีอะไรพร้อมกว่าคนอื่น ก็อาจจะมีแรงกดดันอีกแบบ อย่างเช่นถ้ามีเด็กบ้านนอกจนๆเข้ามาในเมืองกรุงเพื่อหางานทำ เริ่มจากงานรับจ้างลูกจ้าง แล้วไต่เต้าไปเรื่อยๆจนได้เป็นระดับผู้จัดการ ใครๆก็คงชื่นชมว่าเด็กคนนี้มีความพยายาม
แต่ถ้าหากเป็นลูกเศรษฐี เรียนเก่งมาตลอด เข้ามหาลัยดังๆ ไปเรียนเมืองนอก จะไปเริ่มจากการเป็นลูกจ้างตำแหน่งต่ำๆก็คงไม่ได้ ถ้าหางานได้เงินเดือนไม่ดี ก็อาจจะมีคนบอกว่า อุตส่าห์จบเมืองนอกทำไมได้แค่นี้ ถ้าทำงานได้ไม่ดี ก็อาจจะมีคนบอกว่า อะไร จบเมืองนอกนึกว่าเก่ง ไม่เห็นดีกว่า ..ตุ๊ด.. เท่าไหร่ แต่ถ้าหากได้งานดีๆ เงินเดือนดีๆ ก็จะบอกว่า ก็เขาจบเมืองนอก เรียนมหาลัยดัง ก็ต้องได้อยู่แล้ว สรุปคือ ทำดี(ได้อะไรดีกว่าคนอื่น)เสมอตัว แต่ทำชั่ว(ได้อะไรธรรมดาๆ หรือว่าแย่กว่าคนอื่น)อาจจะโดนดูถูกได้ ถ้าคนเคยจนมาก่อน ใช้ชีวิตลำบาก พอมาได้เงินระดับนึง ก็คงรู้สึกว่ารวย แล้วก็มีความสุข แต่คนที่รวยมาตลอด พอเงินมาหายไป ทั้งๆที่ยังไม่จัดว่าถึงขั้นจน ก็อาจจะรู้สึกแย่ก็ได้
สรุปแล้ว จริงๆแล้วบรรทัดฐาน มันก็อยู่แค่ที่ใจเราตั้งเท่านั้นเอง จะพอใจหรือไม่พอใจ ก็ขึ้นกับตัวเราทั้งนั้นใช่มั้ย เหมือนๆกับความสุข ถ้าเราคิดให้มันสุข มันก็สุข อ่า...นี่ก้อเป็นอีกทัศนะหนึ่งของน้องๆที่ไปสอบมาแล้วประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวของผมมีความเห็นว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จได้ต้องตั้งใจ อดทน หมั่นฝึกฝน และมีความฝัน เหมือนกับที่ไอสไตน์เคยบอกว่า การที่คนเราจะประสบความสำเร็จนั้นมาจาก พรสวรรค์1เปอร์เซนต์ ที่เหลือ มาจากความทุ่มเทครับ........ขอให้เพื่อนๆอย่าหยุดฝัน และอย่าท้อถอย เป็นกำลังใจให้นะครับ:)
|