• ดอกไม้พลาสติก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : newstoe@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-16
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 1204
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
ดอกไม้พลาสติก
ถกปัญหาครอบจักรวาล...เชิญคร๊าบ...
Permalink : http://www.oknation.net/blog/toetoemu
วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม 2550
ชื่อเรื่อง : “เหงา” ช่วยคอมเมนท์กันด้วย ลองหัดเขียน
Posted by ดอกไม้พลาสติก , ผู้อ่าน : 74 , 15:51:17 น.  
พิมพ์หน้านี้


ชื่อเรื่อง : “เหงา”

 

ไอ้เจ้าความเหงามันมาอยู่ห้องผมได้สองวันแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะจากไปเสียที เรื่องทุกอย่างมันเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่เพื่อนสนิทของผมมันบินไปเรียนต่อเมืองนอก เมื่อสี่-ห้าวันก่อน หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน แฟนผมก็มาบอกเลิกผมเฉยเลย และมันค่อนข้างไร้เหตุผลเสียด้วยสิ

 

อะไรมันจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว! คิดดูเองแล้วกัน

 

แล้วตั้งแต่นั้นแหละ ไอ้ความเหงามันก็มาเดินด้อมๆ มองๆ ผมบ้าง พอมันสบโอกาส บางทีก็เอ่ยทักทายถามโน่นถามนี่ ผมอยากจะตะเพิดมันไปให้พ้นๆเหมือนกัน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวคนรอบข้างจะหาว่าผมบ้า พูดคนเดียว  เซ็งชะมัด

 

แล้วเมื่อสองวันก่อน ผมกลับมาจากข้างนอก ไอ้ความเหงาก็ถือวิสาสะเดินตามผมเข้ามาในบ้านเฉยเลย อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยอยากจะพูดกับมันนักหรอก แต่ดูเหมือนว่าเวลาผมคิดอะไร มันจะรู้ไปเสียหมด ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรกับมันเลยสักคำ

 

จะว่าไปแล้วไอ้ความเหงาเนี่ย มันก็ช่างจำนรรจาอยู่เหมือนกัน แต่ผมว่ามันคล้ายๆ กับนกแก้วนกขุนทองมากกว่า แบบว่า พูดไปเรื่อย จ้อไปเรื่อย

 

“อย่าไปคิดถึงเลยน่า นายจะเครียดไปเปล่าๆ”

 “หิวข้าวแล้วยัง ไปกินข้าวเหอะ”

 “กาแฟยี่ห้ออื่นก็อร่อยนา ไม่อยากลองดูบ้างเหรอ

 

นี่ก็คือประโยคตัวอย่าง ที่มันพูดกับผมบ่อยๆ เวลาที่ผมอยากมีชีวิตเป็นการส่วนตัว และในบางครั้งที่มันเผลอเอ่ยประโยคที่จาบจ้วงความเป็นส่วนตัวผม แล้วทำให้ผมมีอารมณ์นิดๆ มันก็จะเงียบไป และเอ่ยคำขอโทษเบาๆ ตามมาภายหลัง

 

ผมใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังต่อมาอีกหลายวัน เอ๊ะ! อันที่จริงจะเรียกว่าตามลำพังก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะไอ้เจ้าความเหงาช่างพูดยังอยู่อีกทั้งคน ช่างเหอะ ถือว่าที่มันพูดได้ ก็เรียกมันเป็นคนก็แล้วกัน 

 

แต่ช่วงหลายวันมานี้ มีโทรศัพท์จากเพื่อนบ้าง พ่อแม่บ้าง คนรู้จักบ้าง โทรมาถึงผมเป็นระยะๆ บางครั้งผมก็เห็นไอ้ความเหงายังเดินวนเวียนอยู่รอบๆห้องผม แต่ก็แปลกเพราะเวลาที่ผมคุยโทรศัพท์ มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ก็สักครู่เท่านั้นแหละ พอผมวางสาย มันก็จะโผล่มานั่งเสนอหน้าให้อยู่ในสายตาของผมจนได้

 

จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกรำคาญมันมาก เลยเอ่ยถามเจ้าความเหงาออกไป

 

“นี่!  เมื่อไหร่แกจะไปจากฉันเสียทีวะเป็นครั้งแรกที่ผมเอ่ยปากพูดกับมัน

 

เมื่อผมพูดจบก็ต้องเก็บมานั่งคิดอีกว่า กูมันบ้าไปแล้วเหรอเนี่ย ! ที่พูดกับความเหงา พูดกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือว่ามีเอ๊ะ! หรือกูบ้าจริงๆ วะ?

 

แต่แล้วก็มีเสียงของไอ้เจ้าความเหงาดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของผม

 

“ฉันจะไปจากนายก็ต่อเมื่อนายไม่เหงาแล้วนั่นแหละ” ผมสะอึกอึ๊ก! ขึ้นมาทันที และเข้าใจทุกอย่างจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของมัน

 

ที่มันอยู่เพราะตัวผมเองทำให้มันอยู่หรือนี่ ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่า มันคงจะถูกใจผม และมาเกาะผมอยู่เป็นกาฝากด้วยความรู้สึกนึกคิดของมันเอง หรือใครสักคนส่งมันมากวนประสาทผม แสดงว่าที่ผมเคยคิดมันผิดหมดเลย มันเป็นเพราะตัวของผมเอง จิตใต้สำนึกของผมเอง ที่ดึงดูดไอ้เจ้าความเหงาให้เข้ามาหา

 

โอ๊ย! แต่ยังไงก็ช่างเถอะ ผมไล่มันไปไม่ได้ใช่มั๊ยเนี่ย

 

“ไม่ได้อย่างแน่นอนเพื่อน ตราบใดที่นายยังอยู่ในอารมณ์นี้ นายไม่มีทางหนีจากฉันได้หรอก ฮ่าๆๆ” ไอ้ความเหงาเย้ยหยันผมอีกครั้ง

 

“เฮ้อ! เอาไงก็เอาวะ ช่างหัวมัน ทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน” ผมได้แต่บอกตัวเอง

 

แล้วผมก็เดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจบ้านเพื่อจะออกไปข้างนอก พบปะผู้คนบ้างดีกว่าที่จะมานั่งจับเจ่าอยู่ในบ้านเงียบๆ กับไอ้ความเหงาที่ทำให้ผมแสนรำคาญใจ

 

ผมเดินสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ หยุดตามร้านหนังสือบ้าง ร้านกาแฟบ้าง การใช้ชีวิตอย่างคนไร้แก่นสารนี่ละมั้ง ที่ทำให้ผมยิ่งเหงาเข้าไปใหญ่ พอเหลียวหลังไป ผมก็ยังคงเห็นมันก็คอบเดินตามผมมาห่างๆ

 

โอ๊ย! แล้วเมื่อไหร่จะสลัดมันพ้นวะเนี่ย ผมรำพันในใจพลางหันไปมองเจ้าความเหงา ท่าทางมันไม่ยี่หระกับสิ่งที่ผมคิดแม้แต่น้อย

 

ผมเดินไปเรื่อยๆ จนถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมเลี้ยวเข้าไปในนั้น ผมเดินผ่านเคาท์เตอร์ของสดต่างๆ พลันความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา

 

“ทำอะไรกินดีกว่า” ใช่! คงจะสนุกดี เพลินดีด้วย เผื่อจะได้ไม่เหงา ผมหันรีหันขวางเพื่อที่จะหาตะกร้า

 

“โน่น อยู่ทางโน้นแน่ะ” ไอ้ความเหงาใส่เกือกตอบขึ้นมาทันควัน

 

“ขอบใจ” เอ๊ะ! ผมเผลอตอบมันไปแล้ว? 

 

ผมต้องบ้าแน่ๆเลย แต่ช่างเหอะ ซื้อของดีกว่า ว่าแล้วก็เดินไปหยิบตะกร้าใส่ของเดินลิ่วไปตามเคาท์เตอร์ต่างๆ  เลือกซื้อผักบ้าง เนื้อบ้าง แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงของเจ้าความเหงาแนะนำมาเป็นระยะ

 

“ไม่เอานี่เหรอ”

“ผักนี่อร่อยนะ”

“หมูนี่สวยดี ราคาก็ไม่แพง”

“เฮ้! นายกินเนื้อป่าว นี่สันในกำลังลดราคาอยู่นะ”

 

แต่ผมก็ซื้อไปตามประสาผมแหละ ไม่ค่อยได้ฟังมันสักเท่าไร อีกอย่าง ในหัวผมก็ไม่ได้คิดด้วยว่า จะทำอะไรกินบ้าง

 

เลือกของเต็มตระกร้าได้ยังไงก็ไม่รู้ เสร็จแล้วผมก็จ่ายเงิน แล้วเดินกลับบ้าน โดยที่เจ้าความเหงาจอมจ้อก็ยังคงคุยโน่นคุยนี่ตามประสามัน

 

ผมจัดของที่ซื้อมาใส่ในตู้เย็น พลางคิดว่าจะทำอะไรกินดี เอ...ไอ้ที่ผมทำเป็นก็ไม่กี่อย่างนี่หว่า แต่ของที่ผมซื้อมันออกจะมากมายประมาณสิบคนกินเห็นจะได้ แล้วไอ้แต่ละอย่างที่ผมซื้อมามันอะไรเนี่ย  ! ซื้อมายังกะจะเปิดร้านอาหาร ผักแปลกๆก็ซื้อมา ทำไมเนี่ย ผมคงเบลอมากเลยที่ซื้อมาโดยไม่คิดขนาดนี้ พลันก็มีเสียงแทรกขึ้นมา

 

“ทำอะไรเป็นบ้าง เราน่ะเอาอีกแล้ว คำถามชวนอารมณ์เสียมักจะมาถูกที่ถูกเวลาเสมอ

 

“ทำเป็นกี่อย่างแล้วทำไม? ทำเป็นเหรอ? แกน่ะ” ผมสวนเข้าให้

 

“ฉันทำเองไม่ได้หรอก แต่สอนนายได้นะ” ไอ้ความเหงามันสวนกลับผม

 

“เออ! ให้มันจริงเหอะ” ผมคิดในใจ แล้วมันก็สั่งให้ผมเอานั่นเอานี่ออกมา หมูมั่ง ผักมั่ง มากมายไปหมด แล้วก็สั่งให้ผมเตรียมโน่นเตรียมนี่ หั่นผักบ้าง เนื้อบ้าง เอ๊ะ! แต่มันชักจะเยอะเกินไปแล้วนะ ผมจะกินยังไงหมดเนี่ย

 

 “เฮ้ย! นี่แกจะทำอะไรบ้างเนี่ย ทำไมเยอะจังวะผมถามออกไป

 

“ทำทั้งที ทำทีละอย่าง สองอย่างทำไม ต้องเยอะหน่อยสิ” มันตอบกลับมา

 

“แล้วจะทำกี่อย่างวะ” ผมเปรยอย่างงงๆ

 

“สามอย่าง” มันตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงกวนๆ

 

หลังจากที่ผมทำตามคำสั่งของเจ้าความเหงาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนกับข้าวทั้งหมดปรุงสำเร็จและนำมาวางบนโต๊ะ  ผมก็สังเกตเห็นว่า กับข้าวบนโต๊ะมันมีสี่อย่างนี่นา ผมจึงหันไปถามเจ้าความเหงาอย่างงงๆ

 

“เฮ้ย! นี่มันสี่อย่างนี่ ไหนบอกว่าสาม”

 

“อีกอย่างแถม” มันตอบ

 

“เฮอะ ! มีงี้อีกนะ” ผมบ่อนในใจ แล้วตอนทำ ผมไม่สังเกตบ้างเลย เอ๊ะ หรือว่าเพลินไปหน่อย แต่ก็ดี และในขณะที่ผมหันกลับไปจะเดินเข้าครัวอีกครั้ง ผมก็นึกอะไรขึ้นได้

 

“เฮ้ย! ลืมหุงข้าว” ผมตะโกนในใจเสียงดัง

 

“เออว่ะ จะบอกนายแล้วแต่ลืมน่ะ โทษที” เจ้าความเหงาเอ่ยออกมาอย่างแกนๆ

 

“เออ ไม่เป็นไร เดี่ยวไปซื้อข้าวสวยข้างนอกก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก” ผมตอบกลับไป แต่เอ๊ะ ผมไปญาติดี พูดสนิทชิดเชื้อกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แต่ช่างมันเถอะ อย่างน้อย มันก็สอนผมทำกับข้าวเป็นเพิ่มมาอีกหลายอย่างแหละ  ตอนนี้ไปซื้อข้าวก่อนดีกว่าหิวแล้ว

 

หลังจากอิ่มหนำจากอาหารมื้อนั้นแล้ว ผมก็อดขอบคุณมันไม่ได้ ถ้าไม่ได้มันผมคงจะทำเป็นอยู่เพียงแค่ ผัดกระเพรา  แกงจืด  และอาหารจำพวกไข่ง่ายๆเท่านั้นเอง หลังจากวันนั้น ถ้าผมอยู่คนเดียวในบ้าน ผมก็เริ่มพูดคุยกับเจ้าความเหงามากขึ้น เริ่มที่จะสนุกสนานเมื่อพูดคุยกับมันมากขึ้น และก็แน่นอนที่จะทำอาหารได้หลายอย่างขึ้นด้วย

 

อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังรอให้ไอ้ความเหงามันแนะนำเมนูอาหารใหม่อยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เพื่อนเก่าสมัยเรียนของผมที่ไม่ได้เจอกันมากว่าสิบปีโทรมา จะชวนผมไปทานข้าวเย็นด้วยกันกับเพื่อนของมันอีกสองคน ผมปฏิเสธ แต่กลับได้ชวนมันและเพื่อนมาทานข้าวเย็นที่บ้านผมแทน มันตอบตกลง ก่อนที่จะวางสายผมยังจะหันไปกระซิบถามเจ้าความเหงาว่า

 

“เฮ้ย! ทำกับข้าวให้สี่คนกิน ทำได้ไหมวะ

 

“โอ๊ย! สบายเพื่อน” มันตอบอย่างไม่ยี่หระ ผมจึงได้วางสายไป

 

เจ้าความเหงาคอยเป็นผู้กำกับผมอีกเช่นเคย จนผมปรุงอาหารทั้งหมดเสร็จ อาหารหลายอย่างถูกวางเรียงไว้บนโต๊ะที่จัดไว้อย่างสวยงาม ครัวก็เก็บทำความสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว เหลือเพียงแต่คอยเพื่อนผมและเพื่อนของมันมากดออดประตูบ้านเท่านั้น

 

ผมมองดูนาฬิกา ใกล้เวลาแล้ว ไม่นานนักก็มีเสียงออดที่หน้าบ้าน ผมเดินออกไปเปิดประตู เพื่อนผมนั่นเอง มาพร้อมกับเพื่อนมันสองคน เป็นผู้หญิงทั้งสองคน คนหนึ่งผอม ผมยาวถึงหลัง อีกคนหนึ่งตัวเล็กๆ ผมสั้นกว่าแค่ประบ่า สวมแว่นตาสีแดง ดูแล้วออกหมวยๆแผ่นดินใหญ่ น่ารักเสียด้วย แม้จะขาใหญ่ไปหน่อย ผมจึงเชิญทั้งหมดเข้าบ้าน และเริ่มรับประทานอาหารเย็นกัน

 

ระหว่างมื้ออาหารนั้นก็มีการสนทนากันบ้าง นานมาแล้วที่ผมไม่เคยได้ร่วมวงคุยกับคนมากขนาดนี้ และส่วนใหญ่ประโยคสนทนาจะเป็นไปในทางชมผมเสียมากกว่า ทั้งเพื่อนผมและเพื่อนๆของมันต่างชื่นชมรสชาติอาหารฝีมือผม และไอ้ความเหงากันทุกคน

 

ผมยิ้มได้แล้ว นึกเสียว่าจะจำไม่ได้อีกว่า ยิ้มนั้น ต้องทำปากอย่างไร

 

ผมจะหันไปขอบคุณเจ้าความเหงาเสียหน่อย แต่ก็หามันไม่เจอเสียแล้ว

 

หลังจากมื้ออาหาร เราทั้งหมดก็พูดคุยกันต่ออีกเกือบสองชั่วโมง เราคุยกันถูกคอมาก แต่ส่วนใหญ่ผมจะคุยกับหมวยคนนั้นมากกว่า เพราะผมคิดว่าเธอน่ารักมากสำหรับผม ก่อนที่เขาทั้งหมดจะลากลับ ผมก็อดที่จะขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้ไม่ได้ จำได้ว่า ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว

 

หลังจากวันนั้นผมก็เริ่มโทรหาเธอ บ่อยขึ้นๆ ชวนเธอไปทานข้าวบ้าง เดินเที่ยวบ้าง เวลาที่เวลาผมชวนเธอมานั่งเล่นที่บ้าน ผมกลับเจอกับเจ้าความเหงาน้อยลง แต่พอผมอยู่บ้านเพียงลำพังกับเจ้าความเหงา ผมก็ยังคุยกับมันเหมือนเดิม และรู้สึกกับมันเหมือนเป็นเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง

 

แต่มันกลับตอบอย่างถ่อมตัวกลับมาว่า

 

“อย่ายกย่องฉันให้สูงส่งขนาดนั้นเลย เพื่อนเอ๋ย สักวันเมื่อนายมีความสุขและไม่เหงาแล้ว นายจะค่อยๆ ลืมฉันไป  มันจนกว่านายจะเหงาอีกนั่นแหละ นายจึงจะค่อยนึกถึงฉันใหม่อีกครั้ง และนั่นแหละ เมื่อถึงตอนนั้น แล้วนายก็คงจะไม่อยากเห็นฉันอีก” ผมคิดตามมัน และก็เข้าใจ จึงตอบกลับไป

 

“แต่ก็นั่นแหละ ในตอนที่ฉันเหงา ก็มีแต่แกนี่แหละที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน”

 

หลังจากบทสนทนาครั้งนั้นแล้ว ดูเหมือนว่า ผมจะได้เจอกับมันน้อยลงเรื่อยๆ

 

หลายสัปดาห์ต่อมา ผมสนิทกับเธอมากขึ้นตามลำดับ ในทางกลับกัน เจ้าความเหงาก็ดูเหมือนจะโผล่มาไม่บ่อยเหมือนก่อน โผล่มาบ้างวันละไม่กี่ครั้ง หรือโผล่มาแป๊บเดียวแล้วก็หายไป

 

มารู้สึกตัวอีกที่ ผมถึงกับสะดุ้ง เพราะสังเกตว่าเจ้าความเหงามันหายไป ไม่โผล่มาให้เห็นหลายวันแล้ว ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า มันคงจะจากผมไปแล้ว เพราะตอนนี้ผมไม่ค่อยจะเหงาสักเท่าไร ก็มีเธอเป็นเพื่อนคุยอยู่ทั้งคน ถ้าเกิดเบื่อๆ ขึ้นมาก็สามารถโทรหาเธอและคุยกันได้

 

จนอีกประมาณสัปดาห์กว่าๆ ผมได้บอกชอบเธอไป และขอเธอเป็นแฟน แต่เธอกลับตอบปฏิเสธ และบอกเพียงว่า ขอคบกับเป็นเพื่อนก็พอ เธอไม่เคยคิดกับผมถึงขั้นนั้น

 

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพื่อนก็ได้” ผมบอกตัวเองในใจ แล้วก็ฝืนยิ้มแบบที่ทำยากที่สุดในชีวิตให้เธอไปหนึ่งครั้ง

 

แต่เหตุการณ์ก็กลับเปลี่ยนไป หลังจากที่ผมบอกชอบเธอ ผมยังคงคุยกับเธอตามปกติ ชวนเธอไปโน่นบ้าง นี่บ้าง เหมือนกับเมื่อก่อน แต่เธอกลับค่อยๆ บ่ายเบี่ยง ไม่ค่อยจะไปไหนมาไหนกับผมเหมือนเคย

 

เมื่อเธอค่อยๆทำตัวห่างๆผม ผมก็เริ่มโทรหาเธอน้อยลง จนกระทั่งเลิกโทร ในที่สุด ชีวิตผมก็กลับมาคล้ายๆ กับช่วงก่อนที่จะรู้จักกับเธอ

 

เช้าวันหนึ่งในขณะที่ผมเพิ่งตื่นนอน ก็มีเสียงกดออดหน้าประตูบ้าน ผมเดินไปที่ประตู เมื่อผมเปิดประตูแง้มออกเพื่อดูหน้าแขกผู้มาเยือน งานนี้ผมถึงกับส่งยิ้มให้แขกผู้มาเยือนอย่างไม่รู้ตัว

 

“ก็ไอ้เพื่อนสนิทของผม มันกลับมาอีกแล้ว คราวนี้มันหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาด้วย สงสัยเที่ยวนี้คงจะค้างอยู่กับผมหลายวัน”

/-/-/


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19
hathai วันที่ : 24/03/2008 เวลา : 14.56 น.
http://www.oknation.net/blog/hathai

มันเรื่องที่เทียบเคียงกับตัวเองป่ะฟระ
ความคิดเห็นที่ 18
สาวบางรัก วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 19.09 น.

แอบมาอ่านเพื่อสะกดคำว่า "เหงา"

และลองนับเล่น ๆ ว่าแกเขียนคำว่า "เหงา" ไปกี่ครั้ง

คนเขียนเหงาไป คนตอบเหงามา

สรุปคนตอบก็เลยพกเหงามาฝาก

เหงา-เหงากันไป
---
ความคิดเห็นที่ 17
siampatriot วันที่ : 18/10/2007 เวลา : 08.24 น.
http://www.oknation.net/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

เหงาก็เข้าโอเคเนชั่นสิ เพื่อนๆ เพียบ เรื่องราวดีๆ ก็เยอะ เหมือนได้เที่ยว เหมือนได้เดินทาง เหมือนได้คุยกับเพื่อน เหมือนได้พบเพื่อนใหม่ ทักทายไปเรื่อย (บางครั้งก็ขายของ ) อีกหน่อยก็ไม่เหงาแล้ว
ความคิดเห็นที่ 16
Supawan วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 19.20 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

มาให้กำลังใจค่ะ ....
ความคิดเห็นที่ 15
ปรยา วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 17.51 น.
http://www.oknation.net/blog/preedatower

สวัสดีเพื่อนใหม่ เหมือนผมครับ หัดไปเรื่อยๆ เมื่อยก็หยุด
ความคิดเห็นที่ 14
Dekthep วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.58 น.
http://www.oknation.net/blog/dekthep
  บนเส้นทางมีจุดหมาย   ระหว่างจุดหมายมีเรื่องราว  

สวัสดีความเหงา...
ความคิดเห็นที่ 13
Absolute วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.45 น.
http://www.oknation.net/blog/absolute
You can't assume or define me...

แวะเข้ามาอ่าและให้กำลังใจ ดาวดวงใหม่ของโอเคค่ะ

ไม่รู้จะเม้นท์ว่าไง ไม่เก่งค่ะ

ตามความรู้สีกของเราเองละกัน

สนุกพอสมควรกับการหัดเขียนแต่ยาวค่ะ เรามีปัญหาแค่ความยาวเท่านั้นค่ะ

เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะที่ไม่ค่อยได้เรื่องค่ะ

รอตอนต่อไปนะ
ความคิดเห็นที่ 12
mayjune วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.25 น.
http://www.oknation.net/blog/juney
 บ้านหลังที่ ๒ เลขที่ - - http://www.oknation.net/blog/emotions

อ่านจบสิวะพี่ถม
หนูไม่อยากเม้นท์เนื้อความ
เพราะงานเขียนมันต้องฝึกฝนจึงจะพัฒนา
หนูไม่ใช่มืออาชีพ ไม่อยากวิจารณ์
ขอให้กำลังใจอย่างเดียว

ส่วนที่บอกว่าอย่าเหงาให้นานน่ะ
เพราะคิดว่า ธีมของเรื่องน่าจะมาจากความรู้สึก

ก็เท่านั้นโว้ย
ความคิดเห็นที่ 11
Kati วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.13 น.
http://www.oknation.net/blog/Kati1789

สวัสดีครับ

ประโยคเดินเรื่องน่าสนใจมากครับ

เปรียบเปรยตัวตน ความรู้สึก ด้วยการอธิบายผ่านความเหงา ในภาพที่มีความเหงา เป็นตัวเป็นตน ได้น่าสนุกมากครับ

เพียงแต่อธิบายจากความรู้สึกเพื่อไล่เรียงไป สู่บทสรุป ที่อธิบายให้ความเหงากลับมา ก็เรียบรื่นดีครับ

แต่มองได้หลายแบบนะครับ ด้านหนึ่งก็อ่านได้สนุก ด้านหนึ่งก็เดาบทสรุปได้ ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่มีท่อนสรุปประเด็นที่แรงพอ

โดยรวมน่าสนใจมากครับ
แต่ยังลำดับอารมณ์กล้ำกึ่ง

โดยรวมน่าสนใจมากครับ
เขียนดีมากครับ
สนุกสนานกับแต่ละประโยคครับ
จะติดตามอ่านครับ
ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 10
ew*-* วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.11 น.
http://www.oknation.net/blog/witita
-=-// ร้มีด่พื่ //=-= 

เหงาเพื่อหายเหงาค่ะ

สบายๆๆๆนะ


ความคิดเห็นที่ 9
SOMBOONTIEW วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.10 น.
http://www.oknation.net/blog/somboontiew

ดีครับ เขียนไปเรื่อยๆ ก้ดีขึ้นเรื่อยๆเอง
ยินดีต้อนรับครับ
สวัสดีวันพุธ แวะมาหยุดชื่นชมที่บ้านนี้
แล้วก็มีเรื่องดีดีมาฝาก

"๑๒๐ นาที ที่วัดพระขาว"
ความคิดเห็นที่ 8
คนเลวที่แสนดี วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.07 น.
http://www.oknation.net/blog/natentertain
รับรู้ไว้ในใจแต่สิ่งดีงาม

เหงาคือเพื่อนที่แสนดียามเปล่าเปลี่ยว
ความคิดเห็นที่ 7
เสียงสน วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.07 น.
http://www.oknation.net/blog/frodo

เขียนได้น่ารักดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
ศรีโพธิ์พันธุ์กุล วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.07 น.
http://www.oknation.net/blog/thai-lord

ความเหงาสร้างสิ่งที่ดีๆให้เรามาเยอะ
เป็นเพื่อนกับความเหงาก็ดีครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ค.ช่างฝัน วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.05 น.
http://www.oknation.net/blog/penguins

ความเหงาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น
ความคิดเห็นที่ 4
numouse_2007 วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.03 น.
http://www.oknation.net/blog/numouse


สวัสดีค่ะ ... ความเหงา

ดีค่ะ..มีเพื่อนอยู่ตลอดเลย.. ทั้งที่เราไม่ชอบ

แต่มันก็มากวนใจเนอะ

สู้ๆ
ความคิดเห็นที่ 3
ปฐม วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.03 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

อืมมมม์

ผมชอบนะ...

แต่ถ้าใส่อารมณ์แบบ มนุษย์สองหน้า ลงไป (ตามความคิดผมนะ)

จะเนียนอ่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ปฐม วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 16.01 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

เจ้าจูน

แกอ่านจบป่ะเนี่ย
ความคิดเห็นที่ 1
mayjune วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 15.57 น.
http://www.oknation.net/blog/juney
 บ้านหลังที่ ๒ เลขที่ - - http://www.oknation.net/blog/emotions

อย่าเหงาให้นานนักนะคะ
เดี๋ยวชินแล้วจะไม่สนุก
.
.
ฝึกเขียนบ่อยๆ แล้วจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3