พิมพ์หน้านี้
|
เส้นทางชีวิตตอนที่หนึ่ง
เป็นธรรมดาที่จะไม่ค่อยมีใครคาดหวังว่า เด็กมัธยมธรรมดาๆคนหนึ่งในต่างจังหวัด จะมีโอกาสมีหน้ามีตาในสังคม เพราะเท่าที่ดู ก็ไม่รู้ว่าจะคาดหวังกับมันยังไง เพราะมันเอาแต่เล่นดนตรี เรียนก็ไม่เต็มที่ แถมชอบเที่ยวอีกต่างหาก
เอาเป็นว่า เลิกเรียนปุ๊บ มันก็คว้ามอร์เตอร์ไซค์คันเก่งของมัน ควบไปทำกิจกรรมที่ไม่มีใครเข้าใจว่ามันจะได้ประโยชน์อะไร อาทิ ซ้อมดนตรี เตะบอล กินกาแฟนั่งโม้กับบรรดาสหาย หรือแม้กระทั่งไปขับวนหน้าบ้านหญิงคนที่มันชอบ ฯลฯ
และตลอดชีวิตการเรียนมัธยมปลายของมัน ก็รักษาความคงเส้นคงวาของกิจกรรมอันเหมือนจะไร้สาระมาตลอด ไม่เหมือนกับเด็กที่เรียนในสายวิทย์-คณิต คนอื่นๆ ที่เอาใจใส่อ่านตำรับตำราเสียตั้งแต่ม. 4 (ตั้งแต่ไก่โห่)
จนกระทั่งย่างเข้าม. 6 มันก็เริ่มรู้สึกว่า กระแสการเรียนต่อมันแรงเหลือเกิน แต่เพราะเป็นเด็กบ้านนอก จึงรู้สึกว่า เด็กไม่ค่อยสนใจการเรียนอย่างเรา จะมีโอกาสไปเรียนต่อในสาขาใดได้บ้าง?
แต่เราก็ฮึดกับเขาเหมือนกัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะ พ่อ-แม่-ปู่-ย่า ที่เริ่มปลงกับเรา ทำให้เรานึกเจ็บใจตัวเองขึ้นมาเหมือนกันว่า เราเองก็ทำได้วะ!
และการเรียนกวดวิชาแบบบ้าคลั่งก็เกิดขึ้นกับชีวิตเด็กหนุ่มผู้ที่เกลียดการนั่งอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมมากที่สุด นั่นเพียงเพื่อ สอบเอ็นท์ให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องอายใคร
และแล้ว วิชาสายวิทย์-คณิตที่ อุตส่าห์ร่ำเรียนมา ก็กลับไม่ใช่สิ่งที่ชอบ เราไม่อยากเป็นหมอ วิศวะกร หรืออะไรๆที่คนแถวบ้านมักบอกกันว่า สุดยอดแล้ว ตอนนั้นไม่ว่าลูกบ้านไหน เขาก็อยากให้เรียนแบบนี้ทั้งนั้น
ส่วนบ้านไหนลูกอยากเรียนแผลงๆ อย่าง โบราณคดี นิเทศ ดนตรี หรือทางด้านศิลปะ ก็จะเป็นพวกนอกรีต ที่มองไม่เห็นเงาความเจริญ
ชิชะ มองโลกกันแคบชิบเป๋ง!
กลับมาที่ตัวเรา ชั่งน้ำหนักอยู่นานทีเดียวว่าจะหันหัวไปทางไหนดี ตอนนั้นก็ยังไม่หยุดเที่ยว ยังเล่นดนตรีอยู่เหมือนเดิม ไปห้องซ้อมกับเพื่อน รู้สึกว่า นี่แหละ! มาเล่นทีไรหายเครียดทุกที เหมือนอยู่ในโลกแห่งความสุข
และไม่ต้องพูดถึงว่า ที่บ้านจะมีกีตาร์ถึง 3 ตัว เทปคาสเซ็ท ซีดีเพลงเป็นตั้งๆ คือ ว่างจากการเรียนหรือดูหนังสือ เพลงเท่านั้น เป็นกิจกรรมที่เราทำตลอด ร็อค เมตัล โดยเฉพาะยุคอัลเทอร์เนทีฟเมืองไทยเฟื่องฟูในสมัยที่มีรายการสเตทออนทรี ทางช่อง 3(คงจำกันได้) คือ เป็นยุคที่เรากำลังเฉิดฉายอยู่ในวงการดนตรีในจังหวัดเล็กๆ
ลืมไป...อีกแรงบันดาลใจหนึ่งของเราก็คือ พี่บอยด์ โกสิยพงษ์ จำได้ว่าเมื่อครั้งเรียนเขียนภาพทิวทัศน์ตอน ม.4 ตอนที่อาจารย์ให้ไปนั่งอยู่ในป่าเป็นวันๆ ก็มีเพลงในอัลบัม Rhythm & BOYd ชุดแรกนี่แหละ ที่คอยเป็นเพื่อเราตลอด แม้ในกระทั่งที่อยู่ในอารมณ์อินเลิฟ ขอให้ค่ำคืนนี้มีแต่เรา อยู่เคียงใต้แสงดาว...
คิดออกแล้ว! เรียนดนตรีดีกว่า อย่างน้อยเราก็ทำมันได้ดี และไม่รู้สึกว่าฝืนกับมัน ไม่สนหรอก ลูกบ้านใครจะเป็นหมด เป็นวิศวะกร ช่างแม่ง!ปะไร ถ้าเราตั้งใจจริงสักวันคงเอาดีได้
ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะกล้าไปบอกเจตนารมย์นี้กับพ่อและแม่ นั่นเพราะไม่มั่นใจว่า เส้นทางแปลกๆที่คนแถบนี้ไม่ทำกัน ท่านจะรับได้หรือไม่ แต่ลูกก็คือลูก นับว่าตื้นตันใจมากที่ท่านให้โอกาสเราได้เลือกอย่างที่เราต้องการ แม้หนทางมันจะเสี่ยง และหลุดออกนอกเฟรมไปเลยก็ตาม
เพื่อนๆคนอื่น ตอนนั้นต่างแยกย้ายกันไปฟิตตัวเองเพื่อเข้าสู่สนามรบสู่อนาคต แต่ทุกคนล้วนมีเส้นทางต่างจากเราทั้งสิ้น เราจึงต้องเดินทางสายเปลี่ยวกับเพื่อนอีก 2 คน ที่เล่นดนตรีด้วยกัน
รอนแรมร่อนเร่ ที่ไหนมีอาจารย์ดนตรีดี ไปเรียนมาทั่ว ถึงขนาดขับรถไปเรียนกับอาจารย์ที่อยู่ต่างอำเภอ เพียงเพื่อหวังได้เคล็ดวิชาทางดนตรีมาเพื่อการวัดฝีมือในการสอบเข้า แต่เราก็รู้ว่าไม่ว่าสนามไหนทางด้านนี้ ก็ต้องต่อสู่กับมือฉมัง โดยเฉพาะพวกที่เล่นดนตรีอาชีพ
หลังจากฝึกวิทยายุทธเสร็จ เราก็มีทุนคือ ความรู้ด้านสังตีตนิยมไทย-สากล และเพลงปฏิบัติคลาสสิค 3 เพลง คือ เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น Romance และ เพลงอะไรสักเพลงหนึ่งของ เบโทเฟ่น
และแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางท่องยุทธจักร
ใบสมัครเอ็นท์มาแล้ว เพื่อนตัวดีมันตะโกนลั่น
แม้การสอบเอ็นท์ครั้งแรกของเราจะไม่ได้ลงวิชาดนตรี เพราะเขาจะเปิดเฉพาะสอบกลาง คือ ต้องไปสอบรวมที่กทม. แต่การสอบเอ็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นไม่น้อย
พับผ่าสิ! ไม่เห็นมีคณะให้เลือกเลย มหาลัยในภาคใต้นี่ คณะทางศิลปไม่มีเลย ก็เลยสอบไปงั้นๆ เลือกสังคมศาสตร์ศึกษาศาสตร์ แบบว่าไปลองข้อสอบ
และแล้วการรบที่แท้จริงก็มาถึง รถไฟเคลื่อนตัวช้าๆไปตามรางเหล็ก มีเป้าหมายคือ เมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ
เมื่อยื่นใบสมัครที่ม.เกษตรเสร็จแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ขั้นตอนการรอ จำได้ว่าช่วงนั้นทั้งวันไม่ทำอะไรเลย ซ้อมแต่เพลงๆๆ ขนาดนอนละเมอยังเป็นเพลงๆๆ
เมื่อคนเราถึงตาวัดดวง ความเชื่องมงายก็กลับมาช่วยให้กำลังใจ เรา คนหนึ่งบนจะวิ่งรอบสนามหลวง คนหนึ่งบนศาลพระพรหม ส่วนเราไปบนหลวงพ่อโสธร...
และแล้ววันนั้นก็มาถึง เด็กหนุ่มในชุดมัธยมบ้านนอก กางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบสีกากี 3 คน ก็ค่อยๆย่างเท้าเข้าไปในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานที่สอบปฏิบัติรวมของผู้ที่จะเข้าเรียนทางดนตรีของประเทศนี้
ที่คณะคุรุศาสตร์คราค่ำไปด้วยว่าที่ศิลปิน ทั้งหญิงชาย ผมสั้นผมยาว เด็กจบใหม่ เด็กสิ้ว ฯลฯ สารพัด ในใจมันหวั่นเหมือนกัน เพราะคู่ต่อสู้แต่ละคนมันเล่นซ้อมแต่เพลงยากๆทั้งนั้น
แถมเครื่องเอกที่มันเอามาสอบ ก็เหนือกว่าเรามาก เรามีเพียงกีตาร์คลาสสิคตัวเดียว ส่วนคู่แข่งเรามีตั้งแต่ ระนาด ขิม เปิงมาง ฯลฯ ไปจนเครื่องคลาสสิค ไวโอลิน เชลโล ดับเบิ้ลเบส แซ็คโซโฟน ทรัมเป็ต ทิมปานี เพอร์คัสชั่น เรียกว่ามีเครื่องดีดสีตีเป่าวงชิมโฟนีออเครสตร้าครบชุด แถมมีบางคนใช้เครื่องดนตรีที่ธรรมชาติให้มากคือ ขับร้อง อันนี้เทพมาก ไม่เสียวได้ไงเจอเข้าอย่างนี้...
แถมทุกคนไม่พูดไม่จากันเลย ขมีขมันซ้อมกันแม้กระทั่งหน้าห้องสอบ เหมือนจะซ้อมมาปึ๊กแล้ว หรืออายเขาไม่กล่าซ้อมก็ไม่รู้ เราได้แต่นั่งมองคนอื่นซ้อม โดยเฉพาะไปสะดุดตาเด็กผู้หญิงในชุดมัธยมคนหนึ่ง ที่นั่งสีไวโอลินด้วยท่าทางที่น่ารัก จึงมองอยู่นานสองนาน
และแล้วชื่อ นายจำนง ศรีนคร โรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง ก็ถูกเรียกเข้าห้อง ไหนลองเล่นเพลงเลือกปฏิบัติมาซิ หนึ่งในกรรมการสอบ 6 คน ที่นั่งรายรอบตัวเราสั่ง
บรรยากาศเหมือนห้องสอบสวนผู้ต้องหาเลย มีคนนั่งล้อมรอบ คอยดูทักษะการเล่นของเรา แถมซักถามต่างๆนานาด้วยคำภาษาอังกฤษถึงความรู้ทางทฤษฎีดนตรี
เมื่อบรรเลง 2 เพลงที่เตีรยมมาจบ ก็ลุกขึ้นสวัสดีลา มันเกร็งไปหมด จำได้แต่เพียงว่า มีอาจารย์หนวดเฟิ้มคนหนึ่ง ใน 6 คน ชอบถามคำถามเรามากเป็นพิเศษ สงสัยเหมือนกันว่าทำไม
ต่อด้วยภาคบ่ายสอบโสตประสาททางเสียง(Hearing) คราวนี้ตัว-ตัวกันกับเปียโนหลังใหญ่ และแล้วเสียงกลุ่มคอร์ดเมเจอร์ 3 ตัวโน๊ตก็ดังขึ้นจากปลายนิ้วที่กดลงบนลิ่มตัวขาว-ดำ
ตอบมาว่ากลุ่มคอร์ดที่กดน่ะ ประกอบไปด้วยตัวโน้ตอะไรบ้าง
ตายละกู! ใครมันจะไปรู้วะ(นึกในใจ) แต่ก็มั่วตอบไปถูกบ้างผิดบ้าง เดาเอาว่า คอร์ดดนตรี มันต้องเข้าขั้นคู่สิว่ะ ก็มีแต่คู่ 2 คู่ 3
โด-ฟา-ลา มั๊งครับ ...ไม่มีคำตอบจากกรรมการ
สอบเสร็จก็กลับ กูจะสอบติดไหมเนี่ย? ตอนนั้นคิดแผนสำรองไว้แล้ว คือ การไปซื้อใบสมัครราชภัฏ
ยังจำได้ว่า เคยดูหนัง เวลาเด็กเอ็นท์กัน จะต้องไปดูผลสอบที่ม.เกษตรฯ ต้องไปนั่ง-นอนรอกันแต่หัวค่ำก่อนวันประกาศ เพราะกลางดึกเขาจะเอารายชื่อมาติด มันมีความคลาสสิคตรงที่ว่า ต้องจุดเทียนดูกัน เราจึงอยากมีอารมณ์แบบนั้นบ้าง แต่ดูจากการที่ไปสอบมาแล้ว ถ้าไม่ติด คงเศร้าแบบดับเบิ้ลทีเดียว
บรรยากาศที่ม.เกษตรคึกคักสุด รุ่นพี่มหาวิทยาลัยต่างๆมาตั้งซุ้มรอรับรุ่นน้องที่บุญวาสนาชักพาให้มาพบกัน(รวมเราด้วยหรือเปล่าหนอ?)
และแล้วพอเข้าช่วงดึก เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเอาสิ่งที่ทุกคนรอคอยมาติด เทียนไขหลายร้อยเล่มถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืด ภาพตอนนั้นมีแต่แสงสีส้มเรื่อๆเต็มไปหมด สวยมาก ทำให้เราลืมไปชั่วขณะว่าต้องรอดูผลสอบ
ตอนนั้นเราโทรหาเธอคนหนึ่ง ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่อยากให้ช่วยรับรู้อารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านของเราในเวลานั้น เธอบอกว่าเธอไม่ได้มาดูผลที่ม.เกษตร แต่จะติดตามอยู่ที่อื่นแทน
และเธอก็ทำสำเร็จ คณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ม.ศิลปากร คือ ที่ที่เธอจะต้องเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในช่วงเวลา 4 ปี เห็นเธอบอกว่าเธอต้องไปเรียนที่ทับแก้ว(นครปฐม) ตอนนั้นใจมันหวิว เพราะคิดว่าเราคงห่างกัน แต่จะทำไงได้ เรามันหัวไม่ถึง ครั้งจะดันทุรังไปสอบตามเธอมันคงไม่ติดแน่ แถมที่สิลปากรก็ไม่มีเอกดนตรีด้วยตอนนั้น
ทีนี้มาดูอนาคตตัวเองกันดีกว่า อันดับที่ 1 คุรุศาสตร์ดนตรีสากล ม.เกษตร(แห้ว) อันกับที่ 2 ศึกษาศาสตร์เอกดนตรีสากล ม.ศ.ว.ประสานมิตร(แห้ว)
ตอนนั้นใจมันไม่ดีแล้ว แต่ขอให้มันรู้สุดๆไปเลยดีกว่า และแล้วก็...
นายจำนง ศรีนคร คณะมนุษยศาสตร์ เอกดุริยางคศาสตร์สากล มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา
พระเจ้า! ได้เรียนดนตรีแล้ว ตอนนั้นรู้จักใคร ญาติโกโหติกาไหนโทรไปบอกหมด แบบว่าต้องแลกเหรียญกันเป็นกำ เพราะยังไม่มีมือถือ เพจเจอร์ก็ไม่มี
แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็รู้สึกสงสารเพื่อนอีกคนเมือนกัน เพราะเล่นดนตรีกันมา มาสอบกัน 3 คน ติดดนตรีแค่ 2 คน ส่วนอีกคนพลาดหวัง....
ชีวิตก็อย่างนี้ แต่เราอาจจะพูดได้อย่างนี้เพราะเราเอ็นท์ติด...
(โปรดติดตามชีวิตของโตในตอนต่อไปซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนจากนักศึกษาเอกดนตรี มาสู่การเป็นนักศึกษานิเทศศาสตร์ จนกระทั่งได้เป็นนักข่าว) -/-/-/-/-/ |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||