• toyubom
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-06-14
  • จำนวนเรื่อง : 225
  • จำนวนผู้ชม : 34163
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
http://toyubom.hi5.com
นานาทัศนะ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/toyubom
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม 2551
ความหวังของไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
Posted by toyubom , ผู้อ่าน : 184 , 14:10:32 น.  
พิมพ์หน้านี้


เมื่อเริ่มเข้าสู่ปี 2008 พรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้เอาไว้ที่ 6 แสนล้านบาท แต่เมื่อวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เขากลับเห็นว่า ตัวเลข 8 แสนล้านบาทแม้จะดูท้าทายไม่น้อยแต่ก็น่าจะเป็นไปได้

เป็นสถานการณ์ปรกติของประเทศไทยไปแล้วที่ในยามเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของประเทศขับเคลื่อนได้ไม่เต็มสูบ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมักกลายเป็นความหวังสำคัญในการนำรายได้เข้าประเทศ แต่การจบปี 2007 ด้วยยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.5 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 14.8 ล้านคน แถมยังมีโจทย์ใหม่ที่จะต้องเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 2 แสนล้านบาทตามความคาดหวังของรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายพรศิริและพนักงานทุกคนของททท.เช่นกัน

รุกด้วยนโยบายชัดเจน และมีเอกภาพ
ความกระจัดกระจายของแผนงานในอดีตดูจะมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวของไทยไม่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หรือรูปแบบการท่องเที่ยวได้ชัดเจน “ผมอาจต้องเริ่มต้นด้วยการจัดการข้อเสนอและโครงการนับพันๆ ของททท.ให้เป็นปกเดียวกันเสียก่อน” วีระศักดิ์ กล่าว ซึ่งนั่นเป็นความสอดคล้องกับความคิดของพรศิริพอดี เพราะก่อนหน้าที่รัฐมนตรีจะมาดำรงตำแหน่งไม่นาน ททท.ได้จัดทำแคมเปญโปรโมทการท่องเที่ยวไทยในปีนี้เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ 7 แนวทางสร้างความสุข หรือ 7 อะเมซซิ่ง วอนเดอร์ “เราหวังว่าความสุขทั้ง 7 จะช่วยกระตุ้นตลาดเป้าหมายได้มากขึ้น และในปีนี้คงต้องเน้นที่มูลค่ารายได้มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว” พรศิริกล่าว

อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นเป็นกลุ่มระดับบน และมีรูปแบบการท่องเที่ยวเฉพาะซึ่งททท.ได้ทำมาแล้วเกือบ 2 ปี ก็คาดว่าจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้า และสอดคล้องกับการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในระดับโลก “ปีนี้เราจะเน้นที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การพำนักระยะยาว การท่องเที่ยวแบบกีฬา กลุ่มแต่งงานและฮันนีมูน ซึ่งจะแตกแขนงไปเพิ่มธุรกิจปลายน้ำได้อีกหลายสาขา” พรศิริกล่าวถึงแผนงานของททท.ในปีนี้
 
ในส่วนของตลาดเป้าหมายนั้น ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของททท.ก็คือ การรักษาฐานลูกค้าเก่าและการเจาะตลาดใหม่ ซึ่งจากข้อมูลในปี 2006 นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเกิน 1 ล้านรายมี 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีนและเกาหลี ตามลำดับ แต่การขยายตัวอย่างมากของเศรษฐกิจจีนทำให้ททท.ตั้งเป้าล่วงหน้าไว้ว่าใน 3 ปีข้างหน้า จะพยายามผลักดันให้นักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย “การจะทำได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน รวมทั้งต้องไม่มีเสียงบ่นจากนักท่องเที่ยวของเขาว่ามาเที่ยวแล้วเจอปัญหาต่างๆ” ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าว

ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
แม้ว่าปฏิบัติการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2008 ยังมีระยะเวลาอีกกว่าครึ่งปีให้พิสูจน์ผลงาน แต่การจะสร้างความโดดเด่นในสายตานักท่องเที่ยวนั้น ต้องเริ่มจากความเข้าใจศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ รวมทั้งเข้าถึงความต้องการของกลุ่มตลาดเป้าหมาย โดยเฉพาะการที่นักท่องเที่ยวทราบดีถึงความคุ้มค่าในการเที่ยวประเทศไทยว่าไม่เป็นรองใคร “ราคาโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ เฉลี่ยเพียงคืนละ 5 พันบาท แม้แต่ที่หลวงพระบาง ประเทศลาว หรือเวียดนามยังแพงกว่า” ชนินทธ์ โทณวณิก นายกสมาคมโรงแรมไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวของไทยกล่าว

นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบของชัยภูมิในการเป็นประตูสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการมีแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหารการกินและแหล่งชอปปิ้งที่ยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ซึ่งหากประเทศไทยต้องการวางบทบาทในการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับบน ก็ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยและความประทับใจต่อนักท่องเที่ยวเอาไว้ รวมทั้งต้องเร่งลงทุนพัฒนาบุคคลากรที่ชำนาญภาษาของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ทั้งจีน อินเดียและรัสเซียขึ้นมารองรับ

แน่นอนว่าการกำหนดแผนงานโปรโมทการท่องเที่ยวนั้น ข้อมูลที่เป็นจริงจากผู้ประกอบการถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะมองเห็นจุดแข็งพื้นฐานแล้วส่งเสริมให้ประยุกต์เกิดประโยชน์ได้มากเพียงใด “ประเทศไทยคือคำตอบแรกๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเลือกเดินทางออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศเสมอ” อภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ.อี.ดี. ทราเวล จำกัดกล่าว

ความจริงที่ต้องเผชิญ
ฟรานเซสโก ฟรานเกียลลี เลขาธิการใหญ่องค์การการท่องเที่ยวโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ประเมินถึงทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในปีนี้ โดยเขาเชื่อว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกจะไม่เติบโตติดลบ เว้นแต่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก

นั่นแสดงว่าวิกฤติซับไพรม์ของสหรัฐฯ และราคาเชื้อเพลิงสำหรับเดินทางสูงขึ้น รวมไปถึงการแข็งค่าของเงินบาทก็อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางและกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวเช่นกัน “การที่ต่างชาติกำหนดให้เสนอราคาบริการทัวร์ล่วงหน้าเป็นปี ทำให้การที่เงินบาทแข็งค่า หรือราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น เราก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้” อภิชาติ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวกล่าว

แม้ว่าททท.จะตั้งความหวังไว้กับแผนการตลาดที่วางไว้ให้ช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกันบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เผยรายงานที่ระบุว่าหลายประเทศแถบเอเชียเองก็ขอท้าชิงส่วนแบ่งตลาดในปีนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่จะเผชิญกับการถูกดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปเท่านั้น แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยเองก็อาจถูกดึงออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 12.6% ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินที่ไหลออกถึง 1.25 แสนล้านบาท

ผู้ท้าชิงกับ 7 อะเมซซิ่ง วอนเดอร์ของไทย
เมืองท่องเที่ยว แคมเปญการท่องเที่ยวปี 2008
มาเก๊า                 เอ็กพิเรียนซ์ มาเก๊า
สิงคโปร์                 ยูนีคลี่ย์ สิงคโปร์ วีคเอ็นด์
ฮ่องกง                 ฮ่องกง ลีฟวิ่ง คัลเจอร์
มาเลเซีย                 วิสิท มาเลเซีย
เวียดนาม  กัมพูชา ลาว     แม่โขง เดลต้า เยียร์ 3 ประเทศ 1 ปลายทาง
อินโดนีเซีย                 วิสิท อินโดนีเซีย เยียร์ 2008
ที่มา: บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและการรวบรวมของบิสสิเนสวีค ไทยแลนด์

นอกจากนี้ จากรายงานอัตราการเข้าพักโรงแรมขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ 250 ห้องขึ้นไปของสมาคมโรงแรมไทยระบุว่า ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.87% ลดลงจากปี 2006 ราว 7.8% ขณะที่ยอดการจองห้องพัก ณ เคาน์เตอร์ของสมาคมโรงแรมไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิก็ยืนยันว่าแม้แต่ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของไทยและมีนักท่องเที่ยวเข้าไปมากที่สุดก็ยังมียอดจองลดจาก 28,349 รายการในปี 2006 เหลือ 20,508 รายการในปี 2007 คิดเป็นอัตราการลดลง 28%

ดังนั้น การแถลงว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังเติบโตปีละ 4-5%นั้น จึงจำเป็นต้องนำมาพิจารณาเทียบกับอัตราการเติบโตของภูมิภาคด้วย “หากไม่นับอิรัก อัฟกานิสถาน เกาหลีเหนือ เราแทบจะรั้งท้ายเอเชียอยู่แล้ว แต่การท่องเที่ยวมักเลี่ยงที่จะพูดถึง ถ้าเรายังย่ำอยู่กับที่อย่างนี้ต่อไป ในอนาคตไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าหลายประเทศๆ ที่ไม่มีปัญหาก็น่าจะทิ้งห่างเราออกไป หรือขึ้นมาเทียบเท่ากับเราได้หมด” ชนินทธ์ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าว

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมตั้งคำถามย้ำว่า ลำพังแผนการตลาดที่วางไว้จะเพียงพอหรือ “ในช่วงที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น ภาครัฐน่าจะเข้ามาควบคุมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากให้ได้ก่อนดีกว่า” ชนินทธ์กล่าว

หลากปัญหาค้างปีที่รอการแก้ไข
ปัญหาที่ผู้ประกอบการกล่าวถึงนั้นบางครั้งเกิดขึ้นจากนโยบายภาครัฐเสียเอง ที่ชัดเจนคือ การไม่มีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้ประกอบการกำลังเดือดร้อน เช่น จากฮ่องกงมาที่เชียงใหม่หากบินตรงจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษ แต่ปัจจุบันไม่เพียงแค่เปลี่ยนเครื่องบินเท่านั้น แต่ผู้โดยสารบางกลุ่มยังต้องเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปดอนเมือง กลายเป็นต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง “ผลประโยชน์ตกอยู่กับสายการบินและท่าอากาศยานที่มองประโยชน์ของตน แต่ไม่ใช่ของประเทศชาติ” ชนินทธ์กล่าว
 
ขณะเดียวกันปัญหาเดิมๆ ในเรื่องของคุณภาพผู้ประกอบการก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะผู้ให้บริการทัวร์รายย่อยที่ขายบริการทัวร์ในราคาถูกตัดราคาผู้ให้บริการรายอื่น แต่กลับก่อปัญหากับนักท่องเที่ยวและส่งผลในด้านลบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยโดยรวม โดยปัญหานี้มักเกิดมากกับกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆที่เพิ่งเริ่มเข้ามาเที่ยวประเทศไทย จึงไม่มีข้อมูลก่อนมา ในอดีตนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี ก็ล้วนประสบมาทั้งสิ้น และล่าสุดก็คือ จีน “เราจะสร้างจรรยาบรรณให้ผู้ประกอบการโดยบังคับว่าจะทำอาชีพนี้ได้ก็ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องทำตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2550 ก่อน” อภิชาติ กล่าว
 
อีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวก็คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายต่อนักท่องเที่ยวจนถึงขั้นบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็จะเป็นภาพลักษณ์ด้านลบต่อการท่องเที่ยวไทยในทันที เช่นเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมาที่ชาร์ล็อตต้า ฮานนา นักท่องเที่ยวชาวสวีเดนถูกฆาตกรรมที่บริเวณหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต ได้กลายเป็นข่าวออกไปทั่วโลกและยังส่งผลต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวสวีเดน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทยอีกด้วย โดยสุวลัย ปิ่นประดับ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานภาคใต้ เขต 4 กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนเพิ่งเดินทางไปส่งเสริมการขายที่สวีเดนในช่วงต้นเดือนมีนาคมและได้รับการตอบรับดีมาก โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมนี้จะมีนักท่องเที่ยวสวีเดนเดินทางมายังจังหวัดภูเก็ตสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน แต่หลังจากเหตุการณ์นี้แล้วไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา เช่น การวางระเบิด 7-8 จุดในกรุงเทพฯ ช่วงต้นปี 2007 ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้และการชุมนุมประท้วงในทางการเมือง โดยกลุ่มที่มีปฏิกิริยามากที่สุดกลับไม่ใช่ชาวตะวันตก หากเป็นชาวเอเชียด้วยกัน “นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามบอกผมว่า เขารอดพ้นช่วงสงครามมาได้ก็โชคดีแล้ว จึงไม่อยากมาเจอเหตุการณ์แบบนี้โดยเฉพาะกับการมาเที่ยวพักผ่อน” อภิชาติ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวกล่าว

กลยุทธ์มัดใจนักท่องเที่ยว
บทบาทของ พรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่เป้าหมายในปีนี้

วีระศักดิ์ สุขะวิริยะ
วางแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปีนี้ไว้อย่างไร

พรศิริ มโนหาญ
เราเน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยว เน้นรายได้ที่เกิดจากนักท่องเที่ยว ไม่ได้เน้นที่จำนวน การเจาะตลาด ของเราเน้นเจาะตลาดกลุ่มไฮเอนด์และกลุ่มตลาดเฉพาะด้าน ก่อนหน้านี้เราเจาะตลาดทั่วไปก็เลยโปรโมทไปทั่ว ทั้งจุดเล็กจุดน้อย ในสื่อโฆษณาเราลงสื่อท้องถิ่นเพื่อให้คนเห็นในภาพกว้าง แต่ตอนนี้เราเลือกลงหนังสือประเภทเจาะกลุ่มเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น เช่น หนังสือฮันนีมูน ธุรกิจ สุขภาพ สปา กอล์ฟ ซึ่งหนังสือพวกนี้ราคาโฆษณาจะถูกกว่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นด้วย 

จุดแข็งของประเทศไทยที่จะนำเสนอ
เรามีแผน 7 แนวทางสร้างความสุขที่จะนำไปเสนอขาย เช่น การสื่อถึงความมีเสน่ห์ของคนไทย ประเภทยิ้มสยาม รำไทย แกะสลักผักผลไม้ ดำนา ลอยกระทง ส่วนสินค้าด้านวัฒนธรรมไทยและพร้อมที่จะอวดสู่สายตาชาวโลก เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระธาตุพนม ปราสาทหินพิมาย เป็นต้น
 
นอกจากนี้ ความแตกต่างที่หลากหลายของทะเลไทย ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกัน ก็จะดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้หลากหลายประเภทมากขึ้น ถ้าชอบแบบสนุกสนานก็ต้องไปพัทยา หรือถ้าชอบอยู่แบบคนไม่พลุกพล่านมากก็ต้องไปภูเก็ต ขณะเดียวกัน เราก็มีแหล่งชอปปิ้งที่ทันสมัยในแบบเทรนดี้ ฮิป ชิค โมเดิร์น ส่วนรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ประเภทดำน้ำเก็บขยะ ปลูกปะการังใต้น้ำ ขี่จักรยานเสือภูเขา เราก็มี
 
แนวทางสุขภาพนิยม ประเภทสปา สมาธิ อีกอันหนึ่งคือความทันสมัยของโรงพยาบาลที่หมอเก่งๆ พนักงานต้อนรับพูดได้หลากหลายภาษา และงานระดับนานาชาติทั้งหลาย งานดนตรี งานกีฬา งานกอล์ฟที่มาแข่งขันในบ้านเรา การแข่งขันเรือใบ หรือพัทยามิวสิคเฟสติวัล หรืองานเทศกาลดนตรี สิ่งเหล่านี้เราก็จะเข้าไปสนับสนุนและช่วยโปรโมท  

วิธีโปรโมทตลาดในต่างประเทศ
เวลาที่ไปต่างประเทศ เราจะบอกว่ากับบริษัทเอกชนที่ไปด้วยกันว่า ไม่ให้ลดราคาสินค้า เพราะจะทำให้เกิดการลดราคาตามกัน แล้วเมื่อไหร่จะมีกำไรมาพัฒนาสินค้า  และถ้าลดแล้วจะกลับมาเพิ่มราคาก็จะยาก แต่ถ้าห่วงว่าถ้าไม่ลดแล้วจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้ เราก็แนะนำว่าถ้าอย่างนั้นให้ใช้วิธีแถม เพิ่มมูลค่าเข้าไปในช่วงฤดูที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนน้อย หรือวันหยุดพิเศษ เช่น พัก 7 วันแถม 1 วัน หรือถ้ามาทั้งครอบครัวจะแถมให้ 1 ดินเนอร์ ชุดหนึ่งไม่กี่พันบาท หรือเฉลี่ยแล้วอาจจะแค่หัวละ 250 บาท ซึ่งแม้จะมีราคาไม่มาก แต่ก็มีความหมายในสายตานักท่องเที่ยว 

มีความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่
มีเป็นแพคเกจที่มาประเทศไทยประเทศเดียว หรือจัดเป็นแพคเกจท่องเที่ยวแบบผสมผสาน คือ เมื่อบินมาเที่ยวเมืองไทยแล้วสามารถบินต่อไปยังประเทศในละแวกใกล้เคียง ซึ่งเราโปรโมทเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ  เลย เพราะต้องการให้เห็นว่าเมืองไทยเป็นเกตเวย์สู่ประเทศอื่น บินมาเมืองไทยก่อนแล้วสามารถบินไปประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ที่มีศักยภาพทั้งสนามบินและสายการบิน

วิธีดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ปัจจุบัน เวลาที่เราไปออกงานในต่างประเทศ เราก็เชิญคุณหมอไปด้วยเลย ช่วงที่เราเปิดแถลงข่าวในต่างประเทศ ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะทาง คุณหมอก็ตอบให้ เช่น ถามว่าเป็นโรคแบบนี้ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และต้องใช้เวลารักษาพยาบาลในเมืองไทยนานแค่ไหน ใช้เงินรักษาเท่าไหร่ นอกจากนี้ เราก็จะเอาบริการสปาไปออกบูทกับเรา ซึ่งเราร่วมมือกับสมาพันธ์สปาไทยและมีการสาธิตนวด ในบูธททท.จะมีมุมที่ตกแต่งสวยงาม แล้วให้นักท่องเที่ยวมาทดลองนวด 
 
เราต้องไปสาธิตให้เขาเห็น คือ ต้องแบกเมืองไทยไปให้เขาเห็น ทีนี้จะแบกอะไรไปให้เขาเห็น ก็ต้องเลือกเจาะตลาดเป็นกลุ่มๆ ไปว่า ตลาดนี้สิ่งไหนที่เหมาะ อย่างยุโรปหรือตะวันออกกลางชอบบริการสปา ก็เอาสปาไป แต่ถ้าจีนอาจจะชอบเรื่องต่อสู้ป้องกันตัวก็ต้องเอาศิลปะมวยไทยไปสาธิต คือให้เขาสนใจเมืองไทยก่อน พอเขาสนใจแล้วค่อยทำด้านการตลาด เป็นการปิดการขายให้เขาตัดสินใจมาเมืองไทย

วันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในเมืองไทย
เราคำนวณวันพักของนักท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณ 8 วัน คิดดูว่า รายได้จะกระจายไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ในประเทศไทยมากมายแค่ไหน แต่เราไม่ได้พูดเรื่องเงินเรื่องเดียว เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นประตูเปิดทาง ถ้าคนเราเดินทางไปมาหาสู่กัน ก็จะเกิดความเป็นเพื่อนมีมิตรไมตรีต่อกัน วันหลังเขาก็จะสนใจเข้ามาลงทุน ก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่งด้วย และมีเทคโนโลยีหรือไอเดียอะไรใหม่ๆ เข้ามา เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน 

ความผันผวนของค่าเงินมีผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวหรือไม่
เรามีกลุ่มใหม่มาเสริม เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวมีมากมาย ประเทศไทยโชคดีที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสมแก่การเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมสำหรับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศที่ใกล้เราคือ จีนและอินเดีย มีประชากรมากที่สุดในโลก ดังนั้น ปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ต้องห่วง ห่วงแต่คุณภาพนักท่องเที่ยวว่าเราจะเจาะกลุ่มเป้าหมายของสองประเทศนี้อย่างไร และปัจจุบันจากสถิติที่ทำการสำรวจนักท่องเที่ยวจะเที่ยวในภูมิภาคของตัวเองมากขึ้น

ตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนจะสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด
ก่อนหน้านี้มีปัญหาเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ คือบริษัททัวร์ใช้วิธีขายทัวร์ราคาถูก และก็พานักท่องเที่ยวไปต้มตุ๋น ให้ซื้อของแพงเกินไป และดูโชว์ซ้ำๆ พวกไกด์เหล่านี้ถึงจะได้กำไรเข้ามา แต่ตอนหลังเราพยายามทำให้น้อยลง เพราะใช้วิธีการตลาดไปแก้ไข ซึ่งมันทำทันทีไม่ได้ เพราะว่าทำด้วยวิธีทางกฎหมายไม่ได้ผล ถึงจะแจ้งตำรวจแล้วก็ตาม พอปิดบริษัทนี้ก็ไปเปิดบริษัทใหม่ เราใช้ทางกฎหมาย เขาก็หาทางเลี่ยงจากกฎหมาย แต่ว่าถ้าเราใช้วิธีด้านการตลาด ถ้าบริษัทไหนมีโลโก้ของททท.ลูกค้าก็จะไหลมาเทมา ตอนนี้เราให้โลโก้ไปกับบริษัทในจีนไม่เกิน 50 บริษัท ซึ่งททท.คาดว่า ใน 3 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวจากจีนจะเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย

กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของททท.ในอนาคต
เราก็จะพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และดึงนักท่องเที่ยวมาไทย ด้วยการร่วมมือกับธุรกิจท่องเที่ยวในต่างประเทศ ที่ถือเป็นคู่ค้าของเรา  นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเข้าถึงใจเขา และถ้าโปรโมทในกลุ่มผู้หญิง ก็ต้องใช้คำแบบ เที่ยวไปสวยไป เที่ยวไปก็แวะทำฟัน กรีดตา สปา หรือก่อนหน้านั้นเราโปรโมทพวกวัยเกษียณให้เข้ามาเล่นกอล์ฟบ้านเรา แต่ระยะหลังเขาเข้ามาเยอะ เราก็ชะลอการโปรโมท เพราะกลุ่มเดิมเริ่มจะเต็มแล้ว เราก็พยายามหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ตลอดเวลา ตามนโยบายของเรา เพื่อที่จะมาทดแทนกลุ่มเดิมหรือขยายฐานลูกค้าออกไป  

การเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศปีนี้เป็นอย่างไร 
นักท่องเที่ยวในประเทศยังคงเดินทางมากเหมือนเดิม แต่จะเที่ยวแบบเฉพาะมากขึ้น
อาจใช้วิธีการเดินทางไปเที่ยวกันเองแบบหมู่คณะ และอาจจะลดการใช้บริการทัวร์ หรือไม่ก็ใช้วิธีไปเที่ยวแบบไปเช้า กลับเย็น คือไม่มีเงินสำรองจะไปจ่ายค่าโรงแรม เพราะตอนนี้มาตรฐานโรงแรมในเมืองไทยราคาสูงขึ้นด้วย โดยททท.มองว่า นักท่องเที่ยวในประเทศอาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยอาจจะเพิ่มไม่มากนัก แต่รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้า เพราะคนยังมีกำลังจับจ่ายใช้สอย

ศูนย์กลางการแพทย์แห่งเอเชีย
ชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะแหล่งบริการทางการแพทย์ชั้นนำของเอเชียช่วยสร้างรายได้จากคนไข้ต่างชาติในปีที่แล้วกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท แต่ประเทศอื่นก็จับจ้องตลาดนี้อยู่เช่นกัน

โดย กิ่งกาญจน์ จันทร์สกาวรัตน์

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ฮ่องกง นาสมูซซามัน บูเอียน หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า อีมอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยดักกา ประเทศบังคลาเทศ มีเวลาเหลือให้เที่ยวได้อีก 3 วัน เขาตัดสินใจบินมาประเทศไทยเพื่อสัมผัสชีวิตราตรีที่เคยได้ยินจากเพื่อนๆ โดยวางแผนเที่ยวอยู่ในกรุงเทพฯ และพัทยา

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาตั้งใจไว้ก็คือ เขาจะแวะตรวจอาการโรคกระเพาะที่เคยเป็นด้วย “ที่บังคลาเทศกว่าจะได้พบแพทย์ต้องใช้เวลา 5 ถึง 6 เดือนนับจากวันนัด” อีมอนกล่าว ในกรณีที่รุนแรงอย่างของเขาก็ยังต้องรอถึง 1 เดือน แต่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อีมอนมานัดแพทย์ในวันนี้ แล้วเลยไปเที่ยวพัทยา ถึงวันรุ่งขึ้นเขาก็ได้ตรวจกระเพาะสมใจ และยังได้ตรวจดวงตาอีกด้วย

เหตุผลในการมาพบแพทย์ที่บำรุงราษฎร์ฯ ของอีมอนคือ หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขของกรมส่งเสริมการส่งออกระบุว่า ในปี 2007 มีชาวต่างชาติมาใช้บริการโรงพยาบาลไทยจำนวน 1.4 ล้านคน คิดเป็นรายได้ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท หากเปรียบเทียบกับปี 2003 ประเทศไทยมีคนไข้ต่างชาติมาใช้บริการจำนวน 9.73 แสนคน สร้างรายได้ 2.44 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 44% และรายได้เพิ่มขึ้น 48%

ก่อนหน้านี้ความโดดเด่นด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลไทยยังไม่เป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติมากนัก จนกระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายในปี 2004 ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แห่งเอเชีย แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่เห็นฝีมือของภาครัฐในการสนับสนุนนโยบายที่ประกาศไว้เท่าใดนัก แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปสัมผัสได้เมื่อย่างเท้าเข้าไปในโรงพยาบาลเอกชนทั้งหลายก็คือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพหลายๆ ด้านที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยหลายแห่งทุ่มงบประมาณไปเป็นหลักพันล้านบาท เช่น การเปิดศูนย์แพทย์เฉพาะทาง ศูนย์ตรวจสุขภาพ ศูนย์ศัลยกรรมความงาม ศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมเพื่อสร้างทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย มีการจัดสถานที่ต้อนรับผู้ป่วยราวกับห้องโถงรับรองของโรงแรมระดับ 5 ดาว มีศูนย์บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติโดยเฉพาะ พร้อมล่ามแปลภาษา

จนมาถึงปี 2008 นโยบายภาครัฐกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจนี้อีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปีนี้ให้ได้ถึง 8 แสนล้านบาท โดยใช้มาตรฐานการแพทย์ระดับโลกเป็นหนึ่งในจุดขาย นี่อาจจะเป็นประกายความหวังอีกครั้งของโรงพยาบาลเอกชนไทยว่าภาครัฐจะสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจังเสียที

มูลค่าทั่วโลกแสนล้านเหรียญ
จากรายงานเรื่อง “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ : การแข่งขันระดับโลกด้านสาธารณสุข” ของศูนย์วิเคราะห์นโยบายแห่งชาติสหรัฐ โดยเดวอน เอ็ม เฮอร์ริค เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 ระบุว่า คาดการณ์รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกในปี 2006 มีประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญ รายงานฉบับนี้ยังอ้างอิงการคาดการณ์ของแม็คคินซีย์ แอนด์ คอมพานี บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกและสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดียว่า เมื่อปี 2004 รายได้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญและน่าจะเติบโตได้ถึง 1 แสนล้านเหรียญในปี 2012 “ของไทยปีที่แล้วเพิ่งจะมีมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญเท่านั้น นับว่าน้อยมาก” นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท จำกัด (มหาชน) และประธานที่ปรึกษาโรงพยาบาลธนบุรีกล่าว

การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยเกิดขึ้นจากจุดเด่นในเรื่องการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน แต่ราคาค่าบริการต่ำกว่าประเทศในโลกตะวันตก “ค่าใช้จ่ายในการมารักษาที่ไทยถูกกว่ารักษาที่สหรัฐฯ 25-90% แม้จะรวมค่าเดินทางและค่าที่พักแล้วยังคงถูกกว่ามาก” ผศ.นพ.โรม ชุตาภา ผู้อำนวยการศูนย์โรคที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส (ยูซีแอลเอ) กล่าว โดยผศ.นพ.โรมได้ทำโครงการเมดส์ โกลบอล เฮลท์แคร์ ซึ่งได้ส่งคนไข้สหรัฐฯมาทำการรักษาในไทยมาตั้งแต่ปี 2004 ทั้งนี้ พลเมืองสหรัฐฯที่ไม่มีประกันสุขภาพจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง และคนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 20% ของจำนวนประชากรสหรัฐฯ หรือกว่า 40 ล้านคนเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งคือ ความสะดวกในการเข้าพบแพทย์โดยไม่ต้องรอนาน “ที่นี่คุณอาจรอหมอแค่ 10 นาที แต่ที่นิวซีแลนด์ต้องคอยหมอนานหลายเดือน” จอน แบรดชอว์กล่าว จอห์นเป็นชาวนิวซีแลนด์ที่มาเปิดธุรกิจ ใจ คอมมูนิเคชั่นส์ แอสโซซิเอทส์ หรือเจซีเอในประเทศไทย เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการไปรักษาพยาบาลหรือเสริมความงามด้วยสเต็มเซลล์ในต่างประเทศเมื่อ 6 เดือนก่อน

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการส่งออกระบุว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลไทยที่พร้อมให้บริการคนไข้ต่างชาติ 30 แห่งจากทั้งหมด 400 แห่ง โดยมีบำรุงราษฎร์เป็นหัวหอกและมีชื่อเสียงในระดับโลก จุดเริ่มต้นของบำรุงราษฎร์ในด้านนี้เริ่มขึ้นราว 10 ปีก่อนที่คณะผู้บริหารตั้งเป้าพัฒนาคุณภาพการบริการให้ดีขึ้น จนกระทั่งได้รับมาตรฐานสากลเจซีไอเป็นโรงพยาบาลแรกในเอเชีย

“ชาวต่างชาติที่ต้องการรักษานอกประเทศมาเจอเราเข้า มาตรฐานสูงแต่ค่าใช้จ่ายถูกมากก็กลายเป็นบอกกันปากต่อปาก” ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์กลุ่มภูมิภาค โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ฯ กล่าว นอกจากการบอกต่อแล้วแรงโปรโมทของสื่อต่างประเทศที่สนใจในประเด็นค่ารักษาพยาบาลถูก เช่น รายการ 60 มินิทส์ ซึ่งเป็นสารคดีข่าวทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสในสหรัฐฯ ก็ช่วยให้ชื่อเสียงของบำรุงราษฎร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชนรายอื่นที่มองเห็นโอกาสจากตลาดคนไข้กลุ่มนี้ต่างก็เร่งลงทุนและพัฒนาคุณภาพการบริการ รวมถึงทำการตลาดอย่างจริงจัง จนทำให้คนไข้ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในโรงพยาบาลไทยมากขึ้น “อย่างธนบุรี 1 ซึ่งเราไม่ได้โปรโมทในกลุ่มชาวต่างชาติ ก็มีคนไข้ไปเยอะ เพราะถูกกว่าปิยะเวท 30-40%” หมอบุญกล่าวถึงโรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับปิยะเวท

เมื่อคนไข้มารักษาตัวในประเทศไทยแล้วไปท่องเที่ยวต่อก็ทำให้เม็ดเงินกระจายไปยังธุรกิจอื่นๆด้วย “กลุ่มที่ไปเที่ยวต่อก็มีทั้งชาวยุโรป ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง เร็วๆ นี้มีมาใหม่คือมองโกเลีย มาให้จองโรงแรมระดับ 5 ดาวที่กรุงเทพฯ และพัทยา” พนิดา แก้วประดิษฐ์ ผู้จัดการสาขา บริษัท ดีทแฮล์ม แทรเวิล ประเทศไทย จำกัด ซึ่งประจำอยู่ที่บำรุงราษฎร์ฯ กล่าว

ส่วนกลุ่มที่ไม่ไปต่างจังหวัดจะใช้เวลาไปกับการชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง “ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันที่พักในโรงแรม 3 ถึง 4 ดาว ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล น่าจะอยู่ที่ 5 พันบาท” ธนะบดี วัชรเสถียร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไอทีซี บางกอก จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจทัวร์กล่าว โดยเขาประเมินยอดการใช้จ่ายนี้จากลูกค้าชาวตะวันออกกลางที่มาใช้บริการตรวจสุขภาพและด้านความงามในโรงพยาบาลไทย

กลยุทธ์การตลาด
การทำตลาดของโรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบันเริ่มพลิกแพลงยิ่งขึ้น โดยมีการจัดแพคเกจรวมค่ารักษาพยาบาลเข้ากับค่าใช้จ่ายที่ไปพักฟื้นในจังหวัดท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เช่น ปิยะเวทจัดแพคเกจสำหรับคนไข้มาทำศัลยกรรมพลาสติกในราคา 3 แสนบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ปิยะเวท 1 สัปดาห์ และไปพักฟื้นต่อที่โรงแรมระดับ 4 ดาวในเครืออีก 2 สัปดาห์ ในอนาคตจะมีแพกเกจสำหรับโรคหัวใจ เบาหวานและโรคทางสมองด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การเปิดตัว ‘ตรัยยา’ ศูนย์สุขภาพองค์รวมและสปา ซึ่งอยู่ในเครือโรงพยาบาลปิยะเวทเมื่อปีที่แล้ว “รูปแบบนี้ได้รับความนิยมมากที่เมืองนอก เพราะคนไม่อยากรักษาด้วยเคมี อยากรักษาทางสมุนไพร ทางจิต ดังนั้น ตลาดต่างประเทศมีมหาศาล” หมอบุญกล่าว ทั้งนี้ ตรัยยาสามารถส่งต่อคนไข้ที่ต้องใช้การแพทย์สมัยใหม่มารักษาที่ปิยะเวทได้ด้วย ผู้บริหารของปิยะเวทยังวาดฝันไปไกลกว่านั้น ด้วยการลงทุนในธุรกิจลองสเตย์ทั้งที่กรุงเทพฯ และเกาะสมุยรวมหลายหมื่นล้านบาทเพื่อเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงพยาบาล

การขยายธุรกิจด้วยการสร้างเครือข่ายก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ โดยปีที่ผ่านมาบำรุงราษฎร์ร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพบลูครอส บลูชิลด์ ออฟ เซาธ์คาโรไลนาและบลูชอยส์ เฮลท์แพลน ออฟ เซาธ์คาโรไลนา เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกกว่า 1.3 ล้านรายมารักษาที่บำรุงราษฎร์ ยังมีกิจกรรมที่กรมส่งเสริมการส่งออกจะจัดปีนี้เป็นปีแรกคือ การเจรจาธุรกิจและจับคู่ทางการค้าให้แก่โรงพยาบาล “จะทำทั้งหมด 4 โครงการที่กำหนดแล้วคือ ดูไบและญี่ปุ่น” ประมุข มนตริวัต ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมธุรกิจบริการ กรมส่งเสริมการส่งออกกล่าว อีก 2 ประเทศที่อยู่ระหว่างคัดเลือก ได้แก่ รัสเซีย เกาหลี ไต้หวันและออสเตรเลีย คาดว่าจะมีโรงพยาบาลราว 10 แห่งที่ร่วมโครงการ

ขณะที่บริการด้านการแพทย์ของไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ การขาดแคลนบุคลากรโดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์จากประเทศของคนไข้ เพราะขณะนี้แพทยสภายังไม่อนุญาตให้แพทย์ต่างชาติมาทำงานในประเทศ “ผมพยายามผลักดันรัฐบาลให้เขายอมให้จ้างหมอต่างชาติ 1 คนต่อหมอไทย 2 คน ถ้าเปลี่ยนความคิดไม่ได้ คงต้องใช้การเมืองเข้าไปบีบแพทยสภา” หมอบุญกล่าว

นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องการยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากภาครัฐ เช่น การทำความร่วมมือระดับรัฐบาลกับประเทศต่างๆ เพื่อให้ส่งคนไข้ที่มีสวัสดิการจากภาครัฐมารักษาที่ประเทศไทย หรือการอำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าให้แก่คนไข้และญาติ ซึ่งได้เรียกร้องกันมาหลายปีแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า
 
“มีแต่คนพูดแต่ไม่มีเจ้าภาพ” หมอสิน จากบำรุงราษฎร์กล่าว โดยเสริมว่า ทั้งกรมส่งเสริมการส่งออก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่ดูเหมือนจะให้การสนับสนุน แต่กลับไม่มีหน่วยงานที่มาดูแลชัดเจน ทำให้ไม่มีงบประมาณมาส่งเสริม ต่างจากสิงคโปร์ หนึ่งในคู่แข่งสำคัญของไทย ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสิงคโปร์ เพื่อหาวิธีดึงคนไข้กลับไปให้ได้ภายใน 10 ปี “รัฐบาลไทยที่ผ่านมาใช้นโยบายตั้งรับมากกว่าเชิงรุก ต่างจากรัฐบาลสิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย” อำไพ พยัคคง ผู้อำนวยการบริหารโรงพยาบาลไทยนครินทร์กล่าว

สัญญาณอันตรายเริ่มแล้ว
ช่วงปีที่ผ่านมาแพลเน็ตฮอสพิทอล ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจตัวแทนจัดส่งคนไข้ไปรักษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้จัดส่งคนไข้กว่า 800 รายไปยังประเทศต่างๆ แต่คนไข้ที่มาประเทศไทยกลับลดลงจาก 40 รายในปี 2006 เหลือเพียง 29 รายในปี 2007 “ไทยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อน คนไข้ชาวอเมริกันเริ่มมองหาที่พักใกล้บ้านมากขึ้น เช่น คอสตาริกา เม็กซิโก หรือเอลซาวาดอร์ ที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” รูดี้ รูพัค หนึ่งในผู้ก่อตั้งแพลเน็ตฮอสพิทอลกล่าว

คำกล่าวนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาข้อมูลจากกรมส่งเสริมการส่งออกจะพบว่า จำนวนคนไข้ต่างชาติที่มาใช้บริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2004 จนถึง 2007 เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง โดยเฉพาะตัวเลขรายได้ของปี 2007 เพิ่มขึ้นจากปี 2006 เพียง 2% เท่านั้น แม้แต่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เอง จำนวนคนไข้ต่างชาติปี 2007 ก็ลดลงจากปี 2006 จำนวน 1.3% และถึงแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น 14% ก็เป็นการเพิ่มในอัตราที่ลดลง โดยหมอสินให้เหตุผลว่า มาจากปัญหาค่าเงินบาทและสถานการณ์ทางการเมือง ขณะที่ปิยะเวทมีอัตราการเติบโตของคนไข้ชาวต่างชาติช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตปีละ 25% แต่หมอบุญคาดว่า ปีนี้อาจลดเหลือ 20% เนื่องจากยุโรปกับสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับวิกฤติซับไพรม์ แต่ยังมีตลาดเอเชียที่คาดว่าจะเติบโตต่อไปได้
 
ในขณะที่ฝั่งโรงพยาบาลให้เหตุผลว่า การชะลอตัวดังกล่าวเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่รูดี้กลับมองว่าเป็นปัญหาจากโรงพยาบาลเอง เขาเล่าว่ามีโรงพยาบาลบางแห่งตกลงราคากับคนไข้ไว้ราคาหนึ่ง แต่เมื่อคนไข้มาถึงกลับคิดราคาเพิ่มขึ้น ยังมีเว็บไซต์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งระบุค่ารักษาเป็นภาษาอังกฤษและมีข้อความเป็นภาษาไทยว่า ‘ลด 10% สำหรับคนไทย’ ทำให้ชาวต่างชาติที่อ่านภาษาไทยได้เกิดความรู้สึกด้านลบ

อย่างไรก็ดี เขาสนับสนุนให้ภาครัฐช่วยเหลืออุตสาหกรรมนี้บ้าง เช่น ให้มีตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ขยายการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวให้ครอบคลุมการรักษาทางการแพทย์ “เร็วๆ นี้ ฟิลิปปินส์จะเสนอส่วนลดให้ชาวต่างชาติที่เข้าไปรักษาตัว ส่วนเอลซาวาดอร์กำลังพิจารณาการลดหย่อนภาษีให้กับแพทย์ที่รักษาคนไข้ที่มาจากภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากอเมริกากลาง” รูดี้กล่าว

-ร่วมด้วยวิลาวัณย์ วรินทร์รักษ์

ปลายทางของคู่สมรสอินเดีย
ประเทศไทยได้รับความนิยมในกลุ่มคู่แต่งงานชาวอินเดียเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นเป้าหมายหนึ่งที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งหวังในปีนี้

โดย สยามภูมิ สังวรชาติ

เกือบเข้าวันใหม่แล้ว แต่ปริญญา ประดิษฐ์ทวีสุข ช่างภาพอิสระยังต้องลั่นชัตเตอร์ต่อไปถึงแม้ว่าจะทำงานต่อเนื่องมาเป็นชั่วโมงที่ 8 แล้ว ภารกิจของเขาเป็นการเก็บภาพในพิธีมงคลสมรสชาวอินเดียตามแบบศาสนาฮินดูทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย แต่งานมงคลครั้งนี้จัดขึ้น ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นี่เอง

แม้การถ่ายภาพในพิธีวิวาห์จะเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของงานมงคลสมรสที่ใช้งบประมาณในการจัดงานเบ็ดเสร็จกว่า 3 ล้านบาท แต่สำหรับปริญญาแล้วค่าจ้างที่เขาได้รับสูงกว่างานทั่วๆ ไปถึง 40% เลยทีเดียว “ผมคงต้องทำความเข้าใจกับรูปแบบงานแต่งงานแบบอินเดียอีกมากเพื่อจะได้ภาพที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอนของพิธี” ปริญญากล่าว

ตลาดใหม่ที่น่าสนใจ
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวเดลี ประเทศอินเดียระบุว่า ชาวอินเดียมีการสมรสสูงถึงปีละ 1.2 ล้านคู่ ทำให้เมื่อปีที่ผ่านมาททท.ตัดสินใจไปจัดงานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ โรดโชว์ ทู อินเดีย 2007 เพื่อประกาศว่าประเทศไทยในวันนี้พร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของคู่แต่งงานชาวอินเดีย

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจอินเดียในรอบทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดชนชั้นกลางรุ่นใหม่ถึง 250 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้ รายได้สูง พร้อมจะใช้จ่าย แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ที่ร่ำรวยขึ้นมาจากความประหยัดอดออม โดยเทียบเชิญที่จัดทำใส่ซองสวยงามถูกจัดส่งไปให้คู่หนุ่มสาวที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงบนเหล่านี้ ที่มีแนวโน้มว่าจะแต่งงานในปีนี้ถึง 2 แสนฉบับ “เราหวังว่าจะมีผลตอบรับกลับมา 4 ถึง 5 ร้อยคู่ ซึ่งก็มีมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านบาททีเดียว” ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกล่าว

ททท.มั่นใจในความพร้อมที่จะเจาะตลาดกลุ่มนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีชาวอินเดียเข้ามาตั้งรกรากและชุมชนมานานกว่า 1 ศตวรรษ โดยข้อมูลจากสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทยบ่งบอกว่า ปัจจุบันมีชาวอินเดียสัญชาติไทยและสัญชาติอินเดียอาศัยอยู่ในประเทศไทยกว่า 1.5 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้รู้เกี่ยวกับพิธีการแต่งงาน วัด และผู้นำพิธีชาวอินเดียที่พร้อมจัดงานได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายในการจัดงานในประเทศไทยกลับถูกกว่าที่อินเดียอย่างมาก ทั้งๆ ที่ต้องรวมค่าที่พักสำหรับคู่แต่งงานและแขกอีกราว 100 คนด้วยแล้วก็ตาม โดยเมื่อไม่นานมานี้ อาทิตย์ เซกาล ชาวไทยเชื้อสายอินเดีย ผู้บริหารบริษัท ลุ๊ค อีสต์ ทราเวล จำกัด และมีประสบการณ์ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการตลาดอินเดีย ได้ไปร่วมพิธีแต่งงานของหลานชายที่อินเดีย สิ่งที่ทำให้เขาตกใจก็คือ การได้รู้ว่าราคาค่าเช่าม้า 1 ชั่วโมงเพื่อให้เจ้าบ่าวขี่ไปทำพิธีที่บ้านเจ้าสาว คิดเป็นเงินไทยกว่า 4 หมื่นบาท ทั้งๆ ที่ค่าเช่าม้านานครึ่งวันในประเทศไทยมีราคาเพียง 3.5 พันบาท และหากต้องการนั่งช้างเพื่อความหรูหราก็เพียง 6.5 พันบาท “เมื่อเปรียบเทียบการแต่งงานรูปแบบเดียวกัน คุณอาจต้องจ่ายที่อินเดียถึง 8 ล้านบาท แต่จะเหลือแค่ 5 ล้านบาทในประเทศไทย” อาทิตย์กล่าว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานของชาวอินเดียสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงไฮ ซีซั่นที่ชาวอินเดียนิยมแต่งงานคือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมนั้น เจ้าภาพซึ่งโดยธรรมเนียมจะเป็นฝ่ายเจ้าสาวต้องจองห้องและสถานที่จัดงานล่วงหน้าแทบจะข้ามปี “ห้องพักธรรมดาๆ ที่อินเดีย ตกคืนละ 1.2 หมื่นบาท ราคานี้ที่เมืองไทยคุณพักห้องสวีทระดับโรงแรม 5 ดาว ได้สบายๆ” ประกิตติ์ จากททท.กล่าว

เมื่อเห็นโอกาสดังกล่าว อาทิตย์จึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มร่วมกับททท. โดยมุ่งเจาะคู่แต่งงานชาวอินเดียด้วยการพามาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย ด้วยข้อเสนอ “เริ่มต้นที่ 19,900 เหรียญ ก็แต่งงานต่างประเทศได้” โดยราคานี้จะเป็นการเดินทางมาทำพิธีที่ประเทศไทย 3 วัน 2 คืน เชิญแขกมาได้ 100 คน พร้อมบริการรถรับ-ส่งสนามบินและโรงแรม ห้องพัก 50 ห้อง อาหาร เครื่องดื่มและการจัดพิธีวิวาห์ตามประเพณีอินเดีย ราคานี้ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและทรัพย์สินส่วนตัวในการทำพิธีบางประการที่ฝ่ายบ่าว-สาวต้องเตรียมมาเอง หรือหากจะไม่จ่ายในราคานี้ก็สามารถมาใช้บริการได้ โดยอาทิตย์จะคิดค่าบริการ 5% ของยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ทั้งนี้ มุ่งเจาะกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางถึงสูงที่เป็นคนอินเดียรุ่นใหม่ที่ไม่เน้นพิธีการมาก โดยจัดพิธีเพียง 1 วัน ผลปรากฏว่า ตั้งแต่ไปทำโร้ด โชว์ที่อินเดียเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีคู่แต่งงานอินเดียที่ใช้บริการของอาทิตย์เข้ามาแต่งงานในประเทศไทยแล้ว 12 คู่ และในปีนี้มีมาแล้ว 3 คู่ “แต่ผมมั่นใจว่าตลอดปีนี้จะมีอย่างน้อย 50 คู่” อาทิตย์กล่าว

เตรียมความพร้อม
แม้พิธีหลักในงานวิวาห์แต่ละคู่จะกินเวลา 8 ชั่วโมงเหมือนกัน แต่รายละเอียดของพิธีและเครื่องประกอบพิธีก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค ศาสนา ความเคร่งครัดและฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ฮินดูสามารถจัดพิธีวิวาห์ที่โรงแรมแล้วต่อด้วยงานเลี้ยงในตอนดึกได้ทันที แต่หากเป็นซิกข์ต้องทำพิธีที่วัดเท่านั้น ส่วนการจัดงานเลี้ยงต้องทำในวันถัดไป นอกจากนี้ ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ รวมทั้งจำนวนวันในการจัดงานก็ต่างกัน ซึ่งสูงสุดอาจใช้เวลาตลอดทั้งสัปดาห์เลยทีเดียว

ด้วยรายละเอียดที่มากมายนี้ ทำให้เอเย่นทัวร์และคู่สมรสชาวอินเดียที่สนใจจะมาจัดงานในประเทศไทยมักตั้งคำถามจนกว่าจะมั่นใจในบริการ และจะไว้ใจติดต่อประสานงานกับผู้ให้บริการที่เป็นชาวอินเดียในประเทศไทยเป็นหลัก กระนั้นก็ตาม แม้แต่อาทิตย์ที่มีเชื้อสายอินเดียยังยอมรับว่าการทำตลาดชาวอินเดียนั้นเหนื่อยมาก “คุณต้องพร้อมตอบคำถามที่มีรายละเอียดมากมาย พร้อมเจอกับการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาและการต่อรองสารพัด งานแต่งงานครั้งหนึ่งจึงไม่มีทางที่ผู้ให้บริการรายเดียวจะทำเองได้ครบ” อาทิตย์กล่าว

สถานการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับไลฟ์เวิร์ค โมชั่น พิกเจอร์ ซึ่งเป็นสตูดิโอรับถ่ายภาพงานพิธีที่บุรีชัย เปรมสัจจา รับหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายผลิต เพราะสิ่งที่เขาบอกว่ายากมากก็คือ การทำให้พ่อแม่ของคู่สมรสเห็นข้อดีของการถ่ายภาพเคลื่อนไหวในงานด้วยกล้องความละเอียดคมชัดสูง ซึ่งมีคุณภาพและราคาสูงกว่าการบันทึกด้วยกล้องทั่วไป “เขายินดีจ่ายอย่างอื่นเป็นหลักล้าน แต่กับเรื่องถ่ายภาพเขาต่อเหลือหลักหมื่น ผมต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเคาะราคาออกมาได้” บุรีชัยกล่าว

ความยุ่งยากที่ผู้ประกอบการต้องเจอเช่นนี้ ทำให้ททท.ต้องยื่นมือเข้าช่วยผ่านการจัดสัมมนาใหญ่ทั้งในประเทศไทยและอินเดีย เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่ายมีเวทีทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน รวมทั้งได้เจรจาธุรกิจและได้เห็นสภาพที่เป็นจริงมากขึ้น “ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจการจัดงานแต่งงานชาวไทยต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของตลาดนี้ และใช้โอกาสที่ททท.เปิดช่องไว้แล้วให้เกิดประโยชน์เต็มที่” ประกิตติ์ จากททท.กล่าว

โอกาสที่เปิดกว้าง
แม้การต่อราคาและซักถามแบบถี่ยิบจะเป็นธรรมชาติของชาวอินเดียที่ต้องการเปรียบเทียบข้อมูลให้คุ้มค่าที่สุดก่อนควักกระเป๋า แต่อาทิตย์ยกตัวอย่างคู่สมรสจากอินเดีย 12 คู่ที่เข้ามาแต่งงานในประเทศไทยซึ่งพอใจข้อเสนอแพ็กเกจ 19,900 เหรียญ และต่อมาส่วนใหญ่ก็ขอเพิ่มวันพิธีหรือห้องพักของแขกร่วมงาน บางคู่ยินดีจ่ายเพิ่มอีก 1 เท่าตัวเพื่อเพิ่มเวลาจัดงานเป็น 4 วัน 5 คืน “วิธีเอาชนะธรรมชาติข้อนี้ก็คือกลยุทธ์เสนอของดีราคาถูกไปก่อน หากเขาชอบและไว้ใจ เขาก็ยินดีสั่งเพิ่มในระดับราคาที่แพงขึ้น” อาทิตย์กล่าว

ตลาดอินเดียจึงยังเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่มองเห็นช่องทาง เช่นเดียวกับอาทิตย์ บุรีชัย หรือปริญญาที่มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพิธีวิวาห์ของชาวอินเดียในประเทศไทย แต่ความสำเร็จที่ต่างกันก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด “ธุรกิจนำชาวอินเดียเข้ามาแต่งงานในประเทศไทยใช้เวลา 6 เดือนก็สร้างผลกำไรเกิน 100% ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวเดิมของผมแล้ว และในอนาคตอาจจะเป็นธุรกิจหลักของผมเลยก็ได้” อาทิตย์กล่าว

แน่นอนว่า หากการท่องเที่ยวรูปแบบนี้สามารถผ่านปีวิกฤติที่เศรษฐกิจโลกซบเซาไปได้ตามที่ทุกคนคาดหวัง ก็น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นอีกตลาดหนึ่งที่จะขยายออกไปสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวข้างเคียงอย่างการฮันนีมูน ฉลองครบรอบแต่งงานหรือครบรอบวันเกิดได้
ขณะที่ประกิตติ์ จากททท.ตั้งความหวังที่จะเห็นการเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดียมากที่สุดในกลุ่มภูมิภาคที่เขารับผิดชอบอยู่ โดยนอกจากตลาดคู่แต่งงานแล้ว เขายังวางแผนรุกกลุ่มท่องเที่ยวขนาดใหญ่แบบประชุมสัมมนาและการให้รางวัลพนักงานอีกด้วย “แม้ในช่วงที่เกิดสึนามิ โรคซาร์ หรือไข้หวัดนก แต่นักท่องเที่ยวอินเดียก็เพิ่มขึ้นตลอดทั้งในแง่จำนวนคน วันท่องเที่ยว และคุณภาพการใช้จ่าย” ประกิตติ์กล่าว

ดังนั้น ที่เหลือก็อาจมีเพียงคำถามว่า แล้วธุรกิจเชื่อมโยงสำคัญอย่างสายการบินจะพร้อมให้บริการรูปแบบการท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่แบบนี้เพียงใด “เราต้องการให้ภาครัฐช่วยเจรจากับการบินไทยและรัฐบาลอินเดียเพื่อขอเพิ่มโควตาเที่ยวบิน และเส้นทางการบินระหว่าง 2 ประเทศแต่เนิ่นๆ” อาทิตย์กล่าว

เม็ดเงินจากผู้สูงวัย
โอกาสทำเงินจากนักท่องเที่ยวลอง สเตย์ยังมีอีกมาก หากแต่การจะเจาะตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

โดย สยามภูมิ สังวรชาติ

“ครั้งแรกที่เอเย่นทัวร์อังกฤษหยิบคู่มือการดูแลนักท่องเที่ยวลอง สเตย์ให้ดู ผมยังตกใจว่านี่มันไบเบิ้ลหรือเปล่า เพราะเล่มหนามาก” ธนะบดี วัชรเสถียร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไอทีซี บางกอก จำกัด หนึ่งในผู้ให้บริการทัวร์ที่จับตลาดนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวหรือลอง สเตย์อังกฤษกล่าว

คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การที่วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาประกาศว่า ปีนี้จะปัดฝุ่นนโยบายการท่องเที่ยวลอง สเตย์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐฯ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและอังกฤษ และเป็นกลุ่มผู้อาวุโสวัย 50 ปีขึ้นไปที่ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษนั้น ประเทศไทยอาจมีการบ้านให้ต้องทำมากกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพอย่างมากในอนาคต เพราะหากพิจารณารายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุว่า ในปี 2065 โลกจะมีประชากรวัย 60 ปีในสัดส่วน 15% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นการขยับขึ้น 4.6% จากปี 2005 และที่ผ่านมามีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโลกได้เคลื่อนเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุแล้ว

ความน่าสนใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือ กำลังซื้อสูงและมีต่อเนื่องยาวนาน ทั้งในด้านที่พัก กิจกรรมท่องเที่ยวและการรักษาพยาบาลตลอดช่วงที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปจนถึงเกือบตลอดทั้งปี โดยส่วนมากจะได้รับบำนาญจากรัฐบาลของตนเฉลี่ยเดือนละ 6 หมื่นบาท “อยู่บ้านเขาเงินอาจหมดใน 2 สัปดาห์ แต่ที่เมืองไทยอยู่ได้เป็นเดือน คนกลุ่มนี้ 90% จึงไม่กลับบ้าน เพราะต้องการหนีอากาศหนาวและค่าครองชีพสูง” นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานโรงพยาบาลปิยะเวช ซึ่งมองเห็นโอกาสในธุรกิจลอง สเตย์ โดยกำลังสร้างศูนย์พักฟื้นและฟื้นฟูสุขภาพนักท่องเที่ยวลอง สเตย์ ขึ้นที่บริเวณด้านข้างโรงพยาบาลปิยะเวชในกรุงเทพฯ และโครงการที่เกาะสมุยกล่าว

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในแง่ของความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เนื่องจากจุดเด่นทั้งในด้านภูมิอากาศ ค่าครองชีพต่ำ วัฒนธรรมที่น่าสนใจ ไปจนถึงบุคลิกนิสัยของคนไทยที่เปิดรับคนต่างชาติและโดดเด่นในด้านการบริการ “โลกตะวันออกน่าตื่นเต้นเสมอ ฉันจะกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพราะนอกจากจะได้เที่ยวแล้วยังมีโปรแกรมกอล์ฟที่น่าสนใจด้วย” เจเน็ท โกเวอร์ อดีตพนักงานบัญชี วัย 60 ปี จากประเทศอังกฤษ ลูกค้าทัวร์ลอง สเตย์ของไอทีซี บางกอกกล่าว
 
โดยในปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาดนี้หลายรายเลือกลงหลักปักฐานที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในการสร้างที่พักและจัดกิจกรรมต่างๆ ด้วยเหตุผลของบรรยากาศที่สงบกว่าเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งน่าจะเหมาะกับวิถีชีวิตของนักท่องเที่ยวลอง สเตย์ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ

เตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยว
ความปลอดภัยเป็นปัจจัยที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ นอกจากการทำประกันภัยและประกันชีวิตแล้ว เอเย่นทัวร์จากประเทศต้นทางยังมีข้อกำหนดต่างๆ ที่ผู้ประกอบการชาวไทยต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างอาคารที่พัก เช่น ความลาดชันของทางขึ้น-ลงที่พัก ความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ รวมทั้งการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟท์ต้องกว้างกว่าปรกติเพื่อรองรับการบรรทุกเตียง ความสูงของขอบอ่างอาบน้ำ แม้แต่พาหนะรับส่งนักท่องเที่ยวก็ต้องเสริมขั้นบันไดตามขนาดและวัสดุที่กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยในเวลาขึ้นลง ส่วนในรถก็ต้องติดตั้งกล่องปฐมพยาบาล มีค้อนทุบกระจกหากเกิดอุบัติเหตุ และติดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง “แค่ลูกค้าหกล้มบริษัทประกันก็แทบจะรู้ก่อนเราแล้ว เราจึงต้องตามประกบลูกค้าแทบจะก้าวต่อก้าวเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นทุกนาที” ธนะบดีกล่าว

แน่นอนว่าการมาพำนักระยะยาวนั้น การได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่เก่งภาษาจนสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น แต่พนักงานยังต้องรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและอดทนต่อการเรียกร้องต่างๆ  นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพนักงานของไอทีซี บางกอก จึงถูกส่งไปอบรมถึงประเทศอังกฤษเพื่อทำความเข้าใจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้และเข้าใจหลักการดูแลอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ เรื่องความสูงวัยก็เป็นโจทย์ท้าทายประการหนึ่งที่ผู้ให้บริการต้องนำเสนอกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวรู้สึกพอใจและปลอดภัยไปพร้อมกัน “นอกจากพักผ่อนและดูแลสุขภาพแล้ว การสนทนาธรรม การเดินซื้อสินค้าชุมชน และบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่ท้องถิ่นจะเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวอย่างมาก” ผจีนุต มงคลสวรรค์ พนักงานต้อนรับอาวุโส บริษัท ซาก้า ฮอลิเดย์ จำกัดกล่าว โดยบริษัทนี้ทำธุรกิจบริการท่องเที่ยวในกลุ่มลอง สเตย์ที่ประเทศอังกฤษ

เสียงยืนยันจากผู้ประกอบการที่สามารถยืนหยัดอยู่ในธุรกิจลอง สเตย์ย่อมเป็นแบบเรียนสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาในตลาดนี้ได้อย่างดี ซึ่งนั่นก็คือการศึกษาถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาด และเข้าใจศักยภาพของตนเองว่าสามารถทำตามข้อกำหนดต่างๆ มากมายนี้ได้เพียงใด “คนกลุ่มนี้ตัดสินใจเลือกใช้บริการจากการมีที่พักใกล้โรงพยาบาลและแหล่งจับจ่ายใช้สอย สะดวกในการเดินทาง มีความปลอดภัย การบริการที่ใกล้ชิด และกิจกรรมที่ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า” ธนะบดีกล่าว
          
ดังนั้น แม้รัฐบาลจะมองเห็นโอกาสสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการจากภาครัฐก็คือ การอำนวยความสะดวกด้านการต่อวีซ่าและการผ่านแดนที่สะดวกรวดเร็ว การให้สิทธิ์ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวนานขึ้น ช่วยสนับสนุนข้อมูลนักท่องเที่ยว ประสานงานและให้ความรู้กับผู้ประกอบการ “แน่นอนว่าไม่ใช่การตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอกชนบางรายจนกลายเป็นแข่งขันกับภาคเอกชนที่เหลือ เหมือนที่ทำมาในอดีต” ธนะบดีกล่าว

การจะบรรลุเป้าหมายรายได้ 8 แสนล้านบาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลำพังแรงผลักดันของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคงยังไม่พอ

เขียนโดย สยามภูมิ สังวรชาติ, บิสสิเนสวีค ไทยแลนด์   


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31