พิมพ์หน้านี้
|
อาการเครียดของคนเราที่แสดงออกอย่างเห็นชัดเจนทั่วไปคือ"ปวดหัว" แต่อาการปวดหัว มันมีมากกว่านั้นค่ะ ไม่ใช่แค่ปวดหัวอย่างเดียว อาจจะเป็นสาเหตุเริ่มต้นของโรคบางชนิดก็เป็นได้ ลองสังเกตตัวเองดูนะคะ ว่าคุณมีอาการแบบไหน ปวดระยะสั้น ๆ แต่รุนแรง อาจจะเป็นอาการของโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เลือดออกในสมอง โดยเฉพาะถ้ามีอาการคอตึงแข็ง หรือมีอาเจียนด้วย อาจเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปวดสม่ำเสมอและนาน ๆ มักเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียด หรือไมเกรน ปวดแปลบ ๆ เหมือนไฟช๊อต บริเวณหน้า แก้ม โดยเฉพาะเวลาเคี้ยว อาจจะเป็นอาการของโรคปลายประสาทอักเสบ ปวดหัวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามัว พร่า มากขึ้น หรือเห็นภาพซ้อน ร่างกายอ่อนแรง ชาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเทื้ และน้ำหนักลด กินอาหารไม่ได้ อาจจะเป็นโรคมะเร็งในสมอง ปวดหัวตุบ ๆ ข้างเดียว หรือสองข้าง ก่อนปวดมีอาการเห็นแสงแปลก ๆ คลื่นไส้ เป็นอาการไมเกรน ปวดแล้วมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหน้าผาก มีน้ำมูกไหล อาจจะเป็นการปวดจากไซนัส ปวดฉับพลันที่ท้ายทอย และมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนแรงทันที อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองแตก ปวดหัวและปากเบี้ยว ตาปิดไม่สนิท แขนขาอ่อนแรง เดินเซ หรือชาครัวครึ่งซีก อาจะเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบ ปวดมากที่ขมับ หรือปวดเมื่อยทั้งตัว ในคนอายุมาก อาจะเป็นอาการของหลอดเลือดสมองอักเสบ เราสามารถดูแลอาการปวดหัวด้วยตัวเอง ที่ไม่รุนแรงหรือฉับพลันได้ ดังนี้ - ผ่อนคลายความตึงเครียดเหนื่อยล้า ด้วยการพักสายตา ร่างกาย และจิตใจ ให้เพียงพอ - เปลี่ยนอิริยาบถจากงานประจำที่ทำอยู่ ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อพักสมอง เช่น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ หรือฟังธรรม - จัดห้องทำงาน ที่ทำงาน หรือ โต๊ะทำงาน เช่น จัดห้อง ให้โลก สบายตา ไม่อุดอู้ - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดหัวได้ เพราะจะทำให้ระบบไหวเวียนของร่างกายทำงานดีขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบศรีษะ - นวดประคบ ด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นนวดบริเวณขมับ ท้ายทอย และต้นคอ จะทำให้รู้สึกดีขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบศรีษะ สำหรับยานั้น โดยทั่วไปมักจะใช้ยาพาราเซตามอล หรือ แอสไพริน โดยดื่มน้ำตามมาก ๆ แต่ก็ไม่ควรกินบ่อยเกินไป ซึ่งปริมาณที่ถูกต้องก็คือกินในขนาดที่แตกต่างกันตามน้ำหนักตัวอีกด้วยค่ะ เช่น ขนาด10มิลลิกรัม(มก.)ต่อน้ำหนักตัวกิโลกรัม (กก.) ต่อครั้ง และกินห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าหากคุณมีน้ำหนักตัว 30 กก. ก็ควรกินยาพารา = 10 x 30 = 300 กก.หรือหากมีน้ำหนักตัว 60 กก.ควรกินยาพาราเซตามอล = 10 x 60 = 600 มก. เป็นต้น ยาพาราเซตามอลที่มีวางขายนั้น มี 2 ขนาดคือ 325 มก. และ 500 มก. แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแบบ 500 มก. ดังนั้น หากคุณมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 50 กก. ควรจะกินขนาด 500 มก. จำนวน 1 เม็ด แต่หากว่าน้ำหนักตัวมากกว่า 50 มก. ควรกิน 2 เม็ด ค่ะ เรื่องดี ๆ แบบนี้ เมื่อได้รับมาก็อยากบอกต่อค่ะ อย่างน้อย เราก็สามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่งในกรณีที่เป็นไม่มาก หรือก่อนไปหาหมอค่ะ.. เอ้อ....เฉพาะอาการปวดหัวนะคะ ส่วนอาการ "ปวดใจ" ก็คงต้อง ตัวใคร ตัวมัน ค่ะ
|
| Beethophen's symphony no. 9 | ||
ครั้งแรก ที่โพสต์เพลงค่ะ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||