พิมพ์หน้านี้
|
สังเกตรัฐบาลที่ผ่านมาพอราคาหุ้นในตลาดหุ้นสูงขึ้นก็คุยฟุ้งว่าเป็นฝีมือของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว แต่พอหุ้นตกก็โทษสภาวะตลาดโลก หาใช่ความผิดข้าพเจ้าไม่ แล้วก็เลยกลายเป็นว่าราคาหุ้นคือตัวชี้วัดสมรรถนะของรัฐบาลชุดนั้นๆไปโดยปริยาย ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มันขึ้นๆลงก็เพราะการเก็งกำไรของนักเล่นหุ้นซึ่งเป็นประชาชนส่วนน้อยของประเทศเท่านั้นเอง จะว่าไปแล้วก็อาจเกี่ยวกับประชาชนทั่วไปในเชิงลบด้วยซ้ำไป เพราะถ้าราคาหุ้นสูงก็มักหมายความว่าเงินจะเฟ้อมาก ข้าวปลาอาหารมักจะแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว สำหรับรัฐบาลทักษิณนั้น คุยหนักคุยหนาว่าบริหารประเทศเก่งทำให้หุ้นขึ้น (แล้วตีซึมว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับการทำให้ประเทศเจริญขึ้น) แต่ผมวิเคราะห์ว่าช่วง 43-48 นั้นเอาเสาไฟฟ้าที่ไหนมาบริหารประเทศมันก็คงจะ เจริญ ขึ้นเหมือนกันหมด เพราะมันตกลงมาสุดๆแล้ว มันก็มีแต่จะขึ้นเท่านั้น แรงขับเคลื่อนที่สำคัญคือค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเกือบสองเท่า (ซึ่งดูเหมือนว่าท่านก็มีส่วนช่วยทำให้มันอ่อนตัวลงด้วย) ทำให้สินค้าไทยส่งออกได้ดี เพราะสินค้าเราจะถูกลงสองเท่าเมื่อซื้อด้วยเงินสกุลของต่างชาติ เมื่อขายของได้มากขึ้นก็ได้เงินมากขึ้น ก็เก็บภาษีได้มากขึ้น ก็เอามาถลุงทำโน่นแจกนี้ได้มากขึ้น แบบนี้เขาไม่เรียกว่าฝีมือหรอกครับ มันเป็นไปโดยอัตโนมัติของมันเองมากกว่า ถ้าจะอวดฝีมือสักหน่อย ต้องดูช่วงนี้ ที่เงินไทยกำลังแข็งตัวแตะระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์แล้ว (เกือบถึง 25 บาทยุคก่อนต้มยำกุ้งแล้วนะ) ผู้ส่งออกหวาดผวาไปตามๆกัน รัฐบาลจะไปเจรจาต่อรอง หาช่องทางขายสินค้าในตลาดโลกได้เพิ่มบ้างไหม จะช่วยประชาชนได้อย่างไร เพราะถ้าขายไม่ออก ก็ต้องปลดคนงาน แต่สำหรับผม ถ้าจะให้ผมซูฮกนายกรมต. คนไหน ต้องแสดงความสามารถให้ผมดูประการหนึ่งคือ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสักสามเท่า โดยไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และยังทำให้ของไทยขายได้ดีเหมือนเดิมในตลาดโลก ถ้าทำได้แบบนี้ผมจะกราบตีนจริงๆ ผมเห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำของเราต่ำเกินไปมากเมื่อเทียบกับสภาวะตลาดโลกและราคาค่าครองชีพในประเทศ ที่เป็นดังนี้ผมเชื่อว่าสาเหตุสำคัญคือ เราถูกกดไว้ด้วยอำนาจเศรษฐกิจของนักลงทุนต่างชาติที่มีรายได้คิดเป็น 70% ของรายได้ประชาชาติของเราเข้าไปแล้ว (นักลงทุนไม่กี่คนรวย 70% ส่วนคนไทย 60 ล้านมีแค่ 30%) รัฐบาลทาสนายทุนต่างชาติแถมยังหากินร่วมลงทุนอยู่กับพวกเขาก็ต้องเอาใจ รับรองไม่กล้าขึ้นค่าแรงหรอก อ้างว่าถ้าขึ้นพวกเขาจะหนีไปลงทุนในจีน เวียตนามหมด ซึ่งเป็นการอ้างของพวกประโยชน์ซ้อนทับและหรือไม่เก่ง ถ้าเก่งจริงตามที่คุยต้องทำให้ได้ดังที่ผมว่าสิ ถ้าทำได้ดังว่า จะทำให้คนไทยจำนวนสิบล้านคนที่ขายแรงงานมีรายได้มากขึ้น 3 เท่าทันที ซึ่งค่าแรงขนาดนี้ยังต่ำกว่าค่าแรงในเมกา ญี่ปุ่นอีก 8 เท่า ก็ยังนับว่าน่าลงทุนอยู่นะ ผมเชื่อว่าราคาค่าแรงขั้นต่ำต่อวันที่ยุติธรรมของไทยคือราคาก๋วยเตี๋ยว 20 ชาม ซึ่งตอนนี้ราคาชามละ 25 บาท ก็คือวันละ 500 บาทนั่นเอง การทำงานอย่างเดียวกัน (เช่นประกอบรถยนต์) ในอเมริกานั้นขณะนี้ค่าแรงเฉลี่ยวันละประมาณ 4,000 บาท แต่ทำไมบริษัทญี่ปุ่นแห่ไปลงทุนในเมกามากมาย แสดงว่ารัฐบาลเมกาเขาเก่งจริงๆ ค่าแรงแสนแพงก็ยังมีคนสนใจไปลงทุนกันมาก นี่สิเก่งจริง ส่วนทักษิณ ผมว่าลอยตามน้ำตามลมผสมคำคุยโม้เสียมากกว่าครับ |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||