พิมพ์หน้านี้
|
ประมาณปี 2535 ตอนเริ่มทำงานที่แรกใหม่ๆ มีโอกาสได้ประสานงานกับสภากาชาดไทย เพื่อให้เข้ามารับบริจาคโลหิตในโรงงาน เราก็มีหน้าที่ดูแลเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะคุณพยาบาลสาวๆทั้งหลาย หุหุ ขณะที่เชิญชวนพนักงานให้เข้ามารับบริจาค ซึ่งจริงๆก็ไม่ต้องเชิญชวนอะไรมาก เนื่องจากคนที่มาบริจาคส่วนใหญ่เป็นหน้าเดิม ที่มาบริจาคกันเป็นประจำอยู่แล้ว เราก็มีหน้าที่แค่อำนวนความสะดวกไปเท่านั้น.... จุดเปลี่ยนของชีวิตก็อุบัติขึ้น... ช่วงเวลาที่พนักงานไม่มีมาบริจาค เราก็มีโอกาสได้จีบ เอ๊ย พูดคุย กับคุณหมอ และพยาบาล เรื่องเกี่ยวกับการบริจาคโลหิต ตอนนั้นทุกสายตาจ้องมาที่ผม.... แล้วก็มีเสียงถามว่า " เคยบริจาคโลหิต หรือยังค่ะ ช่วงนี้คนว่างไม่ต้องรอนาน บริจาคเลยไหมค่ะ" โอ้ว นี่เสียงสวรรค์ หรือ เสียงพิณปราบมารกันแน่ เหงื่อเริ่มแตก " เอ่อ ไม่เคยเลยครับ ไม่มีความรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก" ผมตอบ โดยพยายามข่มความกลัว .... "งั้นก็มาบริจาคสิค่ะ" เสียงนางฟ้าซานตาน ตอกย้ำ... เราก็ชายชาติ รด.(รักษาดินแดน) ก็ตอบตกลง แต่เนื่องจากไม่เคยบริจาคและไม่มีความรู้เรื่องการบริจาคโลหิต จึงยิงคำถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจให้มากขึ้น "เอ่อ เจ็บไหมครับ" เป็นคำถามคาใจสำหรับคนกลัวเข็มจริงๆให้ตายสิโรบิ้น....... รอยยิ้มของเธอ ยังติดตรึงใจไม่รู้หาย " ไม่หรอกค่ะ เจ็บนิดเดียว" .......(โอ๊ย ยัยโกหก เจ็บจะตายยยยยยย) ก่อนอื่นต้องตรวจวัดความดันกันก่อน ตื่นเต้นความดันทุรังก็สูงนิดๆ ต่อมาก็วัด ความเข้มข้นของเลือดและหากรุ๊ปเลือดก่อน ขั้นตอนนี้ พยาบาลใช้เข็ม หรือ ใบมีดปลายแหลม สะกิด(หรือ แทงฟระ) ที่ปลายนิ้ว..... จ๊าก... "เจ็บนะตัวเอง" เธอยิ้ม หุหุ น่ากลัวจริง ใจเธอทำด้วยอะไร... "บริจาคเสร็จแล้วใช่ไหมครับ" ผมถาม ... ไม่ได้รับคำตอบ... "เชิญนอนที่เตียงรอบริจาคโลหิตค่ะ" .... ช่วงนี้เดินแทบไม่ไหวครับ ระยะทางแค่ 2-3 ก้าวเอง แต่ทำไม่เดินถึงช้าจัง....
ขณะนอนบนเตียง ผมแจ้งกับพยาบาลเกี่ยวกับโรคประจำตัวบางอย่าง "เอ่อ แทงเข็มเบาๆนะครับ" (โรคปอดแหก) ... โอ๊ย... อูย .. อ่ะทำไมแทง 2 เข็มครับ "เข็มแรกเป็นยาชา ค่ะ" แต่ก็ยังเจ็บ 2 ครั้งอยู่ดีนะ.....
หลังจากการบริจาคครั้งนั้น ผมก็รู้สึกว่าผมค้นพบวิธีการทำบุญที่ผมสามารถทำได้อย่างเต็มใจมากกว่า การทำบุญอย่างอื่น.. เมื่อมีโอกาส ก็จะไปบริจาคที่ สภากาชาด หรือ ภายหลังทราบว่ามีมาประจำทุก 3 เดือน ที่ซีคอนสแควร์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าปัจจุบันัยงมีอีกอยู่หรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ไปที่นี่แล้ว เพราะที่โรงงานมีมารับบริการถึงที่ทุก 3 เดือน แต่ก็ไม่ได้ทุกครั้งที่ร่างกายเราพร้อมที่จะบริจาคได้ ก็เท่าที่เราสามารถทำได้ก็พอ... ยังไม่ไม่หยุดแค่นั้น เอาเลือดเราไปยังไม่พอใจ ประมาณปี 2537 หลังจากที่บริจาคโลหิตเสร็จ นั่งพักดื่มน้ำหวาน เจ้าหน้าที่ชาย เดินมาหาเรา พร้อมยื่นเอกสาร "สนใจบริจากดวงตาไหมครับ" ผมเงยหน้ามองเจ้าหน้าที่ โอ้ ยมฑูตมา รับตัวเราแล้วหรอ เนี่ย.. "เอ่อ เอาไปเฉพาะแก้วตา หรือครับพี่" .... "หุหุหุ ป้าวน้อง ควักไปทั้งลูกตาเลย" เสียงตอบ... " โอ้ว พระเจ้าช่วย ถ้าผมตายไปขึ้นสวรรค์ ผมจะเห็นนางฟ้าหรือครับเนี่ย ถ้าผมบริจาคดวงตาไป"..... "พี่ว่าบริจาคนะดีแล้ว ตกนรกจะได้ ไม่เห็นสิ่งที่เลวร้าย" (อันนี้คงเป็นคำตอบในใจพี่เจ้าหน้าที่) ซึ่งผมแอบได้ยิน "เอ่อ งั้นบริจาคดวงตาก็ได้ครับ ไม่อยากเห็นภาพในนรก อะ" สุดท้ายก็ลงนามยินยอมบริจาคดวงตาไปอีก....
ยังไม่พอใจใช่ไหม อีกปีถัดมามาอีกแล้วครับท่าน "น้องๆ สนใจบริจาคอวัยวะหรือป่าวครับ" นะ จะเอาอะไรอีกหล่ะ พี่เค้าว่าร่างกายนั้นใช้ได้หลายส่วนมีผู้ป่วย รอการรับบิจาคหลายคน เช่น หัวใจ ไต ตับ .... มาเลยครับพี่ พี่จะเอาอะไรผมเซนให้หมด สรุป บริจาคไปแล้วทั้งดวงตา และอวัยวะ ไม่รู้เอาไปจะใช้ได้ ป่าวสิ ผมมัน พวกตาขาว ปอดแหก หัวใจสะออน ไตพิการ ตับแข็ง เอาไปใช้ได้ก็เอาไปเถอะ ดีกว่าเผาแล้วเหลือแค่เถ้าธุรี เอาไปโปรยน้ำ ไม่มีประโยชน์...
แต่ก็มีปัญหาคาใจ ขณะที่ลงนามบริจาค "พี่ๆ ถามหน่อยสิ คนบริจาคเยอะไหม" เจ้าหน้าที่ตอบว่า "มีเยอะแต่ที่จะได้จริงๆมีน้อย เดี่ยวนี้ดารา ก็บริจาคกันเยอะ เอาหน้าบ้าง สร้างภาพบ้าง พอตายจริงๆ ญาติจะไม่ให้ก็ได้ หรือ ถ้าตายแล้วไม่ได้แจ้งสภากาชาด เราก็ไปรับอวัยวะ ไม่ได้อยู่ดี" อืมจริงสิ มีเหตุผล "เอ่อ แล้วผมต้องทำไงพี่ ถึงจะให้บริจาคได้ตามประสงค์ของผม ผมไม่ใช่ดารา แค่หล่อเหมือนดารา แต่ไม่ได้จะสร้างภาพอะไร ครับ" .... "ขอให้แจ้งกับญาติพี่น้องว่าคุณมีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะและดวงตา เมื่อคุณประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือ พะงาบๆใกล้ตาย ให้โทรแจ้งสภากาชาด ให้มารับอวัยวะไป" เจ้าหน้าที่ตอบ .. อ่อ แบบนี้เลยหรอ เอาก็เอาฟระ.... กลับบ้านผมก็แจ้งพี่น้อง ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดทุกคน ถ้าตรูมีอันเป็นไป หรือใกล้ๆจะตายไม่รอดแน่ๆ ติดต่อสภากาชาด มาเลยนะ ถ้าตายไปแล้วแจ้ง จะไม่ทันการณ์ ของไม่สด หุหุ..... ถือว่าเป็นการทำบุญครั้งสุดท้ายหลังจากทำแต่บาปมาเยอะแล้ว.... ปัจจุบันบริจาคโลหิตไป 34 ครั้ง และก็จะบริจาคไปจนกว่าจะพบเลือดบวก จ๊ากกกกก ไม่ใช่จนกว่าจะให้ไม่ได้ เหลือเพียงร่างกาย ว่าจะหาที่บริจาคร่างกายให้กับ นักศึกษาแพทย์ จะได้มีอาจารย์ใหญ่ หน้าตาดีๆ ให้นักศึกษาได้ศึกษากันบ้าง....เฮ้อ |