
พิมพ์หน้านี้
|
"ฉันมีชีวิตต่อเพื่ออะไรกันนะ?" คุณเคยถามตัวเองแบบนี้มั้ยครับ? เด็กผู้หญิง อายุ 14 ปี คนนึงได้ถามตัวเอง ว่า "ฉันมีชีวิตต่อเพื่ออะไรกันนะ?" เด็กผู้หญิงคนนี้เธอป่วยเป็นโรค "Spinocerebellar Degeneration" อาการของโรคคือ แกนสมองที่มีหน้าที่ในการควบการเคลื่อนไหวของร่างกายต่างๆค่อยๆเสื่อมลง ทำให้การเคลื่อนไหวจะลดสมรรถภาพลง จนในที่สุดเมื่อแกนสมองเสื่อมลงจนถึงที่สุดเธอก็จะเสียชีวิต โรคนี้เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ตลอดเวลาที่เป็นโรคนี้เธอจะยังคงรับรู้ตลอดว่าร่างกายเธอค่อยเปลี่ยนแปลงไป จนในที่สุดร่างกายเธอไม่ใช่ของเธอ ข้อมูลเพิ่มเติม (แกนสมองเป็นส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆของร่างกาย ให้ทำงานตามที่เราคิด เมื่อแกนนี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ก็จะมีผลทำให้ร่างกายเกิดการผิดปกติ โดยจะเริ่มจะ ไม่สามารถควบคุมร่างกายให้เดินอย่างปกติได้ อาจจะทำให้เซไปเซมา ต่อมาก็จะทำให้การกะระยะด้วยสายตา คลาดเคลื่อน ทำให้เห็นวัตถุใกล้หรือไกลกว่าความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีผลกับการหยิบจับสิ่งของ แม้การเขียนก็จะเป็นไปอย่าง ลำบากมากขึ้น ส่วนต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มไม่ทำงานตามที่เราต้องการ จนถึงระยะสุดท้ายที่แม้แต่การพูดก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่ออ้าปาก ก็ไม่สามารถบังคับให้ลมผ่านกล่องเสียงออกมาได้ โดยขณะที่ส่วนต่างๆของร่างกายนั้นไม่ทำงาน สมองของผู้ป่วยยังคงเป็นปกติทุกประการ รับรู้และเข้าใจ สภาวะรอบด้าน แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือโต้ตอบได้อย่างที่ต้องการ) เด็กผู้หญิงอายุ 14 ปี ที่สดใสร่าเริง เหมือนดอกไม้ที่กำลังผลิบานออกสู่โลกกว้าง กลับต้องรับรู้ว่าเธอจะต้องมีชีวิตด้วยการนับถอยหลัง ถ้าเป็นคุณ คุณจะถามตัวเองมั้ยว่า "ฉันมีชีวิตต่อเพื่ออะไรกันนะ?"
"โรคนี้ทำไมถึงเลือกฉันนะ?" ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถศึกษาได้ว่า โรค Spinocerebellar Degeneration มีสาเหตุมาจากอะไร? เมื่อไหร่? อย่างไร? และทำไม? ไม่มียาหรือวิธีการรักษาใดๆทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันที่จะรักษาโรคนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ชะลอไม่ให้อาการทรุดลงไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตที่สดใส สมบูรณ์ และอบอุ่น ได้ถูกโรคร้ายเข้ามาแทรกแซงอย่างไม่รู้สาเหตุ ถ้าเป็นคุณ คุณจะถามตัวเองมั้ยว่า "โรคนี้ทำไมถึงเลือกฉันนะ?"
"แม่ค่ะ...หนูอยากแต่งงาน"
ความไฝ่ฝันของผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้คือ การได้ครองคู่กับใครซักคนที่เรารักและรักเรา ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธ์ รอยยิ้มบนใบหน้าของคน 2 คน คำยึดมั่นที่เป็นพันธสัญญาว่า ทั้งสองจะอยู่ดูแลกันและกันตลอดไป สิ่งเหล่านี้คือความไฝ่ฝันของผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ ยกเว้นเธอ! ความฝันของเธอจบลงทันทีที่เธอรู้ว่าเธอป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Degeneration ที่ทำให้เธอไม่สามารถแต่งงานได้ อย่าว่าแต่แต่งงานหรือมีคนรักเลย แค่เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในวันพรุ่งนี้อย่างไรยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอเลย ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร เมื่อความจริงได้ ทำลายความฝันของคุณ?
บางทีการเหตุผลในการใช้ชีวิตก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่ใครๆหลายคนพยายามหาความหมาย มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? มีชีวิตอยู่เพื่อใคร? มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร?
ถ้าคุณพบว่าคุณมีชีวิตอยู่ด้วยการนับถอยหลัง คุณจะยังคงถามตัวคุณเองด้วยคำถามเหล่านี้หรือไม่? แล้วคำตอบล่ะ? ใครจะเป็นผู้ตอบคำถามของคุณ?
คิโต อายะ เด็กผู้หญิงอายุ 14 ปี ได้ค้นหาคำตอบเหล่านี้หลังจากที่เธอพบว่าเธอมีชีวิตอยู่ด้วยการนับถอยหลัง คำถามที่ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเธอเอง
"ฉันอยากมีประโยชน์" นี่คือคำตอบที่เธอค้นเธอ เมื่ออาการของโรคทรุคลงเรื่อยๆ เธอเริ่มจะเดินไม่ได้ เธอต้องรบกวนเพื่อนๆ ครอบครัว และคนรอบข้างช่วยดูแลเธอ และเมื่ออาการทรุดหนักมากยิ่งขึ้น การรบกวนก็ยิ่งมากขึ้นตามลำดับ จนคำพูด "ขอโทษที่รบกวน" เป็นคำพูดที่เธอพูดบ่อยที่สุด แต่แล้วเธอก็ได้ค้นพบว่า เธอไม่ได้เป็นภาระกับคนรอบข้าง เขาเหล่านั้นล้วนยินดีที่จะช่วยเหลือเธอ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยและยากลำบาก แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับคนรอบข้างและที่สำคัญ เธอได้ทำให้คนรอบข้างประจักษ์ว่า เธอไม่ใช่ภาระ!! บทกลอน ไดอารี่ และงานเขียนของเธอ ได้เป็นเทียนเล่มเล็กๆที่ส่องแสงสว่างสำหรับคนที่มึดมนไร้หนทาง และแล้วรอยยิ้มที่สดใสและมีความหวังของเธอก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง มีคนจำนวนมากมายที่ได้กำลังใจอยากเธอ จุดเริ่มต้นเล็กๆ จาก คน 1 คน แผ่ขยายไปสู่คนนับพัน จนกลายเป็นคนนับล้าน ทั่วญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว กำลังที่เธอสร้างขึ้นให้กับคนนับล้านได้ย้อนกลับมาสู่เธอทุกครั้งเมื่อเธอได้รับทราบว่า คนหลายๆคนที่กำลังคิดพยายามฆ่าตัวตาย ได้ล้มเลิกความคิดนี้เมื่อได้อ่านงานเขียนของเธอ คนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก กลับขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งเมื่อได้อ่านงานเขียนของเธอ คนพิการที่คิดว่าตัวเองคือภาระของสังคม มีชีวิตอย่างไร้หนทาง และยากลำบาก กลับได้มองเห็นถึงคุณค่าของตัวเขาเอง หลังจากที่ได้อ่านงานเขียนของเธอ เธอได้แสดงให้คนเหล่านี้เข้าใจว่า คุณค่าของความเป็นคนอยู่ที่ตรงไหน "ชีวิตของคนเราทุกคนมีค่าเท่ากับ 1 เหมือนกันหมด แต่สิ่งที่แต่ละคนทำต่างหากที่มีค่าไม่เท่ากัน" ต่อไปถ้าคุณได้รับความช่วยเหลือ คำพูดที่คุณจะพูด ไม่ใช่ "ขอโทษที่รบกวน" แต่เป็น "ขอบคุณที่ช่วยเหลือ"
----------------------------------
สำหรับผมแล้ว ละครเรื่อง 1 litre of tears เป็นอะไรที่สะเทือนใจมากเอาการ ไม่ใช่แค่ละครเศร้าๆทั่วๆไป มีเรื่องนึงที่ผมพยายามเลี่ยงไม่พูดถึงมาตลอด คนรักเก่าของผม เธอไม่สบายเป็นโรค "เนื้องอกที่ปลายประสาท" ลักษณะอาการดารของโรคคือ จะมีเนื้องอกเกิดขึ้นที่ปลายเส้นประสาททั่วร่างกาย ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ตามแต่ละจุด โรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ไม่ใช่แค่ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกก็จบ เพราะ เนื้องอกที่เกิดขึ้นนั้นมีจำนวนมากมายทั่วร่างกาย และเมื่อผ่าเอาก้อนนี้ออก ก็จะมีก้อนใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่ วิธีรักษาจึงทำได้เพียงแค่ผาตัดเอาเนื้องอกที่เป็นอันตรายมากออก เธอได้เข้ารับการผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก ที่คอและที่ต้นขา เพื่อเอาเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่มากจนไปเบียดเส้นเลือดใหญ่ออก 2 ก้อน การผ่าตัดครั้งนั้นทำให้เธอไม่สามารถเขียนใช้มือขวาได้อย่างเต็ม 100% อีกต่อไป และยังมีอาการเจ็บแปล๊บๆบ้างบางครั้ง การผ่าตัดครั้งที่ 2 เธอเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกที่ศรีษะออก เนื่องจากเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ณ ตอนนี้ เธอพบว่า เธอได้มีเนื้องอกเกิดขึ้นที่เอวอีก 2 ก้อนใหญ่ และต้นปีหน้าเธอจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่คอก้อนที่เหลืออก เพราะเนื้องอกก้อนนี้มีขนาดใหญ่มากขึ้นจนเข้าไปเบียดไขสันหลังทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้ถ้าไม่ผ่าตัด เธอเป็นคนรักเก่าของผม ผู้หญิงที่คบกันมาร่วม 2 ปี ตลอดเวลาที่คบกัน ผมถูกคนรอบข้างทั้งฝ่ายผมและเธอแสดงความไม่เห็นด้วยมาตลอด คนรอบข้างฝ่ายเธอมองว่า ผมไม่ได้รักเธอจริง และผมไม่มีวันที่จะดูแลเธอได้ คนรอบข้างฝ่ายผมมองว่า เธอไม่ได้รักผมจริง และต่อให้รักกันจริงก็ไม่มีทางไปด้วยกันรอดด้วยเงื่อนไขที่กิดขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 คืนวันสิ้น ขณะที่ที่บ้านผมกำลังฉลองอย่างมีความสุข แต่ก็ต้องสะดุดลงด้วยการเสียชีวิตของพี่ชายผมที่หัวใจวายกระทันหัน นี่นับเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผม หน้าที่ที่เพิ่มขึ้นมา ผมจำเป็นต้องมีทายาทให้ครอบครัว เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกผู้ชายคนเดียวของบ้าน และเธอก็ไม่สามารถมีลูกให้ผมได้ เพราะโรคที่เธอเป็น ทำให้สามารถมีบุตรได้เลย อีกทั้งเธอยังป่วยเป็นกระดูกสันหลังคด ซึ่งต่อให้ผมทำเด็กหลอดแก้วขึ้นมาได้แต่ก็ไม่สามารถใส่เข้าไปในมดลูกของเธอได้ เพราะกระดูกสันหลังของเธอไม่สามารถรับน้ำหนักจากการตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งเด็กที่เกิดขึ้นมีโอกาสเสี่ยงสูงมาที่จะป่วยเป็นโรคเดียวกับเธอ นี่คือสาเหตุที่ครอบครัวผมไม่เห็นด้วยกับการที่ผมจะเป็นคนรักของเธอ แต่ครอบครัวผมไม่เคยบอกห้าม หรือ แสดงอาการไม่พอใจใดๆเลย ถึงแม้ว่าผมจะยังคงคบเธอต่อไป เพื่อนๆของผมทุกคนไม่มีใครที่เห็นด้วยกับเรา ครอบครัวผมไม่เห็นด้วยกับเรา "ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราบ เพราะนี่คือการตัดสินใจของผม" ผมทราบครับว่าผมจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างถ้าผมคบเธอเป็นคนรัก ผมเต็มใจและพึงพอใจที่จะเผชิญกับความยากลำบากที่เกิดขึ้น เพราะสำหรับผมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความยากลำบากเลยแม้แต่น้อย ผมทำไปด้วยใจรักอย่างมีความสุข และผมจะพยายามดูแลเธอให้ดีที่สุดเท่าที่ผมสามารถด้วยกำลังของผม ถึงแม้ว่าเธอจะต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกปี ถึงแม้ว่าเธอจะต้องหาหมอทุกเดือน ถึงแม้ว่าเธอจะต้องทานอาหารได้แค่บางอย่าง ถึงแม้ว่าเธอจะทำงานไม่ได้ ถึงแม้ว่าเธอจะ...ฯลฯ ผมก็ยินดีที่จะดูแลเธอตลอดไป นี่คือสิ่งที่ผมคิด และผมได้ทำมาตลอดเวลาที่ผมเป็นคนรักของเธอ แต่ในที่สุดเมื่อผมต้องเผชิญกับความจริง ความจริงที่โหดร้าย ความจริงที่ว่าแค่ความรักไม่สามารถทำให้เราไปด้วยกันได้ เงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้สำหรับผมและเธอทำให้เธอตัดสินใจเดินจากผมไป คำพูดที่เธอทิ้งท้ายไว้กับผมเมื่อตอนบอกเลิกคือ "พี่เจน แค่ความรักน่ะ มันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ" ผมในตอนนั้นเข้าใจไว้ว่าทำไมคนทุกคนบนโลกนี้ถึงคิดแทนผม แม้แต่เธอ ผมเต็มใจ ผมพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ทำไมพวกคุณถึงคิดแทนผมว่า "ไม่ได้" แม้แต่เธอก็ยังคิดแทนผมว่า "ไม่ได้" มาในวันนี้ ผมเข้าใจเธอมากขึ้น ผมเข้าใจคนรอบข้างผมมากขึ้น ผมเข้าใจพวกคุณนะ และผมขอขอบคุณพวกคุณที่เห็นห่วงผมมาก ผมซาบซึ้งพวกคุณมากๆ แต่ผมขออภัยที่ต้องพูดว่า "ถ้าคนรักใหม่ของผม ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ และต้องได้รับการดูแลอย่างสูงมาก อีกทั้ง ยังไม่สามารถมีลูกได้ ผมก็จะรักเธอ ดูแลเธอ และทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุขครับ" ผมยอมรับนะว่าผมเป็นคนดื้อ โดยเฉพาะความรักผมดื้อไม่มีที่สิ้นสุด มาถึงวันนี้เธอเป็นแค่น้องสาวของผมคนนึง สัมพันธ์ภาพใหม่ที่พูดคุยกันบ้าง ดูแลกันบ้างตามที่ฐานะพี่น้องจะทำได้ เป็นสิ่งที่ทั้งผมและเธอพึงพอใจเป็นอย่างมาก และเราสบายใจที่จะคุยกันในทุกๆเรื่องมากกว่าแต่ก่อน และที่สำคัญความกดดันและปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากที่เราเป็นเพื่อนกัน ตอนนี้ เธอมีคนรักใหม่แล้ว ผมเองก็มีผู้หญิงคนใหม่ที่ผมสนใจอยู่เช่นกัน ผมไม่รู้หรอกนะว่า ต่อไปเธอจะเป็นอย่างไร่ แต่ที่แน่ๆไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อไหร่ก็ตาม ผมจะดูแลเธอเหมือนพี่ชายที่คอยดูแลน้องสาวคนนึง และผมมั่นใจว่าคนรอบข้างของผมจะเข้าใจผม วันนี้ผมได้นำละครเรื่อง นี้ไปให้เธอ น้องสาวของผม ผมได้บอกเธอว่า "เอาไปดูนะ ดูแล้วเราจะเข้าใจว่าพี่คิดอย่างไร และที่สำคัญเราจะเข้าใจว่า เรามีจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?"
Only human : K
Kanashimi no mukou kishi ni
หมายเหตุ เนื้อเพลงผมไม่ได้แปลเองนะ ผมเอามาจาก Sub title ในแผ่น
ปล. - ตอนนี้ผมไม่ได้คุยกับเธอมานานหลายดือนแล้ว เธอก็ยังคงเป็นเธอที่เข้มแข็งและสุขสบายดีถึงแม้ไม่มีผม - บางทีความหมายของชีวิตและคำตอบของชีวิต ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนหรอกนะครับ แค่คุณใช้ชวีวิตของคุณอย่างเต็มที่ เพื่อที่วันพรุ่งนี้คุณจะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายว่า"ทำไมเมื่อวานฉันถึงไม่ทำแบบนั้นนะ?" - 1 litre of tears มีทั้ง หนังและละคร ครับลองๆไปหามาดูนะครับ ละครมีทั้งหมด 11 ตอนด้วยกันครับ เนื้อหาหนังกับละครจะแตกต่างกันตรงที่ ในหนังเธอไม่มีคนรัก แต่ในละครเธอมีคนรัก - หนังสือ 1 litre of tears ได้ถูกตีพิมพ์เฉพาะในญี่ปุ่นไปแล้วว่า 1.2 ล้านเล่ม - 1 litre of tears ไม่ได้หมายความว่า คุณดูหนังเรื่องนี้แล้วจะต้องเสียน้ำตา 1 ลิตร หรือ น้ำตา 1 ลิตรที่ไหลออกมาจากคามเศร้าหมอง คุณคงต้องดูตัวหนังก่อนครับว่า ความหมาย 1 litre of tears สำหรับคุณแล้วคืออะไร? - ยังหาวิธีลงเพลงใน Blog ไม่ได้ครับ =_=" - ขอบคุณมากๆครับสำหรับคำแนะนำวิธีลงเพลงครับ ^0^ และ "ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ" |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||