พิมพ์หน้านี้
|
พ้นเทศกาลแห่งความรักหวานฉ่ำไปแล้ว ผมขอกลับมาสู่เรื่องหลักของผมต่อครับ คราวที่แล้วเล่าเรื่องพ่อค้าชาวจีนรุ่นแรกๆในศรีสะเกษไปแล้ว คราวนี้ย้อนกลับไปเก่ากว่านั้นอีกนิด เป็นเรื่องของพ่อค้ากลุ่มแรกที่เข้ามาในพื้นที่ศรีสะเกษ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วครับ.. พื้นที่อีสานตอนใต้ในอดีต มีชนพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ กระจายเป็นกลุ่มเล็กๆอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาลาวและเขมรเป็นหลัก อีสานตอนใต้คือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างสองหัวเมืองหลักคือนครราชสีมาและอุบลราชธานี ซึ่งมีการปกครองที่กระจายอำนาจเชื่อมโยงมาจากส่วนกลาง ความเจริญต่างๆก็แพร่กระจายจากหัวเมืองทั้งสองเข้าสู่พื้นที่ที่อยู่ระหว่างกลาง โดยนอกจากเจ้าหน้าที่ปกครองบ้านเมืองแล้ว คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่พร้อมกับนำความเจริญเข้ามาก็คือ พ่อค้า นั่นเอง ในศรีสะเกษนั้นกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามากลุ่มแรกๆคือกลุ่มที่มาจากนครราชสีมา ซึ่งกลุ่มพ่อค้าเหล่านี้เองก็ถูกกดดันจากกลุ่มพ่อค้าจากส่วนกลางที่แผ่เข้ามาพร้อมการกระจายการปกครอง จนต้องกระจายตัวกันออกมาหาลู่ทางขยายกิจการใหม่ๆ และมาถึงศรีสะเกษเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว ในยุคนั้นที่ว่าการเมืองศรีสะเกษตั้งอยู่บริเวณสถานีตำรวจเมืองศรีสะเกษปัจจุบัน เป็นอาคารไม้ หลังคากระเบื้องดินเผา ยกพื้นสูง บริเวณโดยรอบปลูกต้นตาลเป็นแนวอาณาเขต ถือได้ว่าตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง มีคุ้มบ้านเรือนผู้คนอยู่รายรอบ ปลูกบ้านอยู่ในเรือกสวนกันเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มพ่อค้าจากนครราชสีมาได้รวมตัวตั้งบ้านเรือนเป็นเรือนแถว และตึกแถว อยู่บริเวณถนนอุบลติดกับวัดหลวงสุมังคลาราม ทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าทั่วไป รับซื้อของป่า หนังสัตว์ เมื่อได้ปริมาณพอสมควรก็บรรทุกเกวียนไปขายที่นครราชสีมา แล้วซื้อสินค้าจากที่โน่นกลับมาขายที่ศรีสะเกษ ทางด้านฝั่งทิศตะวันออกของที่ว่าการเมือง พ่อค้าจากนครราชสีมาอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ตั้งถิ่นฐานที่บริเวณนี้ กลุ่มนี้จะถนัดในด้านอาหารและของบริโภคต่างๆ มีการทำขนมจีนน้ำยา คั่วหมี่โคราชใส่ไก่ ลอดช่องน้ำกระทิ ข้าวปาด ไข่เหี้ย ฝักบัว แล้วหาบขายไปตามย่านชุมชน อาชีพนี้ยังทำสืบต่อกันมาในคุ้มจนปัจจุบัน โดยเฉพาะเส้นขนมจีนสด ยังมีบ้านที่ทำอยู่ต่อเนื่องมา ส่วนอาหารอย่างอื่นก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา การเดินทางจากศรีสะเกษไปนครราชสีมาสมัยนั้นใช้เกวียนเป็นหลัก รอนแรมไปประมาณ 12-15 วัน วัวจะเดินทางได้เฉพาะตอนเช้าตรู่ถึงสายๆ แล้วจะต้องพักเกวียน ปลดวัวให้กินหญ้า คนก็หุงหาอาหารพักผ่อน จนบ่ายๆแดดอ่อนจึงเดินทางอีกครั้ง ค่ำไหนนอนนั่น เดินทางร่วมกันเป็นขบวนใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ที่สำคัญคือเรื่องของความปลอดภัย เพราะระหว่างทางจะต้องผ่านเขตอิทธิพลของกลุ่มต่างๆ ต้องรู้จักและขออนุญาตผ่านทางมาตลอดเส้นทาง มิฉะนั้นอาจไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าไว้ว่าในเขตพื้นที่ลำปลายมาศ (อำเภอหนึ่งในบุรีรัมย์) จะมีผู้มีอิทธิพลที่นิ้วเท้าด้วน เมื่อจ่ายค่าคุ้มครองแล้ว เขาจะเป็นผู้นำทางตลอดเส้นทางในพื้นที่ของเขา และจะทำเครื่องหมายประจำตัวที่รู้กันดี คือการทำกองมูลทรายไว้ตามทางแยกแล้วประทับรอยเท้าที่นิ้วด้วนไว้เป็นเครื่องหมายให้กลุ่มอื่นๆได้ทราบ การเดินทางด้วยเกวียนจะทำในฤดูแล้งที่เดินทางสะดวก ในฤดูฝนจะเดินทางโดยเรือ เป็นเรือกลไฟลากจูงเรือกระแชงหลายลำเป็นขบวนเช่นกัน เรือจะจอดที่ท่าเรือหรือท่าทางเกวียนห้วยสำราญ (ชุมชนท่าเรือในปัจจุบัน) ออกไปสู่แม่น้ำมูล และเดินเรือทวนน้ำขึ้นไปจนถึงเขตท่าช้างที่นครราชสีมาจึงต่อเกวียนเข้าเมือง การเดินทางด้วยเรือนั้นต้องเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางให้พร้อมและพอเพียง ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง ส่วนทางเกวียนนั้นไปหาเอาตามทางข้างหน้า เพราะมีเวลาพักตอนกลางวันมากพอจะหาปลาตามหนอง หรือซื้อข้าวปลาตามชุมชนที่เดินทางผ่าน การพักนอนกลางคืนของขบวนเกวียน จะใช้เกวียนล้อมเป็นวงให้วัวอยู่ตรงกลาง ก่อกองไฟไว้ทั้งคืน มีคนผลัดกันอยู่เวรยาม เพื่อคอยระวังการปล้น การป้องกันการปล้นนั้นในขบวนคาราวานจะต้องมีผู้ควบคุมดูแลที่คอยประสานงานกับกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น และเป็นผู้กำหนดเส้นทาง จุดพักแรม ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การเดินทาง และมีชื่อเสียงอิทธิพลพอตัว ส่วนใหญ่แล้วจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนในแต่ละวัน แล้วนัดพบกันที่จุดพักแรมเวลากลางคืน กลุ่มพ่อค้าจากนครราชสีมาเหล่านี้ทำมาค้าขายตั้งชุมชนเจริญรุ่งเรืองอยู่ในศรีสะเกษมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองที่มีคนนับหน้าถือตามากมาย ได้แก่ตระกูลมหาผล เป็นต้น ธุรกิจการค้าของพ่อค้ากลุ่มนี้เริ่มซบเซาลงพร้อมกับการมาถึงของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่มากับรถไฟ ดังที่ได้กล่าวไว้ในเอนทรี่ที่แล้ว อนุสรณ์ความเจริญรุ่งเรืองของย่านการค้ายุคแรกยังเหลืออยู่เป็นอาคารไม่กี่หลังในปัจจุบัน และผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังทราบเรื่องราวเหล่านี้ก็เหลือไม่กี่ท่านแล้วเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ผมจะพยายามรวบรวมเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้(และเวลาของผมกับท่านเหล่านั้นจะเอื้ออำนวย) ส่งท้ายด้วยภาพเล่าเรื่อง..เล่าเรื่องจากภาพ.. คราวนี้เป็นเมืองศรีสะเกษปัจจุบันในมุมสวยๆที่เพิ่งไปตระเวณถ่ายมาฝากครับ ภาพอาจน้อยไปหน่อยไม่จุใจ ขอเก็บไปแก้ตัวคราวหน้านะครับ
ถนนราชการรถไฟ เป็นย่านการค้าเก่าของคนจีนยุคแรกๆครับ
รูปนี้ถ่ายจากมุมสูงของย่านนี้ครับความเก่าใหม่ของย่านให้ดูจากสีหลังคา และสีตึกได้เลยครับ
เป็นอาคารเก่าอีกหลังหนึ่งตรงสามแยกหัวถนนครับ
ร้านนี้หันหน้าเข้าสถานีรถไฟ แต่ตอนนี้กลายเป็นตลาดอาหารช่วงหัวค่ำไปแล้วครับ
ผมนำรูปสองรูปนี้มาเปรียบเทียบให้ดูครับ 2551ซ้าย - 2495ขวา
ถนนอุบลครับ ที่เห็นลิบๆปลายรูปคือย่านการค้าของพ่อค้านครราชสีมายุคแรกครับ
ถ้าหันหลังกลับมาจะเห็นอย่างนี้ครับ เป็นช่วงขอบริมของย่านการค้าชาวจีนยุคแรกครับ
ถนนเส้นนี้เพิ่งตัดใหม่ประมาณสิบปีนี่เองเพื่อเชื่อมย่านการค้าเก่าและใหม่เข้าด้วยกันครับ ที่สำคัญคือราคากระฉูด...
บ้านเก่าๆที่เจ้าของดูแลอย่างดี อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลประชารักษ์ครับ
โรงหนังเก่า "ศรีสะเกษรามา" ร้างแล้วครับ ในรุ่นๆเดียวกันทุบทิ้งหมดแล้วครับ
ภาพเขียนสีน้ำมัน ตึกขุนอำไพพาณิชย์ โดย วีระเทพ ฐิติสมบูรณ์ เขียนช่วงที่อาคารพังครับ
ตลาดหอม กระเทียม บริเวณชุมชนท่าเรือปัจจุบันครับ สินค้าเศรษฐกิจหลักของเมืองเลยครับ
พอใส่คลิบเพลงเป็นเลยขอเอาเพลงนี้มาฝากก็แล้วกันครับ |
| เก็บตกภาพสวยๆครับ | ||
เก็บมาฝาก |
||
|
View All |
||
| ทหารพระนเรศวร | ||
สันติ ลุนเผ่ |
||
|
View All |
||