พิมพ์หน้านี้
|
คุณเคยคิดหรือไม่ว่า วันหนึ่งข่าวคราวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทั่วโลกจะเลิกนำเสนอข่าวเรื่องการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ หรือข่าวอาชญากรรม หันมาเสนอข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแทน หลายคนอาจคิดว่านี่คงเป็นเรื่องตลกที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา แต่ในอีก 1 ทศวรรษข้างหน้า มันอาจทำให้คุณถึงกับหัวเราะไม่ออกก็ได้ เพราะตอนนี้บรรดาหน่วยงานและ นักวิทยาศาสตร์ต่างพาฟันธงว่ามหันตภัยร้ายที่เกิดจากภาวะโลกร้อนนั้น กำลังรอเวลาที่จะคืบคลานเข้ามาทำลายโลกของเรามากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็น คริส โทมัส นักวิทยาศาสตร์สังกัดมหาวิทยาลัยยอร์ก ได้กล่าวในที่ประชุมสมาคมเพื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ ประเทศอังกฤษ ว่า สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง หรือ "ภาวะโลกร้อน" จะทำให้อุณหภูมิของโลกภายในห้วงระยะเวลาอีกประมาณ 93 ปีข้างหน้า หรืออในปี ค.ศ.2100 (พ.ศ.2643) เพิ่มสูงขึ้นกว่าปัจจุบันอีก 2-6 องศาเซลเซียส ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change -IPCC) ของสหประชาชาติ ว่าสิ้นศตวรรษนี้หรือปี 2100 อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นระหว่าง 1.8-4 องศาเซลเซียส หรือ 3.2-7.2 องศาฟาเรนไฮต์ และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นระหว่าง 28-43 เซนติเมตรหรือ5-23 นิ้ว และแผ่นน้ำแข็งฤดูร้อนในทะเลอาร์กติกจะละลายหมดภายในกลางศตวรรษ อย่างไรก็ตามใช่ว่าชาวโลกจะละเลยปัญหานี้ซะทีเดียว เพราะจะเห็นว่าปัจจุบันนานาประเทศก็เริ่มหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น อย่างล่าสุดในที่ประชุมประเทศประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ชาติ หรือ จี 8 ก็ยังมีการหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมาหารือกัน โดยสหรัฐอเมริการเป็นผู้เสนอให้ประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุดในโลก 15 ราย ประชุมกันเพื่อกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซ ภายในสิ้นปีหน้า หรือแม้แต่ประเทศจีนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มจี 8 ก็เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นครั้งแรก ด้วยการระบุว่าจะควบคุมการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ในส่วนของไทยเอง ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ผ่านมา พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็กล่าวว่ารัฐบาลตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน และพร้อมจะผนึกกำลังร่วมกับประชาคมโลกเพื่อแสวงหาทางออก และแก้ไขโลกร้อนทุกระดับ เห็นข่าวคราวแบบนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นนิมิตอันดี ที่นานาชาติจะร่วมมือกันกอบกู้มหันตภัยร้าย ไม่ให้มาทำลายโลกของเรา แต่พอหันไปดูข่าวคราวที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็พลอยทำให้ต้องคิดหนักมากขึ้น เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาชาวอินเดียนับร้อยเพิ่งเป็นเหยื่อรายล่าสุดที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับฮีตเวฟที่แผ่ปกคลุมทางภาคเหนือและภาคกลางของอินเดีย อ่านข่าวนี้แล้วเลยพาให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่คนในยุโรปเสียชีวิตถึง 30,000 ศพ ในกรณีเดียวกัน หันหลังกลับมาดูประเทศไทยของเราบ้าง ที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลพวงจากภาวะโลกร้อนไม่น้อยเช่นกัน หากยังจำกันได้ เมื่อหลายปีก่อนประเทศไทยต้องประสบเหตุการณ์ซึนามิ หรือ เมื่อเร็วๆนี้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นที่จ. เชียงใหม่ ปรากฎการณ์ธรรมชาติทั้งสองนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน แต่เมื่อวันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งเหล่ามันสะท้อนให้เห็นถึงอะไร มันอาจเป็นลางบอกเหตุเพื่อเตือนให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันกำลังก้าวเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที หากพวกเราไม่ร่วมร่วมใจกัน วาระสุดท้ายของโลกนั้นคงกำลังฉายให้เห็นลางๆ แต่ก่อนหน้าที่จะถึงวันนั้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับคงต้องทำหน้าที่ของสื่อมวลชนครั้งสุดท้ายในการรายงานความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของชาวโลก อันเกิดจากภาวะโลกร้อน จนไม่เหลือ พื้นที่ใช้นำเสนอข่าวอื่นได้
|
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |