|

จันทร์นี้ก็เหมือนทุกๆ จันทร์ เป็นวันที่พนักงานธนาคารเหน็ดเหนื่อยสาหัส เสาร์-อาทิตย์แสนสบายอยู่ในดักแด้ สะสมเรี่ยวแรงเพื่อเช้าวันจันทร์กลายเป็นผีเสื้องาน เย็นวันศุกร์ ผีเสื้อทิ้งปีกกลับเข้าดักแด้
ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้ง และอีกครั้ง ในอาคารฉ่ำแอร์ ฉันนั่งประจำเค้าน์เตอร์บริการลูกค้า เที่ยงนี้ก็ไม่ต่างจากทุกเที่ยง มันเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าหนาแน่นที่สุด ลูกค้าพากันมาธนาคารอย่างกับนัดแนะ แต่จำนวนพนักงานกลับลดลง หนึ่งในสามของพนักงานต้องออกไปพักกลางวัน เค้าน์เตอร์ฝาก-ถอนสองในสี่หยุดให้บริการ ควรจะเป็นหนึ่งในสี่ แต่วันนี้พนักงานคนหนึ่งไม่รักษาเวลา เขาพักเที่ยงกะแรก ควรพร้อมเริ่มงานเที่ยงตรง แต่เขาช้าไป 10 นาทีแล้ว 10 นาทีในห้องนี้ต่างจากข้างนอก ฉันต้องเร่งความเร็ว เร่งลมหายใจ รักษาสมาธิ ควบคุมอารมณ์ อาณาเขตเวลาในงานธนาคารจึงกว้างขวางอย่างจักรวาล
นิ้วกรีดนับธนบัตร ลูกค้ายืนเข้าแถวยาว ปลายแถวชิดผนังด้านตรงข้าม ฉันปรายตาผ่านประตูซึ่งเปิดเข้าห้องอาหาร ก่อนสบตาหัวหน้า หล่อนยิ้มเยือกเย็น ยิ้มได้สิ อิ่มแล้วนี่ ฉันล่ะ ต้องรออีกตั้ง 40 นาที ต้องนับเงินอีกกี่แสน ฉันหิว อยากเข้าห้องน้ำ แต่แถวลูกค้ายังไม่สั้นลง เค้าเตอร์ยังเปิดแค่สองช่อง และหัวหน้ายังยืนคุมข้างหลัง
ช่วยไม่ได้ ฉันต้องลดความเร็ว เพื่อเพิ่มสมาธิ ฉันไม่อยากทำงานพลาด ในงานธนาคารความผิดพลาดชดใช้ด้วยเงิน ฉันไม่ยอมให้เกิดขึ้นแน่ ทำงานต้องได้เงิน ไม่ใช่เสียเงิน
พักสายตา มองถนนผ่านกระจกสีชา แดดข้างนอกคงร้อนน่าดู ถึงจะร้อนแค่ไหนฉันก็สวมสูทเท่ๆ นั่งเย็นสบายอยู่ในนี้ ฉันโชคดีกว่าคนอีกมากมาย อย่างน้อยก็ไม่ต้องตากแดดตากลม กระจกกรองแสงทำให้สีสันข้างนอกซีดเซียว เหมือนโลกกำลังอ่อนล้า ผู้ชายคนหนึ่งข้ามถนนตรงมา สีแดงสว่างไสวกลางแดด ประหลาดจริง ฉันเห็นสีแดงสด ชายหนุ่มร่างผอมในเสื้อยืดแดง เขานั่นเอง เขายังสวมเสื้อตัวเดิม ฉันพบเขาในวันเสาร์ เพื่อนเก่าคนหนึ่งแนะนำให้รู้จัก เพื่อนของฉันกำลังเริ่มเขียนหนังสือ เธอบอก เขาเป็นนักเขียน ฉันไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ตื่นเต้นเมื่อได้พบนักเขียน แต่ฉันชอบที่เขาดูแปลกๆ เขาเป็นคนกรุงเทพที่แต่งตัวเชยเฉิ่ม หัวเราะเสียงดังเหมือนเด็ก และสนุกกับทุกเรื่อง เขาบอก จะมาอยู่เชียงใหม่เพื่อเขียนนิยายให้จบ ฉันถาม ทำไมไม่เขียนบ้านคุณ "ผมชอบเดินทาง สนุกดี" ฉันก็ชอบเดินทาง ฉันอยากเห็นโลกให้มากที่สุด แต่ฉันไม่ค่อยมีเวลา
วันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน ลาพักร้อนแสนยาก ฉันได้สิทธิ์พักร้อนปีละ 12 วัน แต่เป็นสิทธิ์ที่หัวหน้างานไม่อยากให้ใช้ หล่อนเป็นคนประเมินผลงานของฉัน ถ้าฉันอยากได้เกรดดีๆ ฉันต้องอยู่ในกรอบของหล่อน สำหรับหล่อน คุณสมบัติสำคัญของพนักงานชั้นดีคือการทุ่มเทเวลาให้ธนาคาร "เสียแต่ไม่ค่อยมีเงิน ผมไปได้ไม่ไกลอย่างใจ" ฉันมีเงิน มีมากพอที่จะเที่ยวได้ทั้งปี "ฉันไม่มีเวลา ไปได้ไม่ไกลเหมือนกัน" แล้วเราก็หัวเราะ เขาโดยสารรถไฟชั้น 3 มาเชียงใหม่พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้ากับเครื่องพิมพ์ดีดคู่ใจ นั่งคุยกับคนบ้าบนรถไฟทั้งคืน ฉันคิด นั่นลำบากและน่ากลัว แต่เขาเล่าเหมือนมันสนุก เขายังบอก เขาชอบเดิน การเดินทำให้รู้จักเมืองอย่างแท้จริง "ขับรถก็รู้จักเมืองได้" ฉันเถียง เขาว่าจะเดินให้ทั่วเชียงใหม่ แล้วเขียนเรื่องเกี่ยวกับล้านนาให้อ่าน ฉันคะนองปาก ท้าเขาว่าถ้าเขาเดินจากที่พักมาหาฉัน ฉันจะลางานพาตะเวนทั่วภาคเหนือ "คุณยื่นใบลาได้เลย" เขาบอก ท่าทางมั่นอกมั่นใจ จากเชิงดอยสุเทพถึงสันป่าข่อยต้องเดินข้ามเชียงใหม่ทั้งเมือง แดดร้อนอย่างนี้ เขายังเดินมา บ้าจริง เขาผลักประตูธนาคาร เข้ามายืนเก้ๆกังๆ หันซ้ายหันขวา ยิ้มเมื่อเห็นฉัน ฉันรู้ว่าเขาอยากพูดอะไร -ผมชนะ ฉันขยับจากเก้าอี้ แต่ต้องนั่งลงเมื่อสบตาหัวหน้า นิ้วกรีดนับธนบัตร ตามองเขา -เหนื่อยมั้ยคุณ แถวลูกค้ายังยาว ฉันเร่งมือทำงาน ถ้าลูกค้าน้อยลง ฉันอาจขออนุญาตหัวหน้าไปทักเขาได้ เขาเดินไปที่เครื่องทำน้ำเย็น -นั่นแหละ ดื่มน้ำซะหน่อย พักให้หายเหนื่อย เดี๋ยวค่อยคุยกัน "ทำรายการนี้ก่อน ลูกค้ารายใหญ่รอในห้องผู้จัดการ" หัวหน้าส่งเช็คเงินสดให้ จำนวนเกือบห้าแสน ฉันต้องเบิกเงินจากแคชเชียร์ พนักงานที่พักกะแรกกลับมา เค้าน์เตอร์เปิดสามช่อง แต่ฉันต้องหยุดบริการชั่วคราว เพื่อเบิกเงินให้ลูกค้ารายใหญ่ "เพื่อนมาหา น่าจะไปทักเขาหน่อยนะคะ" ฉันเปรยกับหัวหน้า "รอพักเที่ยงก่อนเถอะ คิวยาวแบบนี้ เดินออกไปคุยเล่นกับเพื่อน ลูกค้าจะตำหนิได้" ฉันจัดเงินลงถุงกระดาษสีน้ำตาล ส่งให้ลูกค้าถึงห้องผู้จัดการ แล้วกลับมาประจำเค้าน์เตอร์ เขายังอยู่ เสื้อสีแดงลอยคว้างในห้องสีเทา ฉันจ้องเขา -หายเหนื่อยหรือยัง รับสมุดเงินฝากจากลูกค้ารายต่อไป ตามองเขา -เดินมาข้างหน้าสิ เดินอีกนิดเดียว จะได้คุยกัน เขายืนยิ้ม ยิ้มกว้าง เปิดเผย เขาดูเหมือนดอกไม้สีแดง อยากให้เขารอจนถึงเวลาพัก จะได้กินข้าวด้วยกัน ฉันมองหาใครสักคนที่ว่างพอจะเดินไปบอกเขา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เที่ยงวันจันทร์ในธนาคาร ทุกวินาทีของทุกคนคืองาน ถ้าเขาเป็นคนหนึ่งที่เข้าแถวรอรับบริการ อย่างน้อยฉันก็ได้พูดสวัสดีและขอบคุณ แต่เขาไม่ใช่ลูกค้า เขาเป็นดอกไม้ ดอกไม้สีแดงเบ่งบานข้ามเมืองมาอยู่ตรงหน้า ห่างไปไม่เกิน 10 เมตร "มีสมาธิหน่อยสิ เดี๋ยวเงินขาดนะ" หัวหน้าเสียงแข็ง เออ รู้แล้ว ฉันตะโกนข้างใน พยายามรวบรวมสมาธิ รับสมุดเงินฝากจากลูกค้า นับเงิน เคาะคีย์บอร์ด ระยะทาง 10 เมตร อีก 20 นาที ก่อนพักเที่ยง
.. เมื่อเงยหน้าขึ้น ฉันหวังว่าดอกไม้สีแดงจะยังบานอยู่ ที่เดิม
(สำหรับเพื่อนผู้เป็นดอกไม้แปลกตาของฉัน)
|