วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม 2551
ชา ที่ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis รวบรวมข้อมูลที่ผมเล่าไว้ มาบันทึกไว้ที่นี่อีกแห่งหนึ่ง
Posted by
แต๋งแต๋ง
,
ผู้อ่าน : 563
, 12:49:19 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ชา ที่ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis รวบรวมข้อมูลที่ผมเล่าไว้ มาบันทึกไว้ที่นี่อีกแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นความรู้ที่ให้ประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจ เนื่องจากบางทีเอนทรี่เดียว ตกกระดานหายวับในพริบตาจึงเก็บแยกมาจากเอนทรี่ของคุณsomboontiew ในเอนทรี่นี้ ผมจะเพิ่มความรู้ที่ผมได้มาให้ท่านผู้สนใจได้อ่านเรื่อยๆเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ชา ใบชา น้ำชาอุปกรณ์ชงชา การชงชา เกร็ดความรู้ต่างๆ โดยจะลงข้อมูลเรื่อยๆ ตามโอกาสที่จะพึงมีครับ 
ชาร้านก๋วยเตี๋ยว ชงไม่มีมาตรฐาน จางบ้างเข้มบ้าง มักคุณภาพต่ำ เราคุ้นเคยกว่าชาอื่นๆ เพราะกินฟรีเวลากินก๋วยเตี๋ยว ทำให้เราคิดว่าชามันเป็นอย่างนั้น
แต่จริงๆแล้ว ชาจีนมีคุณค่ามากมายเกินกว่าที่เราคิด
คนจีนกินชามากว่า๓๐๐๐ปี ชาจีนมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ภายในใบอ่อนของชาไปถึงยอดตูม จะมีสารที่เป็นประโยชนืแก่ร่างกาย หลายชนิด ได้แก่ -สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นอนุมูลที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ในร่างกาย เป็นพิษต่อเซลล์ต่างๆ -สารแทนนินมีฤทธิ์ทำให้ท้องผูก -คาเฟอีนปริมาณต่ำ ประมาณ แก้วละ๓๐-๔๐มิลลิกรัมต่อแก้ว(ขึ้นกับความเข้มของชา) -สารอื่นๆจำไม่ได้ คุณประโยชน์ของชาจีน -ลดการดูดซึมของไขมันและธาตุเหล็ก -เพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย -ทำให้สดชื่นแจ่มใส -มีการทดลองในหลอดทดลองพบการยับยั้งการแบ่งเซลล์ของเซลล์มะเร็งกระเพาอาหาร -เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในตาข่ายหลอดเลือดฝอย -มีสารอาหารอื่นๆ เช่น ฟลูออไรด์ เป็นต้น -เพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย -ฯลฯ
หมายเหตุ ไม่ควรใช้ในลักษณะยาเพื่อหวังผลต้านมะเร็ง เพราะเป็นเพียงงานวิจัยในหลอดทดลอง
คุณค่า ของชา อร่อย หอม การชงชาด้วยตนเองทำให้มีวัฒนธรรมการดื่มชา
ชามีหลายชนิด แบ่งตามการผลิต ได้๕ชนิด
๑.ชาขาว ๒.ชาเขียว ๓.ชาอูหลงหรือชากึ่งหมัก ๔.ชาดำหรือชาแดงหรือชาหมัก๑๐๐% ๕.ชาปรุงแต่ง
ชาเขียวการตลาดมาในเทรนด์ญี่ปุ่นกับเสี่ยงโชค ทำรายได้ให้โออิชิไปหลายเงิน ในจำนวนนั้นมีเงินผมเวลาแก้ขัดไปไม่กี่ขวด เพราะผมลดการดื่มกาแฟ หันมาศึกษาเรื่องชาให้เป็นจริงเปนจัง
คนจีนดื่มชาเป็นอาหาร ชาเป็นยุทธปัจจัยของชาวจีน ชาเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง ชาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น คนจีนจึงดื่มชา
การดื่มชาเป็นวัฒนธรรม แพร่มาถึงเมืองไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะเครื่องปั้นดินเผา สังคโลกก็เป็นวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนกับจีน สมัยอยุธยามีการดื่มชาในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ มีการ "เล่น" ปั้นชา หรือ กาชงชา สมัยรัตนโกสินทร์ ก็ "เล่น"ถึงกับเอาไป"เลี่ยม"ทอง ที่ ปุ่มจุก พวยกา ขอบฝา
หากเป็น"ชาร้านก๋วยเตี๋ยว"คงไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะทำให้ต้องไป"เลี่ยมทอง"ปั้นชา
ชาที่มีกลิ่นมีรสเป็นของตัวเองแล้วคน"ติดใจ"คือ "ชาอู่หลง" หรือชาประเภทกึ่งหมัก และ"ชาเขียวจีน"
"ชาคอ" หรือ ชาที่มีรสชุ่มคอ คือชาดำหรือชาแดง ภาษาจีนกลางเรียก ผูเอ่อร์ฉา หรือ หงฉา เป็นชาที่หมัก๑๐๐% แล้วอัดเป็นแผ่น หรือเป็นก้อน บางทีก็อัดเป็นรูปร่างต่างๆ ที่ผมสะสมไว้เป็นตัวหมากรุกจีน แต่ก้อนค่อนข้างโต ชาพวกนี้ก็"เล่น"หรือ"สะสม"กัน เพราะใหม่ๆไม่อร่อย เหมือนกินดิน แต่ ยิ่งนานหลายปียิ่งนุ่มชุ่มคอ และยิ่งแพง ชาผู่เอ้อร์๒๕ปียิ่งแพงมาก เหมือนสะสมไวน์ ชาดำหรือผูเอ่อร์ฉาจะมีคุณสมบัติของชาลดไขมันได้มากกว่าตัวอื่น ลดไขมันในเลือดได้ดี นิยมดื่มหลังอาหารทุกมื้อ แต่จริงๆแล้วชาตัวไหนก็ต้องดื่มหลังอาหารทุกมื้อ เพราะช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหาร เลี่ยนๆละหายเลย คุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระลดลงเพราะหมักนาน
ชาขาวเป็น ชาที่ไม่ค่อยมีสีสรร กลิ่นจางๆ แต่แพง เป็นยอดตูมมีขนอ่อนๆเหมือนเข็ม มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด เมื่อเก็บยอดตูมมาแล้วก็เข้ากระบวนการคั่วหรืออบแห้งเลย
ชาเขียวก็เหมือนชาขาว แต่จะมียอดตูมและใบอ่อนอีก๓ใบ เป็นยอดชา ไม่หมัก นำไป คั่วหรืออบแห้งเลย ท่านที่เคยไปหังโจวจะถูกพาไปชมการคั่วชาเขียวหลงจิ่ง ที่หมู่บ้านเหมยเจียอู ต้นกำเนิดชาหลงจิ่งหรือแปลเป็นไทยว่าชาบ่อมังกร
ชาเขียวหลงจิ่งคั่วในกะทะ ด้วยไฟอ่อนๆประมาณความร้อน๔๐องศาเซลเซียส จนแห้งและกรอบ ชาตัวนี้คือชาเล้งแจ้ ในมังกรหยกภาค๑(สำเนียงแต้จิ๋ว) เมื่อก้วยเจ๋งจะพบกับอึ้งย้งที่ร้านอาหารในเมืองฮั่งจิว(หังโจว) ก็ได้สั่งชาเล้งแจ้มากิน ชาตัวนี้แหละครับ
.................................
ต้องไปทำงานก่อน เดี๋ยวถูกเชิญออกจากราชการมาเขียนบล็อก ผมยังทำงานเป็นราชกรอยู่ มีเวลาจะมาเล่าต่อครับ ยังมีเรื่องของชาเขียว ชาอู่หลง ที่ยังไม่ได้เล่า พร้อมนิทานประกอบการกินชา คนจีนเรียกว่ากินชา(เจียะแต๊...แต้จิ๋ว) มีเรื่องเล่าสนุกๆมากมาย
สำหรับเช้านี้...ขอลาไปก่อนครับท่านผู้ชม ก่อนจากกัน...ขอคารวะท่านที่นับถือ๑จอก ...นับถือๆ... ................................... ชาไทย ที่ปลูกเอง เป็นชาที่สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์อูหลงชิงชิงของไต้หวันครับ ปลูกที่ดอยแม่สะลอง ที่เวียงป่าเป้า ที่แม่สรวย ต่อมาศูนย์วิชาการเกษตรภาคเหนือ ได้พัฒนาสายพันธุ์ ได้สายพันธุ์ใหม่๒พันธุ์ หมายเลขต้นที่๑๒กับ๑๗
ชาหมายเลข๑๒บางทีมาในชื่อชาอูหลง๑๒หอม ชาหมายเลข๑๗มาในชื่อ อูหลงก้านอ่อน
ทั้งสองพันธุ์ เชื้อชาติจีน สัญชาติไทย ลูกครึ่งครับ
ความหอมของ๑๒หอมนั้น หอมกว่าต้นตระกูลคืออูหลงชิงชิง ออกจีนๆ สมัยเก่าๆ แต่อูหลงก้านอ่อน จากผู้ปลูกบางรายกลิ่นเดียวกันและหอมใกล้เคียงกันกับ"อูหลงเกาซัน"ของไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ ปัจจุบันเริ่มเป็นสินค้าออกนำเงินตราเข้าประเทศไทยครับ
ราคาอูหลงก้านอ่อนในราวกิโลกรัมละ๒๕๐๐บาท ส่วนอูหลงเกาซัน๑๒๐กรัม๑๗๐๐-๒๐๐๐กว่าบาท แล้วแต่เกรด
คุณสมบัติของชาอูหลง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผูเอ่อร์ฉา แต่น้อยกว่าชาเขียวเล็กน้อย เนื่องจากการหมักทำให้สูญเสียสารนี้ไป
ชาเขียวและชาอูหลง มีกลิ่นมีรสเฉพาะตัว ชงเก่งๆหอมอร่อย บำรุงสุขภาพดี ไม่ต้องปรุงแต่งกลิ่นรส แต่ชาเขียวที่แต่งกลิ่นรสนั้น ทำให้อำพรางว่าชามีมากน้อยได้ บางครั้งเรารู้สึกเหมือนกินน้ำหวาน
ว่ากันว่ามีคำกล่าว ชาเขียว-ชาอูหลง มีกลิ่นมีรสเป็นของตนเอง ใครที่เติมแต่งกลิ่นรสนั้นจมูกกับลิ้นไม่มีประโยชน์ สมควรไปตัดทิ้ง... 
ส่วนเครื่องดืมสมุนไพรต่างๆของไทยนั้น ของดีมีคุณค่าเยอะครับ สมควรส่งเสริมด้วยการหามาดื่มกินเพื่อสุขภาพกัน
ผมนำชิ้นมะตูมมาย่างไฟอ่อนๆ จนเหลืองหอมได้ที่แล้วลงต้มในน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วเติมเกลือกับน้ำตาลเล็กน้อย หอมชื่นใจอย่าบอกใคร แช่เย็นไว้ เวลากลับจากทำงานเหนื่อยๆนี่ชื่นใจจริงๆครับ ส่วนสรรพคุณต้องขอไปหาค้นคว้ามาเล่ากันในโอกาสต่อไป
ชาสมุนไพรที่ดีมากอีกตัวหนึ่งคือ ชาเจียวกู่หลานหรือ "ปัญจขันธ์" ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังทำการขยายพันธุ์และศึกษาวิจัยอยู่ พบว่ามีสารที่เป็นพวกเดียวกันกับสารที่อยู่ในโสมจีนโสมเกาหลีถึงกว่าสามสิบชนิดครับ มีโอกาสก็จะมาเล่าสู่กันฟังอีกที
เรื่องการกินชาเพื่อสุขภาพวันนี้พักไว้แค่นี้ก่อนครับ แล้วจะหาเวลามาเล่ากันต่อ มีอีกมากมายครับ....  
( ตอนที่ ๒ ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องชา http://www.oknation.net/blog/usah/2008/01/29/entry-1 )
|