พิมพ์หน้านี้
|
ต่อจากตอนที่ ๑ http://www.oknation.net/blog/usah/2008/01/24/entry-1
ชาที่เป็นชาจริงๆหมายถึงชาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ตามอนุกรมวิธานว่า Camellia sinensis คาเมเลียไซเนนสิส จะมีคุณสมบัติให้ร่างกายอบอุ่น แสดงให้ทราบว่ามีการเผาผลาญสารอาหารเพื่อสร้างพลังงานความร้อนมากขึ้นกว่าในช่วงไม่ดื่มชา จากประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่า ก่อนที่จะดื่มชาเป็นกิจวัตร คือ ดื่มแทนน้ำ ผมมีน้ำหนักถึง๗๔กิโลกรัม และมีอาการมือซีดเย็นเมื่ออยู่ในห้องประชุม นั่งประชุมสักพักจะง่วงหลับ เมื่อผมขับรถยนต์จะง่วงง่ายและทำให้ต้องดื่มกาแฟกระป๋องที่มีขายตามมินิมาร์ทปั๊มน้ำมัน หรือดื่มเครื่องดื่มพวกชูกำลังเพราะมีจำนวนคาเฟอีนที่ทราบชัดเจน เมื่อดื่มแล้วกว่าจะหายง่วงก็ต้องผ่านเวลาไปอีกประมาณอย่างน้อย๑๕-๒๐นาที แต่เมื่อคาเฟอีนในกาแฟกระป๋องหรือเรื่องดื่มพวกชูกำลังออกฤทธิ์เต็มที่ ผมจะมีอาการใจสั่น คลื่นไส้ ต่อมาเมื่อร่างกายทนต่อคาเฟอีนได้มากขึ้น ก็ดื่มจนกระทั่งมาพบว่าอยากลดน้ำหนัก เพราะกางเกงมันชักจะรัดขา น้ำหนักไปถึง๗๔กิโลกรัม ผมพบข้อเขียนที่บอกสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่เป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์ของเภสัชกรท่านหนึ่ง มีเหตุผล น่าสนใจ ผมจึงเริ่มสนใจที่จะดื่มชาบ้าง แต่ในความทรงจำของผมกับเรื่องชา มีแต่ชาสามม้า กับชาร้านก๋วยเตี๋ยว และชาทิกวนอิมชาอู่หลง ที่แว่วๆอยู่ไกลๆไม่มีข้อมูลความรู้อะไร ผมมาพบหนังสือที่วางจำหน่ายในปีนั้น เขียนโดย เกา เฮง ได้อ่านก็เปิดโลกทัศน์ไประดับหนึ่ง จึงโทรศัพท์ไปหาผู้เขียน ได้รับความรู้อีกมากมายและความประทับใจอยากดื่มชา รวมทั้งความรู้เรื่องกาแฟ รู้จักการจำแนก ชา กาแฟ ชนิดต่างๆ เป็นพื้นฐาน ผมกินชาเป็นการเรียนรู้และดื่มแทนน้ำ โดยงดน้ำอัดลมและเครื่องคื่มที่มีรสหวานมาก ไอศครีม ผ่านไป ๖ เดือน น้ำหนักผมหายไป๗กิโลกรัม ผมมีความกระฉับกระเฉงขึ้น ผมไม่ต้องดื่มกาแฟ เข้าห้องประชุมผมไม่ง่วงหลับ มือผมไม่เย็นไม่ซีด ขับรถยนต์ทางไกลผมไม่ต้องดื่มกาแฟ ผมสังเกตว่ามือมีสีเลือดมากกว่าเดิม คือ เป็นสีชมพูกว่าเดิม ผมนึกถึงตาข่ายหลอดเลือดฝอยที่ส่วนใหญ่ปิดตัว จะเปิดเมื่อออกกำลังกายหรือได้รับความร้อนหรือได้รับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า ชามีผลให้เลือดมามารถซอกซอนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้มากกว่าเดิม การที่ปัสสาวะบ่อยกว่าเดิมเล็กน้อยเพราะเลือดไปเลี้ยงไตเพิ่ม การกำจัดน้ำส่วนเกินและของเสียจึงเพิ่มขึ้น ผมเชื่ออย่างนั้น เมื่อผมเสาะหากาแฟ ชามาชงดื่ม มีอุปกรณ์ชงชา ชงกาแฟที่ไม่ใช่แก้วกับช้อน ผมก็เรียนรู้ ลองผิดลองถูกจนมีความสารมารถระดับหนึ่ง ทำให้พบว่าผมชอบชามากกว่ากาแฟ หากดื่มกาแฟผมต้องชงแบบเอสเปรสโซ่ ให้มีครีม่าละเอียดและหนาๆ และผมต้องใช้กาแฟแบบเมล็ดคั่วมาบดเอง กะความละเอียดเอง เพื่อให้หอมและไม่เติมนมหรือน้ำตาล วึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมอ้วน ผมพบว่ากาแฟขมกว่าชา และชง๒ช็อต ดื่มแล้วหอมติดปากนานนัลชั่วโมง แต่ผมไม่ทราบว่า ผมหายง่วงเพราะความขมหรือคาเฟอีนในกาแฟ ผมชอบชามากกว่ากาแฟ เพราะเมื่อชงแล้วรสชาติไม่เข้มจัดเท่ากาแฟ ( ในเวอร์ชั่นlow calory ) ทำให้เวลาดื่ม มีความสุนทรีย์มากกว่ากัน และชาจะมีหลากหลายกว่ากาแฟ โดยไม่ต้องแต่งกลิ่นแต่งรส ชามี ๕ ชนิด ตามวิธีการผลิต คือชาขาว ชาเขียว ชากึ่งหมัก เช่น อูหลง ชาหมักเต็มที่ เช่นชาดำ( ชาผู่เอ้อร์ ) ชาลิปตัน ชาปรุงแต่งกลิ่น เช่น ชาฝรั่งชนิดต่างๆ ชามีความแตกต่างกันมาก และแต่ละชนิดมีหลายตัว แต่ละตัวมีท้องถิ่นการปลูกและการผลิตที่ทำให้กลิ่นรสแตกต่างกัน ผมเคยได้กินชาเขียว ถึง ๓ ตัว กลิ่นรส สุดยอด ผมจัดให้เป็น ๓ สุดยอดชาเขียวของประสบการณ์ผม คือ ปิหลัวชุน หลงจิ่ง และ หวงซานเหมาเฟิง และที่ทราบ ยังมีอีกหลายตัวที่ยังไม่สามารถเสาะหามาได้ .... เวลาล่วงเลยมาพอสมควร แล้วก็ต้องพักการเล่าเรื่องชาในประสบการณ์ผมให้เพื่อนๆได้อ่าน ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ยังมีเรื่องเล่าสู่กันฟังอีกมาก และยังมีตอนต่อ จะเล่าในโอกาสต่อไปครับ... ขอคารวะท่าน ๑ จอก
.............................. ข้อห้ามในการสนทนาขณะดื่มชา เมื่อท่านได้ชาชั้นดีมาชงดื่ม ผู้รู้ท่านแนะนำว่า มีข้อห้าม หากไม่ปฏิบัติตามจะเสียหายแก่สุขารมณ์ขณะดื่มชาครับ ๑.ห้ามพูดคุยเรื่องการเมือง ๒.ห้ามพูดคุยเรื่องความรัก ๓.ห้ามพูดคุยเรื่องการศาสนา ๔.ห้ามพูดเรื่องการสงครามหรือการทะเลาะวิวาท ทั้งสี่เรื่อง ล้วนทำให้รสชาติของชาชั้นดีสูญเสียไป เพราะเป็นเรื่องให้เกิดความขัดแย้งและวิวาทกัน |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||