พิมพ์หน้านี้
|
(ภาพบนเป็นข่าวเรื่องอื้อฉาวตั้งแต่ต้นปี เกี่ยวกับผู้ชายที่อ้างว่าเคยเป็นคนรักของโอบาม่าเมื่อหลายปีก่อน และว่า ไอบาม่าใช้ยาเสพติด แต่ในที่สุดข่าวก็เงียบไป ) นักวิเคราะห์บอกว่า เมื่อดูจากเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองต่างๆ ที่ก่อขึ้นโดยคนรอบตัว และโอบาม่าถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง จนได้รับความเสียหายนั้น จะเห็นได้ว่า โอบาม่าจะใช้ความอดทนอดกลั้นมากเป็นพิเศษ หากเป็นปัญหาที่เกิดจากเพื่อนผู้คบหากันมานาน แต่เขาจะมีความอดทนน้อยกว่านั้นมาก หากผู้ก่อเหตุ เป็นคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันสักเท่าไร ความแตกต่างของระยะเวลาของความอดทนของนายโอบาม่าที่มีต่อประเด็นอื้อฉาวต่างๆ ทำให้มองกันว่า เขาใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการตัดสินใจแก้ไขวิกฤตต่างๆที่เกิดจากคณะหาเสียงเลือกตั้งของเขา ซึ่งทำให้เขากำลังได้เรียนรู้ด้วยว่า การตั้งมาตรฐานพฤติกรรมไว้สูงเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการที่จะบังคับใช้มาตรฐานที่ตั้งไว้ ในโลกของการเมืองและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่มีวันจะสมบูรณ์แบบ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อวันพุธ โอบาม่าฉีกตัวออกจากที่ปรึกษาชื่อจิม จอห์นสัน ผู้เป็น 1 ใน 3 ของทีมคัดเลือกตัวรองประธานาธิบดีให้เขา ซึ่งมีขึ้นหลังจากรีพับลิกันออกมาโจมตีจอห์นสันอย่างหนัก เพราะมีบทความใน Wall Street Journal ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำหนิจอห์นสันผู้เป็นอดีต CEO ของบริษัทรับจำนองใหญ่ Fannie Mae ใช้อภิสิทธ์ได้เงินกู้ซื้อบ้านด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด เพราะเป็นเพื่อนกับประธานบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตซับไพรมในสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ โอบาม่าทำไม่สนใจเรื่องนี้ และพอวันอังคาร เขาก็ทำท่าไม่รับรู้เสียเป็นส่วนใหญ่เขาบอกว่าจอห์นสันเป็นคนที่เคยทำงานด้านสรรค์หาผู้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีให้พรรคเดโมแครตมาก่อนแล้ว เป็นอาสาสมัครแบบไม่รับเงิน และมีภารกิจที่แยกออกไปจากทีมหาเสียง เขาพูดแบบรำคาญๆด้วยว่า จะไม่ทำการตรวจสอบประวัติเพื่อประเมินค่าของคณะกรรมการสรรค์หาตัวรองประธานาธิบดีของเขา โดยดูจากเรื่องการเอาบ้านไปจำนองบ้าน แต่ในเวลาอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ท่ามกลางการกระหน่ำโจมตีจากบรรดาที่ปรึกษาของวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน จอห์นสันก็ลาออก ซึ่งแม้จอห์นสันจะยืนยันว่าเขาเป็นคนตัดสินใจเอง แต่ก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า เป็นเหตุผลที่ชอบใช้กันเวลาจะเขี่ยที่ปรึกษาทิ้งแบบรักษาหน้ากัน กรณีของจอห์นสันนับเป็นตัวอย่างของความอดทนระดับปานกลางของโอบาม่า เมื่อนับจากระยะเวลาเริ่มถูกโจมตีทางการเมือง ส่วนตัวอย่างของความอดทนแบบน้อยนิดของเขา คือกรณีของซาแมนต้า พาวเวอร์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศ เธอคนนี้กระเด็นออกจากทีมหาเสียงของเขา แทบจะในทันทีหลังจากมีข่าวในหนังสือพิมพ์ของสกอตแลนดว่า เธอเรียกวุฒิสมาชิกหญิงฮิลลารี่ คลินตันว่า "สัตว์ประหลาด" ( a monster)
พาวเวอร์ใช้คำนี้เรียกนางฮิลลารี่ ในช่วงที่ฮิลลารี่ยังเป็นคู่แข่งขับเคี่ยวกับโอบาม่า เพื่อชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน และเรื่องของเธอเป็นปัญหาไม่นาน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโอบาม่าไม่ได้เหนียวแน่นยาวนาน เท่ากับความสัมพันธ์ของโอบาม่ากับสาธุคุณเจอเรอเมียห์ ไรท์ ผู้เป็นทั้งเพื่อนและบาทหลวงที่นับถือกันมานาน ในช่วงที่การเลือกตั้งขั้นต้นกำลังขับเคี่ยวกันหนัก เว๊ปไซต์และสื่อต่างๆพากันวนแพร่คลิปวิดีโอที่ไรท์สาปแช่งสหรัฐฯ และกล่าวหาว่ารัฐบาลสมรู้ร่วมคิดต่อค้านคนผิวดำ ในช่วงที่โอบาม่าถูกกดดันให้ชิ่งออกจากไรท์ โอบาม่าได้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสีผิวเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งเขายอมรับว่าไรท์ผิด แต่ยืนยันว่าเขาทิ้งไรท์ไม่ได้ เหมือนกับที่ทิ้งยายผิวขาวของเขาไม่ได้
6 สัปดาห์ต่อมา ไรท์ยังไปยืนยันท่าทีต่อหน้ากล้องทีวี ที่สโมสรผู้สื่อข่าวแห่งชาติ ตามมาด้วยการที่บาทหลวงผู้เป็นแขกของโบสถ์Trinity United Church of Christ ในชิคาโก ที่ไรท์ดูแลมาเกือบ 20 ปี ออกมาแสดงท่าทีเย้ยหยันนางฮิลลารี่ กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้โอบาม่าแยกทางกับโบสถ์ อันที่จริง มีให้เห็นบ่อยๆที่นักการเมืองต้องตัดสินใจเลือกระหว่างเพื่อนหรือผู้สนับสนุนทางการเมือง รวมทั้งกรณีของประธานาธิบดีจอห์จ ดับเบิ้ลยู บุช ผู้ยอมอดทนให้เพื่อนร่วมพรรครีพับลิกันหลายคนโกรธ ที่เขาเก็๋บนายโดนัลด์ รัมเฟลด์ ไว้ในตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเป็นเวลานาน หลังจากสงครามอิรักทวีความรุนแรง และฉุดคะแนนนิยมรัฐบาลให้ตกต่ำชนิดไม่เคยคาดฝันมาก่อน ฝ่ายของโอบาม่าไปยอมพูดถึงรายละเอียดการตัดสินใจของโอบาม่าทั้งในกรณีของจอห์นสันและที่ปรึกษาคนอื่นๆ แต่ผู้สนับสนุนเขารีบแย้งว่า แมคเคนเองก็มีปัญหา ที่ปรึกษาของแมคเคนลาออกไปอย่างน้อย 5 คนแล้ว เพราะถูกวิจารณ์เรื่องเกี่ยวข้องกับลอบบี้ยิสต์หรือได้อภิสิทธ์ต่างๆ และนางฮิลลารี่ก็เคยปวดหัวที่ลิล ชาฮีน ประธานร่วมการหาเสียงของเธอต้องออกมาขออภัยและลาออกเพราะไปพูดว่า การที่โอบาม่ายอมรับว่าเคยทดลองยาเสพติดสมัยเป็นวัยรุ่น อาจถูกนำมาใช้โจมตีเมื่อเขาได้เป็นตัวแทนของพรรคฯแล้ว อย่างน้อยก็มีที่ปรึกษาคนหนึ่งของโอบาม่า ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนของโอบาม่าพลาดพลั้งไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังอาจได้รับโอกาสให้แก้ตัวใหม่ เขาคนนั้นคือ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ ออสแตน กูลสบี้ (หนุ่มคนขวาในภาพล่าง) ผู้ซึ่งบอกกับเจ้าหน้าที่แคนาดา ตอนไปเยือนสถานกงสุลของแคนาดาที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นถิ่นของโอบาม่าเมื่อตอนต้นปีนี้ว่า ไม่ต้องวิตกที่โอบาม่าแสดงความไม่พอใจเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA เพราะอันที่จริงโอบาม่าไม่ได้ไม่พอใจรุนแรงเท่ากับที่แสดงตอนหาเสียง ... กูลสบี้อาจลืมไปว่า บางครั้งความจริงก็เป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดอาจตายได้ ..... บิล เบอร์ตัน โฆษกของโอบาม่ารีบออกมาแถลงว่า กูลสบี้ไม่ได้พูดในนามทีมหาเสียงของโอบาม่า และหลังจากนั้น กูลสบี้ก็หายหน้าไปนานหลายเดือน เพิ่งจะมาโผล่โฉมอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทำหน้าที่เป็นพิธีกรร่วม จัดการสัมมนารณรงค์เรียกร้องให้ชาวอเมริกันสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของโอบาม่า และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของแมคเคน ผู้เป็นคู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน
|
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||