พิมพ์หน้านี้
|
ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำโพลล์ หรือผลสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันยอมรับว่าการทำโพลล์เพื่อคาดเดาผู้ชนะกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯใน 4 พฤศจิกายนนี้ ทำได้ยากยิ่งกว่าทุกครั้ง หลังจากเคยพลาดพลั้งในการแข่งขันชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ เมื่อปี 2543 กับ 2547 มาก่อน โพลล์เมื่อปี 2543 ที่เผยแพร่ในช่วงที่คะแนนยังมีปัญหาว่า ใครคือผู้ชนะกันแน่ ระบุว่าจอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้สมัครของรีพับลิกัน เป็นฝ่ายชนะอัล กอร์ ของเดโมแครต ที่รัฐฟลอริด้า ก่อนจะต้องถอนการคาดการณ์ในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา และแม้ในที่สุด บุชจะเป็นผู้ชนะจริงๆ แต่ก็มองกันว่าผลของโพลล์อาจมีส่วนชี้นำผู้มีสิทธิ์ออกเสียงด้วย และที่แย่กว่านั้น คือการคาดการณ์ผิดของเอ็กซิส โพลล์ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 ที่ระบุว่า จอห์น เครี่ เป็นฝ่ายชนะประธานาธิบดีบุช แต่"คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร"ต่างหาก ที่เป็นผู้ชนะ นักวิเคราะห์บอกว่า หลังผิดพลาดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแล้วถึง 2 ครั้ง ก็ยากที่จะคาดหวังให้มีใครเชื่อมั่นในโพลล์ของปีนี้ ที่ระบุว่า บารัก โอบาม่า ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต กำลังมีคะแนนนิยมนำหน้าจอห์น แมคเคนของพรรครีพับลิกัน อยู่จริงๆ และการทำโพลล์ปีนี้ยิ่งยากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่สามารถใช้โมเดลทางสถิติแบบปกติได้ นักทำโพลล์ในปีนี้เจอปัญหาที่ใหม่และโดดเด่นมาก รวมทั้งการที่ตัวแปรสำคัญสุดตัวหนึ่งที่ไม่อาจวัดได้ คือความสำคัญของลัทธิเหยียดผิวในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งบารัก โอบาม่าพยายามจะเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกใประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โพลล์ล่าสุดหลายสำนักระบุว่าโอบาม่ามีคะแนนนำแมคเคนโดยเฉลี่ยอยู่ 6 จุด ซึ่งห่างไม่มากนักแต่ค่อนข้างคงที่ ซึ่งก็อาจพลิกได้ในวันเลือกตั้ง ทฤษฎีหนึ่งที่เรียกกันว่า " แบรดลีย์ ไวเดอร์ เอฟเฟค" คือ ผู้ตอบโพลล์เลือกโอบาม่าเพราะกลัวจะถูกคนทำโพลล์มองว่าเหยียดผิว แต่พออยู่คนเดียวในคูหาเลือกตั้งใน 4 พฤศจิกายน พวกเขาอาจลงคะแนนเลือกผู้สมัครผิวขาวอย่างแมคเคน ชื่อของทฤษฑฎีมาจากกรณีของ ทอม แบรดลีย์ อดีตนายกเทศมนตรีผิวดำของนครลอส แองเจลีส ผู้พ่ายการชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียให้คู่แข่ผิวขาวเมื่อปี 2525 ทั้งที่โพลล์ระบุว่าเขาจะชนะ กับกรณีที่ดัค ไวเดอร์ ผู้สมัครเป็นผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียผิวดำ ชนะเลิอกตั้งเพียงฉิวเฉียด ทั้งที่โพลล์คาดว่าเขาจะชนะห่างถึง 10 จุด มีผลการเลือกตั้งที่มีคนผิวดำเกี่ยวข้องด้วยจำนวนมาก ที่ไม่ได้เป็นไปในรูปแบบนี้ แต่ก็มองกันว่าการเลือกประธานาธิบดีสร้างแรงกดดันเป็นพิเศษต่อบรรดาผู้มีสิทธ์ออกเสียง ผู้จัดทำโพลล์ยังไม่รู้แน่ว่าจะส่งผลกระทบมากเพียงใด .......ขณะที่โดโรธี โอเฮอร์ตี้ แห่งศุนย์วิจัยพิวบอกว่า "ไวเดอร์ เอฟเฟค"เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมากของการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ซึ่งนักทำโพลล์ไม่เคยประสบมาก่อน เธอบอกว่า มีหลักฐานน้อยมากถึง"ไวเดอร์ เอฟเฟค" ในการแข่งขันขั้นต้นระหว่างโอบาม่ากับนางฮิลลารี คลินตัน และผู้สมัครผิวขาวคนอื่นๆ แต่ในการเลือกตั้งที่สูสี อย่างที่คาดกันสำหรับวันที่ 4 พฤศจิกายน ผลที่ได้อาจต่างกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงคะแนนเพียง 2 หรือ 4 จุดอาจส่งผลแพ้ชนะได้ ว่ากันว่า การทำโพลล์ของศูนย์วิจัยพิว ซึ่งรวมผู้ใช้โทรศัพท์มือถือด้วย จะพบว่าโอบาม่ามีคะแนนเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้สนับสนุนเขามีแนวโน้มจะเป็นคนหนุ่มสาวและพวกไฮ-เทค มากกว่าผู้สนับสนุนของแมคเคน หากโพลล์ทั่วไปรวมผู้ใช้มือถือ คะแนนโอบาม่าอาจเพิ่ม 2-4 จุด ซึ่งมีความสำคัญ บริษัททำโพลล์ที่มีชื่อเสียงต่างยอมรับด้วยว่า แม้เพียงการเปลี่ยนคำถามเพียงคำเดียวในโพลล์ก็อาจทำให้ได้คำตอบที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่น การให้ผู้ตอบโพลล์ เลือก"คำศัพท์"ที่จะใช้อธิบายแพกเกจมูลค่า 7 แสนล้านเหรียญของรัฐบาล ว่าเป็น"การเข้าช่วยกู้ชีพ (rescue,) การเข้าแทรกแซง ( an intervention) , หรือการช่วยให้พ้นการล้มละลาย (a bailout) หลังจากตลาดหุ้นตกฮวบ เว๊ปไซต์ของThe National Council on Public Polls ซึ่งเป็นสมาคมขององค์การจัดทำโพลล์เตือนว่า การเรียงลำดับคำถามก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่นหากคำถามว่าคิดอย่างไรกับเศรษฐกิจของประเทศ มาก่อนคำถามที่ว่าคิดอย่างไรกับประธานาธิบดี คะแนนนิยมของประธานาธิบดีอาจต่ำกว่ากรณีที่มีการสลับการเรียงลำดับคำถาม |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |