พิมพ์หน้านี้
|
เสวนา ในวรรณคดีมีกลอนเปล่า โบสถ์วัดเทพธิดารามฯ กรุงเทพฯ ๑๓.๓๐ น. ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ (สุจิตต์ วงษ์เทศ, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ทองแถม นาถจำนง, วัฒน์ วรรลยางกูร, ยุทธ โตอดิเทพย์)
ต้นเหตุของการสัมมนาเล็กๆ ครั้งนี้ เข้าใจว่าจะมาจากการตั้งคำถามในประเด็นเรื่องที่ว่า กลอนเปล่าเป็น/ไม่เป็นกวีนิพนธ์ และ อยู่/ไม่อยู่ในขนบวรรณกรรมไทยแต่เดิม โดยกลุ่มกวีและผู้สนใจศึกษาวรรณกรรมไทยจำนวนหนึ่ง (โดยเฉพาะสมาชิกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย) ก่อนการสัมมนาไม่นานนัก ที่น่าสนใจ คือการพูดคุยกันได้ถูกจัดขึ้นในพระอุโบสถวัดเทพธิดาราม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้สนใจศึกษาวรรณคดีไทยว่า วัดนี้เคยเป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุภู่ หรือสุนทรภู่ มหากวีคนสำคัญในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงนับว่า ถูกที่ เป็นอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำ จะกล่าวว่า ถูกเวลา ด้วยก็เห็นจะไม่ผิดนัก เพราะคำถามและวิวาทะเรื่องกลอนเปล่า หรือบทกวีไร้ฉันทลักษณ์นี้ ก็เพิ่งจะเป็นที่ถกเถียงกันอย่างคึกคักพอสมควรในสื่อสิ่งพิมพ์และอินเตอร์เน็ต ด้วยว่าปีนี้เป็นปีที่รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์อาเซียนในส่วนของประเทศไทยจะมอบให้แก่งานประเภทกวีนิพนธ์ และจากการตัดสินของคณะกรรมการรอบแรก ปรากฏว่างานที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายจำนวนสามเล่ม (จากทั้งหมดแปดเล่ม) เป็นบทกวีไร้ฉันทลักษณ์
สุจิตต์ วงษ์เทศ เริ่มเปิดประเด็นด้วยคำถามว่า กลอนเปล่าคืออะไร ? Blank Verse ? และว่าอันที่จริงคำจำกัดความ กลอนเปล่า ของแต่ละคนน่าจะต่างกันไป เขาเห็นว่า ภาษานั้นปกติจะมีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาพูดนั้นมีมาก่อนภาษาเขียน แม้วรรณคดีภาษาเขียนบางเล่ม (เช่น ขุนช้างขุนแผน) ก็เอาแบบอย่างมาจากวรรณคดีภาษาพูด แต่ปัจจุบันเรามักเอาภาษาเขียนมากำหนดเป็นมาตรฐาน โดยละทิ้งภาษาพูด เป็นเหตุให้ครูสอนวรรณคดีลืมวรรณคดีภาษาพูด กลับไปยกย่องแต่เพียงวรรณคดีภาษาเขียน มิหนำซ้ำ ยังเป็นภาษาเขียนเฉพาะของ ราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยา อีกด้วย ภาษาพูดประกอบขึ้นด้วยคำ วลี ประโยค ย้อนหลังไปได้กว่า ๓,๐๐๐ ปีมีคนพูดภาษาตระกูลไท ลาวแล้วในกวางสี ตอนใต้แม่น้ำแยงซีเกียง ติดกวางตุ้ง ภาษาพูดกลุ่มนี้มีลักษณะสืบเนื่องมาเป็นชนกลุ่มจ้วง ซึ่งมีสำเนียงพูดสำเนียงเดียวกับคนไทยในเมืองนครศรีธรรมราช และคนลาวในภาคอีสานปัจจุบันภาษาแบบนี้ เป็นภาษาคำโดดๆ สั้นๆ และเริ่มมีลักษณะการส่งสัมผัสที่คล้องจองกัน เมื่อมีภาษาเขียน ก็มีการเอาคำเหล่านี้มาจัดระเบียบ ลักษณะที่พบเก่าที่สุด ก็คือ ร่าย..ร่ายโบราณก็คือคำทำขวัญ สืบทอดจากพวกหมอผี ศาสนาผีซึ่งมีมาก่อนศาสนาพุทธและพราหมณ์ หมอผีในเวลาทำพิธีต้องสื่อด้วยภาษาพิเศษ (ภาษาผี) ซึ่งมีลักษณะของการส่งสัมผัสเล็กๆ น้อยๆ ไม่ตายตัว ตัวอย่างที่เป็นของเก่า ก็คือนิทานกำเนิดมนุษย์ในพงศาวดารล้านช้าง ตอนแทงน้ำเต้าปุงเพื่อให้มนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆ ออกมาจากน้ำเต้า (กำหนดอายุราว พ.ศ.๒๐๐๐) ที่ว่า ..กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้า เป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนไปมาหากันบ่ขาด.. เขาเห็นว่า กลอนเปล่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องธรรมดาของภูมิภาคนี้ และของทั้งโลกก็ว่าได้ อย่างเช่นเอกสาร ความโต๋เมือง ของพวกไทขาว ที่ว่า ..จี่กเป็นดินเป็นหญ้า ก่เป็นฟ้าครอบหัว และมีบางคำ เช่นคำว่า เสาชูโคมฟ้า ซึ่งไพเราะมาก ตัวอย่างเหล่านี้ เขาคิดว่าก็คือ กลอนเปล่า ซึ่งมีอยู่แล้วแต่เดิมในขนบของการเล่าประวัติหมู่บ้าน เมือง ชุมชน ในพิธีกรรมการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ หรือการขอฝน ซึ่งมักมีร้องเพลง ขับลำ บทขับ ฯลฯ เหล่านี้ เมื่อชุมชนเริ่มรับวัฒนธรรมพุทธศาสนาแล้ว จะไปปรากฏในจารึกโบราณ เช่น จารึกปู่สบถหลาน (จารึกสุโขทัยหลักที่ ๔๕) จารึกหลักที่ ๔๘ (พ.ศ. ๑๙๕๑) และหลักอื่นๆ หรืออย่างเช่น บทละครนอก เรื่อง นางมโนราห์ ซึ่งมีสัมผัสน้อย จะเป็นต้นแบบของละครนอกต่อมาในภายหลัง และหากจะพูดถึงกลอนแปด สุจิตต์เชื่อว่าคนที่เขียนคนแรกก็ไม่ใช่สุนทรภู่ แต่คือคนที่แต่งนิทานเรื่อง ปาจิตต์ อรพิมพ์ แต่งในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งน่าจะเป็นต้นเค้าให้สุนทรภู่ในการแต่งเรื่องพระอภัยมณี เขายังเห็นว่า การเขียนกลอนเปล่าเป็นเรื่องปกติ เป็นโลกที่เปิดกว้างมหาศาล เปิดให้มนุษย์เข้าถึงการแสดงออกทางภาษาอย่างหลากหลาย กลอนเปล่า ในลักษณะนี้ก็คือการเขียนอย่างภาษาพูด หรือเอาภาษาพูดมาเขียน ตัวอย่างในยุคปัจจุบันก็เช่น บทพรรณนาธรรมชาติของไม้ เมืองเดิม ซึ่งมักพูดถึงความงดงามของธรรมชาติ สุจิตต์จบการพูดคุยของเขาลงตรงที่ว่า ปัญหาของสังคมไทยอาจจะอยู่ที่ว่า ตัวเลือกของสังคมไทยเน้นอยู่ที่ สุนทรภู่ เท่านั้น . เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เห็นด้วยกับสุจิตต์ที่บอกว่ากลอนเปล่านั้นต้อง ส่งสัมผัสน้อยๆ ส่งสัมผัสเสรี และเห็นว่าคนปัจจุบันมีปัญหาคือ ฟังไม่หมด อ่านไม่เข้าใจ (ฟังบ่ทัน อ่านบ่ถ้วน) คืออ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แต่เข้าใจไปคนละทาง เขากล่าวว่า นิตยา นาฏยสุนทร เคยเขียนลำนำอันเป็นที่รักแห่งฟองคลื่น ซึ่งแปลจากวรรณกรรมภาษาอังกฤษ งานชิ้นนี้น่าจะนับเป็นกลอนเปล่าเล่มแรกของเมืองไทยได้ ต่อมาก็มีรตน ยาวะประภาษ (ราช รังรอง) ซึ่งเขียนสิ่งที่เรียกกันในเวลานั้นว่า กวีร้อยแก้ว ในคอลัมน์ขอบกรุง หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ และที่เป็นที่จดจำของคนหนุ่มสาวรุ่นก่อนอย่างมาก ก็คือปรัชญาชีวิต ที่อาจารย์ระวี ภาวิไล แปลจากข้อเขียนของคาลิล ยิบราน เนาวรัตน์เห็นว่า กลอนเปล่าแต่ก่อนน่าจะมีที่มาจากการแปลลำนำ กาพย์กลอนต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยแบบร้อยแก้ว สำหรับที่มาของคำว่ากลอนเปล่า ถามว่าเปล่าจากอะไร ก็คงตอบได้ว่า เปล่าจาก ลักษณะบังคับ (คือฉันทลักษณ์) นั่นเอง แต่ยังมีลักษณะเป็นคำกวี
ทองแถม นาถจำนง เห็นว่าในสังคมจีนก็มีพัฒนาการคำประพันธ์คล้ายๆ กับในสังคมไทยที่สุจิตต์เสนอ คือสมัยโบราณ คนจีนที่ไม่รู้หนังสือก็ใช้วิธี ขับ เช่นกัน บทกวีก่อนสมัยขงจื๊อ มีลักษณะเป็นคำสี่คำ (ซือโบราณ) นิยมมาถึงยุคสามก๊ก กล่าวได้ว่าโจโฉเองก็เป็นกวีที่เขียนซือแบบนี้เช่นกัน บทกวีแบบนี้รุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ถัง ถึงสมัยราชวงศ์ซ้อง เริ่มมีบังคับทำนอง บทกวีที่ดีจะต้องใส่ทำนองได้ และเมื่อ เล่น กับคำ/ทำนองจนเบื่อแล้ว ในสมัยราชวงศ์หงวน เกิดความนิยมในการใช้คำง่ายๆ ไม่บังคับคำเคร่งครัด จนถึงช่วงก่อนสงครามปฏิวัติ เกิดการตื่นตัวในเรื่องเอาภาษาพูดมาเขียนเป็นบทกวี เป็นการปฏิวัติการเขียนแบบโบราณทั้งหมด ตัวอย่างงานประเภทนี้ก็เช่นงานของหลู่ซิ่น .. ช่วงหลังจากนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยแบบเป็นกันเอง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพิ่มเติมว่า บท กวี ของไทยมากลายเป็นของที่ใช้เรียกกันทั่วไปก็ช่วงหลังจากการ สำแดง อหังการของอังคาร กัลยาณพงศ์ (โดยการ แนะนำให้รู้จัก ของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์) และเมื่อสุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์หนังสือหนังสือชักม้าชมเมือง ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็ได้ใช้คำโปรยหน้าปกว่าเนาวรัตน์นั้นเป็น กวีรัตนโกสินทร์ แต่นั้นมา คำว่ากวีก็ถูกใช้กันบ่อยขึ้น เนาวรัตน์เห็นด้วยว่ากลอนเปล่าได้เปิดโลกของบทกวีให้กว้างขวางขึ้น ทองแถม นาถจำนงตั้งข้อสังเกตว่า คนจีนเชื่อว่าบทกวีคือการใช้ถ้อยคำจำกัด สื่อจินตนาการที่จำกัด เป็นนิยามของทางจีน วัฒน์ วรรลยางกูร เห็นว่ากลอนเปล่าน่าจะมีมานานแล้ว ตัวอย่างเช่นในสุภาษิต พังเพยต่างๆ เช่น น้ำลดตอผุด ไม่มีสัมผัสเลย แต่อมความมาก คำกลอนเปล่าแบบนี้ พบเจอได้มากในวรรณคดี เช่น ราชาธิราช หรือคำเรียกขวัญของชาวบ้าน มีสัมผัสของเสียง โดยคนที่ใช้ขนบแบบนี้มาก ก็คือไม้ เมืองเดิม, ยาขอบ คนเหล่านี้เขียนนวนิยายด้วยภาษากวี ตัวอย่างเช่นบทสนทนาในเรื่องรอยไถ วัฒน์เล่าว่าการเปลี่ยนฉากแต่ละฉากในนวนิยายของไม้ เมืองเดิม จะมีลักษณะนี้ให้เห็นเสมอ และยังได้อ่าน บท ดังกล่าวให้ฟังด้วย ส่วนยุทธ โตอดิเทพย์ เห็นว่ากลอนเปล่านั้นสามารถจะจัดอยู่ในคำประพันธ์ประเภทร้อยแก้วก็ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นบทกวี เขาก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด กฤช เหลือลมัย (ร่วมแสดงความเห็น) เห็นว่า แม้การอธิบายเรื่องกลอนเปล่าของสุจิตต์จะเปิดโลกทัศน์ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการกวีไทย แต่คำอธิบายดังกล่าวก็ยังคงให้ความสำคัญในแนวเชิงนัยประวัติเป็นหลัก คือมุ่งอธิบายว่า มีกลอนเปล่าแบบหนึ่งที่น่าจะมีรากฐานสืบเนื่องมาแต่โบราณ แต่คำอธิบายนี้ไม่สามารถเอามาทำความเข้าใจกลอนเปล่าอีกหลายๆ แบบ เช่น แบบที่ศิริวรณ์ แก้วกาญจน์, มงคล เปลี่ยนบางช้าง ฟ้า พูลวรลักษ์ ฯลฯ ใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นรายละเอียด ที่มา และวิธีการสร้างสรรค์งานของกลอนเปล่าแนวอื่นๆ จึงจะถูกมองข้ามไป เป็นต้นว่า การกลมกลืนหรือตอบโต้กับพัฒนาการของการใช้ภาษาไทย หรือการหาทางออก/วิธีการของกวีในท่ามกลางบริบทของภาษาไทยปัจจุบัน และถึงที่สุดแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า ขนบการใช้ภาษาในวรรณคดีไทย ซึ่งเน้นการพรรณนาความ ขยายความให้ไพเราะ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากวรรณคดีบาลีและสันสกฤต จะไม่เอื้อให้กับการเขียนกลอนเปล่าส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่เน้นการใช้จำนวนคำจำกัด ใช้คำน้อยเพื่อสื่อความมาก อันน่าจะเป็นขนบวรรณคดีจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ขนบวรรณกรรมยุโรป ซึ่งใช้ภาษาที่มีลักษณะเป็น concept ในคำแต่ละคำสูง เช่น อังกฤษ เยอรมันมากกว่า เขาจึงเห็นว่า การที่กลอนเปล่าในเมืองไทยไม่เป็นที่นิยม หรือยังไม่สามารถเขียนให้ได้ดี - น่าอ่านนั้น อาจมีปัญหาในเรื่องวัฒนธรรมการใช้ภาษาของสังคมไทยแฝงอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้ .. การสัมมนาเล็กๆ ครั้งนี้ยุติลงในเวลา ๑๖.๐๐ น. ด้วยเหตุผลข้อจำกัดเรื่องสถานที่จัดและดินฟ้าอากาศ แต่ก็นับว่าช่วงเวลาสองชั่วโมงเศษ ต่อหน้า หลวงพ่อขาว อันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนชาวบางกอก การพูดคุยเรื่องกลอนเปล่าได้กลายเป็นประเด็นที่เปิดกว้างสำหรับการถกเถียงในรายละเอียดต่อไปได้อีกมาก และสมควรอย่างยิ่ง ที่จะจัดให้มี ครั้งต่อไป ในเร็วๆ นี้ |
| วาระ๕+++ | ||
ใครเป็นใครดูกันเอาเองครับ |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||