ในงานวรรณกรรม โดยเฉพาะกวีนิพนธ์สัจนิยมแนวขนบ ดวงจันทร์มักถูกนำมากล่าวถึงอยู่เสมอๆ
เทหวัตถุบนฟากฟ้าชิ้นนี้เป็นที่มาของเรื่องราวมากมาย ศาสตร์โบราณที่มนุษย์คิดค้นเพื่ออธิบายความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวต่างๆ มักมีดวงจันทร์มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ไม่ว่าจะดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ หรือระบบปฏิทินแบบจันทรคติ
ในทางศาสนา ชาวฮินดูก็มีเรื่องเล่าถึงที่มาที่ไปของ พระจันทร์ หนึ่งในเทวดานพเคราะห์อันมีบุคลาธิษฐานเกี่ยวกับดวงจันทร์ไว้อย่างพิเศษพิสดาร
จารึกเขมรโบราณสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบที่ปราสาทเขาพระวิหาร มีคำกล่าวสาปแช่งผู้ที่ทำลายหลักศิลาจารึกว่า จง ..ไปลงนรก ตราบเท่าที่พระอาทิตย์และพระจันทร์ยังคงอยู่..
นั่นหมายถึงชั่วนิรันดร์ !
หากจะสืบค้นการปรากฏของดวงจันทร์ในวรรณคดีไทย โดยเฉพาะกลอนนิราศ คงคัดตัวอย่างมาได้มากมาย กวีไทยแต่โบราณมักเปรียบหญิงคนรักว่างามดั่งดวงจันทร์วันเพ็ญ ขณะเดียวกัน ดวงจันทร์ข้างแรมก็มักเป็นสัญลักษณ์ของความหม่นหมอง โศกเศร้า ไม่สมหวังในรัก
ทว่าหลังจากยานอวกาศอพอลโล ๑๑ ของสหรัฐอเมริการ่อนลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อต้นทศวรรษ ๒๕๑๐ ข้อมูลความรู้ที่ เป็นจริง เกี่ยวกับดวงจันทร์ก็ค่อยๆ ทยอยเผยแพร่ออกมา นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นความขรุขระบนพื้นผิวของดวงจันทร์ด้วยภาพถ่าย ทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสามสิบกว่าปีมานี้ทำให้เรา เห็น ดวงจันทร์ในมิติด้านวิทยาศาสตร์มากกว่ามิติอื่นๆ
เด็กชายวัยรุ่นสมัยผมจะต้องแกล้งทำเป็นชมสาวว่า แก้มเธอนี่ช่างสวยเนียนเหมือนพระจันทร์เลยเชียวนะจ๊ะ ซึ่งเด็กสาวเมื่อได้ยินเข้าก็จะต้องทำเป็นโกรธกระฟัดกระเฟียด เพื่อว่าใครๆ จะได้เห็นว่าพวกเธอนั้นทันสมัยกับข้อมูลดวงจันทร์ที่
เปลี๊ยนไป๋ นั่นเอง
ความรู้ ชุดใหม่นี้ แน่นอนว่าย่อมทำให้ความรู้สึกด้านสุนทรียะที่มีต่อดวงจันทร์ผิดแผกไปจากเดิม
อย่างน้อย ก็ทำให้เนื้อเพลง ..ดวงจันทร์ งามพักตร์ พิศเพียงพระจันทร์.. ออกแนวเชยๆ ไป ในขณะที่ ..จันทร์ที่ดูสดใส นั้นเป็นอย่างใจ เธอหรือเปล่า.. นั้น วัยรุ่นยังพอรับได้
.
โชคดีที่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ กวีไทยผู้เขียนงานแนวสัจนิยม/ธรรมชาตินิยมบางคนดูเหมือนมิได้ถูกโยกคลอนด้วย ความรู้ ชุดดังกล่าว
บทกวีขนาดสั้นเพียงแปดบรรทัดที่ตีพิมพ์อยู่ใน พระจันทร์โบราณ รวมบทกวีของเสน่ห์ วงษ์กำแหง ยืนยันว่าเขาเป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น
โดยเฉพาะบท น้ำค้าง ที่ขอนำมากล่าวถึงในที่นี้
น้ำค้าง นับว่าเป็นบทกวีที่โดดเด่นบทหนึ่งของเสน่ห์ วงษ์กำแหง กลอนสองบทของเขาบรรยายฉากรัตติกาลอย่างรวบรัด เรียบง่าย อ่านครั้งแรกอาจผ่านเลยไปอย่างไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ แต่ครั้นพิจารณาถึงเสียงที่เล่า มุมมอง และวิธีการอธิบาย ก็ต้องนับว่านี่เป็นฉากรัตติกาลที่น่าสนใจฉากหนึ่ง ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยการใช้ตาเพียง ชั้นเดียว
(ในเบื้องต้น ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากลีลากลอนของเสน่ห์ในบทนี้ลื่นไหลพลิกพลิ้วแพรวพราวด้วยสัมผัส และรุ่มรวยด้วยคำกวี จะทำให้ สาร ในแนวธรรมชาตินิยมที่เขาอาจตั้งใจสื่อนั้นถูกละเลยไปจนหมดหรือไม่ ?)
โดยผ่านเสียงเล่าของผู้รู้ (สัพพัญญู) เสน่ห์ทำให้ดวงจันทร์ มวลไม้ น้ำค้าง ฯลฯ ทั้งหมดในฉากกลายเป็นบุคลาธิษฐานที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในวิธีคิดเชิงกวีนิพนธ์เหนือจริงที่มีกลิ่นไอแบบขนบโบราณ
ฉากรัตติกาลของเสน่ห์เป็นดังนี้
น้ำค้างหยดรดหลั่งยังภาคพื้น
ใบไม้ชื้นดอกไม้ฉ่ำด้วยน้ำใส
จันทร์แจ่มดวงฟ้ากระจ่างพร่างผืนไพร
มวลไม้ได้รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์
เหมือนอิ่มทิพย์ลิบหล้าจากฟ้าฝาก
ใบต้นรากเอิบเอมเกษมสันต์
เต็มเขาเขียวผืนป่าช้านานครัน
น้ำค้างกลั่นหยาดเกลี้ยงเลี้ยงโลกเรา
ในบทนี้ เมื่อกวีฉายภาพให้เห็นมวลไม้ฉ่ำน้ำค้างซึ่ง รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์ นั้น แม้เราจะพยายามเข้าใจความเปรียบว่ากวีหยิบยืมอาการ ชื่นชม ซึ่งเป็นกิริยาอาการของมนุษย์ไปอธิบายต้นไม้ แต่เราก็คงอดที่จะคิดเชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับ แสง ตามความรู้เดิมที่เรามีอยู่ไม่ได้
ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กายภาพที่รู้กันทั่วไปก็คือ แสงจันทร์ในยามราตรีไม่มีผลใดๆ ต่อต้นไม้ แสงที่จะมีประโยชน์ต่อต้นไม้คือแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน เพราะมันมีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงเพื่อย่อยสลายอาหารของพืช
น้ำค้างก็ไม่มีผลต่อต้นไม้เช่นกัน เนื่องจากถึงแม้เรารู้ว่าการดูดซับน้ำโดยใบไม้จะเป็นไปได้ (พืชอาจใช้ใบดูดซับน้ำได้บ้าง แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับที่รากดูดซับได้) แต่เราก็ย่อมรู้ว่า ตอนกลางคืนเป็นเวลานอนของพืช ไม่ใช่เวลาสังเคราะห์แสงดังที่กล่าวแล้ว
ดังนั้น ฉากในบทกวี น้ำค้าง นี้ เมื่อมองด้วยสายตาของความเป็นจริง จึงย่อมผิดพลาดคลาดเคลื่อนด้วยประการทั้งปวง
แต่แน่นอนว่า กวีนิพนธ์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบาย และตีความกันด้วย ตาชั้นเดียว โดยอาศัยกรอบเกณฑ์ง่ายๆ เช่นนี้ได้
ผมคิดว่า เสียงเล่าของสัพพัญญูในบทกวีนี้ทำหน้าที่เปิดเผยเรื่องราวในอีกแง่มุมหนึ่งโดยผ่านตัวบท..เขา (หรือเธอ ?) เล่าถึงบรรยากาศกลางแสงจันทร์ การซึมซาบของน้ำจากหยาดน้ำค้างและการชื่นชมจันทร์ในบทแรกถูกอธิบายไขความในบทที่สองว่าเป็นที่มาของสภาวะ อิ่มทิพย์ลิบหล้าจากฟ้าฝาก จนทั้งใบ ต้น ราก เอิบเอมเกษมสันต์ ความสมบูรณ์ของต้นไม้ ป่าไม้ที่เขา/เธอเห็นนั้น เต็มเขาเขียวผืนป่าช้านานครัน แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการพรรณนาฉากรัตติกาลฉากหนึ่งเท่านั้น แต่ดูเหมือนกวีซาบซึ้งกับสิ่งที่สัมผัสรู้จนแทบจะกล่าวได้ว่า วรรค เหมือนอิ่มทิพย์ฯ นั้นเป็นความรู้สึกของกวีเอง หาใช่ของต้นไม้ไม่ (และในอีกแง่หนึ่ง การ อิ่มทิพย์ นี้ก็คือการปฏิเสธความเป็นจริงทางกายภาพ อันได้แก่ระบบการย่อยสลายอาหารของพืชไปเลยโดยสิ้นเชิงนั่นเอง)
ในแง่นี้ จึงเหมือนว่ากวีกำลังอธิบายความในเชิงบุคลาธิษฐานสองชั้น (หรือกลับด้าน ?) คือกวีเกิดความรู้สึกทางอารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับที่ต้นไม้รู้สึก ซึ่งความรู้สึกของต้นไม้นี้ก็ได้ถูกเปรียบเทียบกับความรู้สึกของมนุษย์มาก่อนหน้าแล้ว
หากพิจารณาจากกรอบคิดนี้ กวีอาจกำลังเรียกร้องให้มนุษยชาติกลับไป รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์ ในความหมายของการเคารพ อ่อนน้อม และให้คุณค่าแก่ธรรมชาติ อย่างที่ มวลไม้ กระทำอยู่ในบทกวีก็เป็นได้
และวรรคสุดท้ายที่สรุปว่า น้ำค้างกลั่นหยาดเกลี้ยงเลี้ยงโลกเรา นั้น นอกจากจะยืนยันอีกครั้งถึงการอยู่เหนือ ความเป็นจริง แล้ว ยังเสมือนเสนอคำอธิบาย/คำประกาศอันอาจถือเป็นหัวใจของงานแนวธรรมชาตินิยมที่เสน่ห์หลงใหล
นั่นก็คือเรามักได้ยินเสมอว่า โลกจะดีขึ้น เลวลงได้ก็ด้วยมือ เรา..เราซึ่งคือมนุษย์ ตามแนวคิดมนุษย์นิยม ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปได้ก็ด้วยผลพวงการกระทำของมนุษย์เท่านั้น แต่ในบทกวีบทนี้ น้ำค้าง ซึ่ง กลั่นหยาดเกลี้ยง นั้นทำหน้าที่ เลี้ยงโลกเรา แน่นอนว่าโลกในบทกวีบทนี้ย่อมมีความหมายครอบคลุมถึงมนุษย์ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น โลก (ในความคิดของกวี) จึงอาจดำรงอยู่ด้วยมือของธรรมชาติ (บทกวีใช้สัญลักษณ์น้ำค้างและดวงจันทร์) ก็ได้เช่นกัน หาใช่มนุษย์มีบทบาทเพียงผู้เดียวแต่อย่างใดไม่
และความที่กวีเลือกพูดถึงน้ำค้าง แทนที่จะเป็นฝน ใช้ฉากกลางคืน แทนที่จะเป็นกลางวัน ก็ทำให้สารที่สื่อออกมามีลักษณะแฝงเร้นมากกว่าโจ่งแจ้ง เพราะหากกวีกล่าวว่าฝนเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงโลก ก็คงทำให้ความรู้สึกเหนือจริงลดน้อยลงไป (เพราะฝนนั้นหล่อเลี้ยงโลกได้จริงๆ ในเชิงปริมาณน้ำ) ถ้าเป็นอย่างนั้น พลังของแนวคิดแบบธรรมชาตินิยมอาจไม่เด่นชัดเท่านี้ก็ได้
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ ความรู้ เรื่องดวงจันทร์ น้ำค้าง ต้นไม้ ฯลฯ ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีผลต่อการ อ่าน บทกวีบทนี้หรือไม่ ? อย่างไร ?
ผมคิดว่ามีแน่นอนครับ อย่างน้อยก็สองระดับ
ระดับแรก คือปฏิเสธบทกวีนี้ไปเลย เพราะตรรกะที่กวีนำมาใช้เล่าเรื่องนั้นเป็นเท็จ ดังได้กล่าวแล้ว
ระดับที่สอง คือซาบซึ้งกับการใช้บุคลาธิษฐานที่เหนือจริงไปกว่าความรับรู้แบบสมัยใหม่ (แน่นอนว่าบุคลาธิษฐานนั้น เหนือจริง อยู่แล้ว แต่เสน่ห์ใช้มันในระดับเหนือสัจจะขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เช่น ถึงมวลไม้จะสามารถ รื่นรมย์ชื่นชมจันทร์ ได้จริงๆ แต่ก็ไม่มีผลในเชิงสังเคราะห์แสง เป็นต้น) เราอาจลองสมมุติดูว่า ถ้าแสงจันทร์ช่วยสังเคราะห์แสงได้จริง บทกวีก็คงอ่อนพลังลงกว่านี้ไม่น้อย
ความรู้ ในที่นี้จึงอาจนำมาซึ่ง ความรู้สึก ได้หลากหลายรูปแบบ แล้วแต่ผู้อ่านจะเลือกใช้/ไม่ใช้ เพื่อประกอบการตีความและทำความเข้าใจบทกวีอย่างไร
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สมควรช่วยกันขบคิดต่อก็คือ การใช้บุคลาธิษฐานนั้น ในระยะยาวจะเหมาะกับงานแนวธรรมชาตินิยมหรือไม่ ? เพราะแก่นแกนของบุคลาธิษฐานก็คือการเอาอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ไปใส่ให้กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็แทบจะคือแก่นแกนของหลักการ มนุษย์นิยม นั่นเอง) เมื่อคำนึงถึงจุดนี้ ก็ดูเหมือนว่าบรรดากวีนักธรรมชาตินิยมที่ใช้วิธีนี้ต่างตกอยู่ในอาการ ขว้างงูไม่พ้นคอ คือในที่สุดก็ยังจะต้องนำเอาอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์เข้าไปตีกรอบ เปรียบเทียบ ตลอดจนอธิบายปรากฏการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติอยู่ดี
ดังนั้น ทำไปทำมา วิธีการบางอย่างก็อาจกลายเป็น กับดัก ได้ง่ายพอๆ กับ ทางออก
บทกวี น้ำค้าง ของเสน่ห์ วงษ์กำแหง อาจมาถึงจุดสูงสุดจุดหนึ่งในการใช้กลวิธีนี้แล้ว แต่เราน่าจะหวังได้ว่า เสน่ห์ (และ/หรือกวีคนอื่นๆ) จะค้นพบหนทางการ สื่อ เพื่ออธิบาย สาร ในแนวธรรมชาตินิยมที่เขารักได้อย่างพิเศษพิสดารกว่านี้ ในงานกวีนิพนธ์ชิ้นต่อๆ ไป
และนั่น คงจะเป็นทิพยวิมานของการเสพบทกวีแนวธรรมชาตินิยมอย่างแท้จริง..