พิมพ์หน้านี้
|
หมายเหตุ'มติชนออนไลน์'-เป็นส่วนหนึ่งเอกสารลับที่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประ เทศ ในขณะนั้นทำถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแจ้งความเห็นประกอบวาระเพื่อพิจารณาในที่ประชุม ครม. เรื่องขอรับการสนับสนุนการให้เงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศแก่รัฐบาลพม่า (ที่ กต 1303/488 ) วงเงิน 4,000 ล้านบาทลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 เอกสารดังกล่าวหลายเป็นหลักฐานสำคัญที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำทีก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ใช้เป็นหลักฐานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้สั่งให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าเพิ่มวงเงินกู้แก่กู้ให้พม่าในการพัฒนาระบบโทรคมนาคมอีก 1,000 ล้านบาท(จากเดิมที่มีการเจรจาไว้ 3,000 ล้านบาท)และมีการซื้ออุปกรณ์จากบริษัทชินแซทเทลไลท์บริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น ของครอบครัวชินวัตร ทั้งๆที่นายสุรเกียรติ์ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มวงเงินกู้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ(นายสุรเกียรติ์)ได้กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี(พ.ต.ท.ทักษิณ)พิจารณาและได้มีบัญชาเห็นชอบให้สินเชื่อแก่พม่าตามที่ฝ่ายพม่าขอโดยให้เป็นเงินบาท (Baht loan) ฝ่ายไทยได้แจ้งฝ่ายพม่าในเรื่องนี้ระหว่างการประชุมสุดยอด ACMECS ที่พุกาม เมื่อ 10-12 พฤศจิกายน 2546 โดยรับจะส่งคณะจาก EXIM Bank ไปเจรจากับพม่าโดยเร็ว 2.เมื่อ 21-23 มกราคม 2547 คณะของ EXIM BanK ได้เดินทางไปหารือในรายละเอียดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพม่า ธนาคารกลางพม่า และ MFTB ผลการเจรจาสรุปได้ดังนี้ ไทยจะให้เงินกู้เป็นเงินสกุลบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างจากไทยในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินอัตรา prime rate ของธนาคาร (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 5.75 ต่อปี) 3.ในการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรี BIMST-EC ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อ 7-8 ก.พ. 47 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าขอให้รัฐบาลไทยช่วยหารือกับ EXIM Bank ให้ลดอัตราดอกเบี้ยหากจำเป็นขอให้รัฐบาลไทยให้เงินสนับสนุน (subsidy) บางส่วน และขอให้ฝ่ายไทยกำหนดจุดประสานงานเพื่อช่วยติดต่อกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เมื่อฝ่ายพม่าต้องการซื้อสินค้าหรือวัสดุภายใต้โครงการ นอกจากนี้ฝ่ายพม่าประสงค์จะขอรับสินเชื่อสำหรับโครงการพัฒนาระบบโครคมนาคมของพม่า (วงเงิน 24.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกเหนือจาก 3,000 ล้านบาท ที่ได้เจรจากันแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ(นายสุรเกียรติ์)แจ้งว่า ขอให้โครงการดังกล่าวอยู่ภายในกรอบสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า จึงได้สอบถามความเป็นไปได้ในการขอขยายวงเงินสินเชื่ออดังกล่าวเป็น 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ขอให้ไทยและพม่าเริ่มดำเนินการการให้สินเชื่อ 3,000 ล้านบาทก่อน และให้หารือกันอีกครั้งเกี่ยวกับการขยายวงเงินสินเชื่อในอนาคต 4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 ติดตามผล การขอขยายวงเงินสินเชื่อและการลดอัตราดอกเบี้ยพร้อมกับแจ้งว่า ฝ่ายพม่าต้องการซื้อยางมะตอย (bitumen) จากไทย จำนวน 100,000 ตัน และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ภายใต้ กรอบวงเงินสินเชื่อดังกล่าว อย่างเร่งด่วนก่อนฤดูมรสุม 5.เมื่อ 2 มีนาคม 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า แจ้งว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีตกลงให้เพิ่มวงเงินสินเชื่อจาก 3,000 ล้านบาทเป็น 4,000 ล้านบาท และจะ subsidize บางส่วนจากอัตราดอกเบี้ยที่ EXIM Bank เสนอ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าทราบในการหารือระหว่างการประชุม AMM Retreat ที่ฮาลองเบย์ เมื่อ 3 มีนาคม 2547 6.เมื่อ 15 มีนาคม 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขของสินเชื่อ โดยมีผู้แทน EXIM Bank ธนาคารกรุงไทย และกระทรวงการคลัง เข้าร่วมซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ผ่อนปรนเงื่อนไขให้แก่พม่า ได้แก่ 1) ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 3 ต่อปี 7.เมื่อ 26 มีนาคม 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีพม่าขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาขยายเวลา grace period จาก 2 ปี เป็น 5 ปี โดยมอบหมายให้ MFTB เป็นผู้เจรจากับ EXIM Bank ในรายละเอียด และเชิญผู้แทน EXIM Bank เดินทางไปกรุงย่างกุ้งเพื่อเจรจารายละเอียดขั้นสุดท้ายกับฝ่ายพม่าในโอกาสแรก 8.ก่อนหน้านี้ (25 มีนาคม 2547) EXIM Bank ได้ประชุมคณะกรรมการธนาคารฯ แต่ผลการประชุมแตกต่างจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแจ้งพม่า เช่น grace period 2 ปี และการแบ่งเงินกู้ออกเป้น 2 ส่วน (เงินกู้เพื่อซื้อสินค้าทุนจากไทย และเงินกู้เพื่อการว่าจ้างผู้รับเหมาไทย) โดยมีระยะเวลากู้แตกต่างกัน 9.ตามข้อ 10 เมื่อ 23เมษายน 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งเกี่ยวกับ credit line ขอให้กระทรวงการคลังประสานงานกับ Exim Bank เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ตรงกัน 10.เมื่อ 21 เมษายน 2547 EXIM Bank ได้มีหนังสือถึง MFTB แจ้งว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเรื่องอัตราดอกเบี้ย และสำหรับเรื่อง grace period 5 ปี นั้น พร้อมจะพิจารณาแต่เห็นว่าการที่มี grace period ระยะยาวเกินไปทำให้เกิดภาระการชำระดอกเบี้ยมากเกินไปโดยใช่เหตุ และทำให้เกิด "crowding out effects" ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการกู้ยืมอื่นๆ ในอนาคต สถานะสุดท้าย 1.นายสถาพร ชินะจิตร กรรมการผู้จัดการ EXIM Bank ได้เดินทางไปกรุงย่างกุ้ง (25-27 เมษายน 2547) เพื่อหารือกับฝ่ายพม่า โดยได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางพม่า MFTB และรัฐมนตรีว่าการะรทรวงการต่างประเทศพม่า แต่ยังมีประเด็นที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่อง "Thai origin" 2.เมื่อ 27 เมษายน 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศพม่าได้ส่งนายตอง ตุนอธิบดีกรมการเมืองพม่า มาพบกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว ซึ่งฝ่ายพม่าแจ้งว่าพม่ามีข้อจำกัดในกาดรำเนินการตามเงื่อนไขของ rule of origin ของ EXIM Bank อย่างไรก็ดี การได้รับวงเงินสินเชื่อนี้มีความสำคัญทางการเมืองแก่พม่ามากเนื่องจากจะช่วยเสริมสถานภาพของ พล.อ.ชิ่น ยุ้น นายกรัฐมนตรีพม่า โดยเฉพาะภายใน SPDC และต่อความสำเร็จของ Roadmap และกระบวนการปรองดองแห่งชาติในพม่า เนื่องจากผู้นำพม่าได้ให้คำมั่นกับชนกลุ่มน้อยว่าจะพัฒนาพื้นที่ชายแดน ซึ่งฝ่ายพม่าจึงขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาให้ความยืดหยุ่นด้วย ********* |
| เทียนแห่งธรรม | ||
เทียนแห่งธรรม : เทียรี่ ลาสเวกัส |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |