วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน 2551
เงิน.... ทอง...และข้าว
Posted by
วนา
,
ผู้อ่าน : 120
, 00:30:28 น.
พิมพ์หน้านี้
|
นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานของชาวเขากลุ่มปกาเก่อญอ นำเสนอโดยกลุ่มเยาวชนปกาเก่อญอ
ข้าพเจ้าได้นิทานเรื่องนี้จากสิ่งพิมพ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "เด็กบ้านนอก" สารสำหรับเยาวชนภูธร ผู้รักความเป็นธรรม จัดทำโดย เครือขายเยาวชนลุ่มน้ำ เป็นสารเล็ก ๆ ที่น่ารักมาก น้อง ๆ จัดทำกันเองเพื่อเผยแพร่งานออกสู่สายตาคนภายนอก สารที่พวกน้อง ๆ บอกข้าพเจ้าว่า เป็นสื่อสำหรับเด็กบ้านน๊อก...บ้านนอก ที่เนื้อหาภายในมันเข้มข้น ไม่สมกับคำว่าบ้านน๊อก...บ้านนอกเลยแม้แต่นิดเดียว..เอ้า มาฟังนิทานกันดีกว่า
เรื่องมีอยู่ว่า
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนรวยอยู่ 3 คน คนหนึ่งรายเงิน คนหนึ่งรวยทอง และคนหนึ่งรวยข้าว ทั้งสามคนต่างก็คิดว่าในบรรดาความร่ำรวย ทั้งสามอย่างนั้น ถือว่าตนร่ำรวยที่สุด และทั้งสามก็มักปะทะคารมคุยเขื่องโขว่าตัวเองเท่านั้นที่รวยที่สุด เป็นอยู่อย่างนี้เสมอ...........
จนในที่สุดวันหนึ่ง ก็มีการท้าปะลองกันขึ้น โดยกำหนดวิธีว่า ทั้งสามจะเดินทางเข้าป่าด้วยกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน จะเอาสมบัติอะไรติดตัวไปก็ได้ โดยมีเสบียงอาหารคือเอาข้าวสารไปได้เพียงคนละ 3 ลิตรเท่านั้น และทั้งสามก็ยอมรับในหลักการนี้
เศรษฐีเงิน เอาเงินมาทำเป็นหมวก เศรษฐดีทองก็เอาทองมาทำเป็นหมวก ส่วนเศรษฐีข้าวก็เอาข้าวมาทำเป็นหมวกเหมือนกัน แล้วทั้งสามก็ออกเดินทาง ต่างคนต่างก็ประหยัดข้าวสารกินกันวันละนิดวันละหน่อย แต่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ข้าวสารก็หมดทั้งสามคน แต่ก็ต้องเดินทางต่อไปให้ครบกำหนดเดินทางแบบไม่ได้กินอะไรเลยจนสองวัน ทั้งหมดก็หยุดพักในตอนค่ำ วันนั้นเอง เศรษฐีข้าวก็หยิบหมวกของตัวเองออกมาปิ้งไฟ ข้าวนั้นก็พองขึ้น เศรษฐีข้าวก็กินข้าวของตัวเองอย่างอิ่มอร่อย ส่วนอีกสองคนได้แต่มอง
วันต่อ ๆ มา เมื่อหยุดพัก เศรษฐีข้าวหยิบหมวกมาปิ้งกินวันละหน่อย ซึ่งก็ทำให้มีแรงเดินทุกวัน ส่วนเศรษฐีเงินและเศรษฐีทองนั้นทั้งหิวและหมดเรี่ยวแรง ขอเจรจาซื้อข้าวของเศรษฐีข้าว เศรษฐีข้าวก็ขายให้โดยแลกกับเงินและทองในขนาดเท่ากันกับข้าวแห้งนั้น ทั้งสองก็จำยอมตัดแผ่นเงินแผนทองคำจากหมวกมาซื้อข้าว วันต่อมา พอหิวอีกก็ขอซื้อข้าวอีก แต่คราวนี้เศรษฐีข้าวก็ขายในราคาแพงขึ้น โดยข้าวหนึ่งส่วนมาแลกกับเงินและทองอย่างละสองส่วน ซึ่งเศรษฐีเงินกับเศรษฐีทองก็ต้องยอม และนับวันข้าวก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อย ๆ จนหมวกเงินหมวกทองนั้นกลายเป็นชิ้นส่วน และตกเป็นของเศรษฐีข้าวจนหมด ในที่สุดก็ครบหนึ่งเดือนตามกำหนด หมวกข้าวก็หมดพอดี
ปีนั้นเอง เกิดความไม่สมดุลของดินฟ้าอากาศ ได้ข้าวไม่พอกิน เศรษฐีข้าวก็ขนข้าวหนีไปอยู่หมู่บ้านอื่น โดยข้าวส่วนที่ขนไปไม่หมดก็ขนไปไว้ในถ้ำ ปิดปากถ้ำเหลือช่องไว้เล็กนิดเดียว ส่วนเศรษฐีเงินกับเศรษฐีทองนั้น ซื้อข้าวใครก็ไม่มีขายให้ เพราะในหมู่บ้านต่างก็ได้ข้าวน้อยกันทั้งนั้น ในที่สุดทั้งสองเศรษฐีก็เพียงขอให้นกเขาบินไปคาบข้าวของเศรษฐีข้าวจากในถ้ำมาให้วันละเล็กวันละน้อยพอปะทังชีวิต นกก็พลอยได้กินข้าวไปด้วย
นับแต่นั้นมาทุกปีในไร่ในนาข้าว นกก็เลยได้กินข้าวก่อนคนเสมอ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า........................................... ลองมาดูฝีมือกวีศรีเยาวชน กลุ่มเด็กบ้านนอกกันนะคะ เด็กพวกนี้ไม่ธรรมดาเลย
แผ่นดินผืนนี้มีค่า..............ทำนาทำไร่ได้ผล ทำสวนก็ได้ไม่จน.............อดทนทำไว้ใช้กิน ในน้ำมีกุ้งปูปลา............... จับหามาได้ทั้งสิ้น เมืองไทยมีทรัพย์ในดิน..... ได้ยินเสียงนี้มานาน
นึกถึงบุญคุณปู่ย่า........................ช่วยกันรักษากล้าหาญ พวกเราจึงได้เบิกบาน...................อยู่บ้านเราได้อย่างดี ต้องฝึกต้องเตรียมไว้................... ลูกลำโดมใหญ่รู้หน้าที่ ช่วยให้เราอยู่นานปี...................... ได้มีความสุขทุกคน
สายน้ำลำโดมใหญ่....................หล่อเลี้ยงใจเพื่อทุกฝัน ก่อเกิดเป็นตำนาน ....................สืบสร้างสานต่อกันมา หากแม้นจะไร้สิ้น......................ซึ่งแผ่นดินที่ห่วงหา เป็นเขื่อนมหึมา...........................ป่าไร้สิ้นดินสูญไป ธรรมชาติที่อุดม..........................เมฆหมอกลมที่พัดไหว เป็นเพลงกล่อมพงไพร..................คงร่ำได้ด้วยอาดูร วิถีคนในถิ่น............................... ที่ทำกินจะสิ้นสูญ หมดซึ่งสิ่งเกื้อกูล........................ กลับเพิ่มพูนเหตุร้อนใจ ประเพณีที่ชี้นำ.........................วัฒนธรรมล่มสลาย คนรวยได้สบาย....................... แต่คนตายคือคนจน รีดเลือดจากปูน้อย................... ความคิดถ่อยไม่เคยสน เสียดายเกิดเป็นคน.................. มุ่งเพื่อผลสู่ตนเอง
สุขุมา อรุณจิต : กลุ่มวัชพืช
|