|
เชื่อว่า หลาย ๆ ท่านคงรู้จักวรรณคดี เรื่อง รามเกียรติ์ กันเป็นอย่างดี รามเกียรติ์ หรือรามายณะ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย ฉบับดั้งเดิมของอินเดีย เรียกว่า รามายณะฉบับวาลมิกิ สำหรับรามเกียรติ์ของไทย เป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 วรรณคดีเรื่องนี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นหลักฐานการรับอิทธิพลอินเดียในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลาย ๆ ประเทศในแถบนี้ มีรามายณะเป็นแบบฉบับของตนเองเช่นกัน
ข้าพเจ้ากำลังจะพูดถึง จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่มีปรากฏในบริเวณรอบระเบียงคดของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง
รามเกียรติ์เป็นเรื่องราวของพระราม หรือนารายณ์อวตารปางที่ 7 ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู รามเกียรติ์รับใช้ชนชั้นปกครองมาเป็นเวลานาน ตามหลักฐานที่ปรากฏ ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี พระมหากษัตริย์ไทยเกือบจะทุกพระองค์ จะต้องมีพระนามาภิไธยว่า รามาธิบดี ซึ่งหมายความว่า พระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพหรือพระนารายณ์อวตารมานั่นเอง ซึ่งเราจะพบว่า ตามท้องเรื่องพระรามครองกรุงอโยธยา เหมือนกับพระมหากษัตริย์ของไทย
แต่วันนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากนำมาแบ่งปัน คือเรื่องราวที่สะท้อนวิถีชีวิตของชนชั้นสามัญชนในอดีต ที่มีปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมชุดนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ในอดีต จากการที่ภาพจิตรกรรมชุดนี้มีอายุยืนยาวมา 200 กว่าปี ผ่านการซ่อมแซมมาหลายครั้ง ทำให้มีเรื่องราวร่วมสมัยแปลกใหม่ของประวัติศาสตร์สอดแทรกอยู่ในเรื่องราวต่าง ๆ การเขียนภาพชาวบ้าน เป็นประเด็นใหม่ที่ช่วยแต่งเติมรสชาติให้ฉากเหตุการณ์คือกิริยาอาการที่แฝงด้วยอารมณ์ขัน บางครั้งโลดโผน ขบขัน ครื้นเครง สะท้อนทั้งพื้นฐานอุปนิสัยและนัยยะของสังคมไทย ณ เวลานั้น
สังคมไพร่ ที่ไม่เคยมีปรากฏในพงศาวดารฉบับไหน สะท้อนภาพอยู่ชัดเจน ในภาพจิตรกรรมชุดนี้ สังคมชาวบ้าน ที่บางทีเราก็นึกไม่ออกว่า หน้าตาเป็นอย่างไร บางคนก็จินตนาการเอาเองว่า มันคงน่าอยู่ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อุดมสมบูรณ์ไปทุกหย่อมหญ้า ไม่มีการแก่งแย่ง แข่งขัน................
ก่อนการปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 สังคมไทยก็แบ่งเป็น 2 ชนชั้น คือชนชั้นปกครอง ประกอบด้วย กษัตริย์ และขุนนาง กับชนชั้นถูกปกครอง คือไพร่และทาส โดยมีระบบมูลนาย ไพร่ เข้ามาจัดระเบียบของสังคม ไพร่นั้นแบ่งเป็นไพร่หลวงและไพร่สม ไพร่หลวงรับราชการขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานเป็นเวลา 6 เดือน ส่วนไพร่สม ขึ้นสังกัดกับพวกเจ้านายและขุนนาง ทำงานส่งส่วยและรับใช้เจ้านายอย่างเดียว ไม่ต้องถูกเกณฑ์เหมือนไพร่หลวง ไพร่พวกนี้จะสบายกว่า
การถูกเกณฑ์ไพร่ เป็นเรื่องที่ขมขื่นสำหรับราษฎรไทย ทุกคนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนอกจากหลบหนี การถูกเกณฑ์ไปรบเช่นนี้ ทำให้ชายไทยเหล่านี้ไม่มีเวลาดูแลครอบครัวและทำมาหากิน ซึ่งการถูกเกณฑ์ไปนั้น อาจหมายถึงการตายในที่รบ โดยไม่มีวันได้กลับมาอีกเลย ฝ่ายหญิง จะต้องเป็นผู้รับภาระหนักในการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว โดยที่ภาครัฐมิได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่อย่างใด เหมือนสมัยนี้ ภาพการร้องไห้คร่ำครวญของหญิงผู้นี้ บ่งบอกความรู้สึกได้เป็นอย่างดี

ภาพชีวิตผู้คน จะวนเวียนอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวังและบริเวณรอบ ๆ พระนคร ห่างออกจากกำแพงเมืองออกไปส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนาและป่า ไม่ค่อยจะมีผู้คนอาศัยอยู่

หนุ่มเกี้ยวสาว มีมาทุกยุคทุกสมัย จากภาพจะเห็นว่า สมัยนี้เริ่มมีร่มใช้กันแล้ว ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า อยู่ในราวสมัยรัชกาลที่ 5 หากสังเกตให้ดี จะพบว่า หนุ่มนั้น อาจจะไม่ใช่คนไทย เนื่องจากชนต่างชาติในสยามมีมากกมายหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น จีน แขก ลาว เขมร โปรตุเกส ฝรั่ง ฯลฯ ภาพนี้ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า เป็นลักษณะของชาวมอญ จากโคลงภาพคนต่างภาษา ที่วัดพระเชตุพนกล่าวไว้ว่า
ภาพเตลงเขตแคว้น.....หงสา วดีแฮ คือเหล่ารามัญฉมัง......หมู่นี้ ไว้หวังเพื่อประชา.......ชมเล่น เผื่อว่าภายหน้าลี้.......ลับหายฯ นุ่งผ้าตะรางริ้วเช่น.....ชาวอัง วะแฮ พันโพกเกล้าแต่งกาย...ใส่เสื้อ มอญมักสักไหล่หลัง.....ลงเลข ยันต์นา พลอยทับทิมน้ำเนื้อ......นับถือฯ 
ธรรมชาติของคนไทย รวมทั้งคนในภูมิภาคนี้เป็นชาวน้ำ มักอาศัยเกาะกันอยู่ตามตลิ่ง บ้านเรือนจึงมักจะอยู่ริมน้ำ หรือไม่ก็อยู่กันในน้ำเลย เรือนชาวบ้านสมัยก่อนมักจะเป็นเรือนแพ หรือไม่ก็อาศัยอยู่ในเรืออย่างภาพนี้ ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการเดินทางเพื่อทำมาค้าขายและการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค
 เรือนแพ
การใช้ชีวิตอยู่ริมน้ำ ทำให้การหาอาหารเป็นเรื่องง่าย และใกล้ตัว สามารถจะนั่งตกปลาตรงหน้าบ้านของตัวเอง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ จึงสามารถหาปลา กุ้ง ปู หรือสัตว์น้ำต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่คนสมัยนั้น ก็หากินเพื่ออยู่จริง ๆ มิได้มุ่งจับสัตว์น้ำเป็นอาชีพเหมือนสมัยนี้
 อาชีพหมอดู มีมาทุกยุคทุกสมัย

นอกจากอาชีพการทำเกษตรกรรม การค้าขายก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่คนไทยทำมานานแล้ว ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะทำสนธิสัญญาเปิดการค้าเสรีกับชาติตะวันตก กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ทำอาชีพค้าขายจะเป็นเฉพาะกลุ่มเจ้านายและขุนนาง ซึ่งทำการค้าขายกับชาวต่างชาติ ส่วนการค้าภายในประเทศนั้น ได้แก่ กลุ่มคนจีน ซึ่งต่อมาชาวจีนเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอยู่ในสังคมไทย 
เมื่อพูดถึงเรื่องค้าขาย ก็ต้องพูดถึงตลาด สมัยก่อนนั้นตลาดส่วนใหญ่จะเป็นตลาดน้ำหรือตลาดเรือ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบริเวณปากคลอง ซึ่งเป็นจุดนัดพบรับส่งสินค้าต่าง ๆ ผู้นำสินค้ามาขาย มักจะเป็นผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์แรงงาน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการเรียกผู้ที่ขายของในตลาดว่า แม่ค้า แต่ภาพนี้เป็นตลาดบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งหากใครเคยอ่านเรื่องสี่แผ่นดิน ก็จะพอมองภาพออก คล้าย ๆ ตลาดนัด
วรรณกรรมของสุนทรภู่ บรรยายภาพตลาดน้ำไว้ดังนี้
....มาตะบึงถึงคลองบางกอกน้อย ยิ่งเศร้าสร้อยเสียใจเป็นใหญ่หลวง ...โทมนัสกลัดกลุ้มถึงพุ่มพวง จนเลยล่วงครรไลเข้าในคลอง ...เห็นตลาดท้องน้ำประจำขาย บ้างแจวพายอึงอื้อมาซื้อของ..............

กุลีลากรถ
เป็นอีกอาชีพหนึ่งของคนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ผู้ประกอบอาชีพนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว การที่คนไทยสมัยนั้นไม่ยึดอาชีพนี้เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของส่วใหญ่เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว จึงนิยมให้ชาวจีนเชื้อสายเดียวกันมากกว่าชาวไทยหรือชาวจีนเชื้อสายอื่นเป็นผู้เช่า อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใช้แรงงานหนัก แม้แต่ชาวจานเองก็ยังรังเกียจอาชีพนี้
 ขอทาน
ถือเป็นอาชีพอย่างหนึ่งเหมือนกัน ในสมัยนั้นมักจะเดินสะพายย่ามร้องเพลง เรียกว่า เพลงขอทาน หรือเป่าขลุ่ย ตีกรับ ไปตามถนน และไปหยุดตามรั้วบ้าน คนให้ทานมักจะให้เป็นข้าวสาร อาหารแห้ง แทนเงิน 
อาชีพโจร
การปล้นจี้ ชิงทรัพย์ มีทุกยุคทุกสมัย เมื่อสังคมเหลื่อมล้ำ ไพร่บางคนทนการกดขี่ของมูลนายไม่ไหว ก็หนีเกณฑ์เข้าไปเป็นโจรกันก็มีจำนวนไม่น้อยทีเดียว สำหรับผู้มีฐานะมั่งคั่งก็มักจะแต่งกายอวดฐานะของตนเอง สังคมยุคนั้น การแต่งกายไม่เหมาะสมกับฐานะของตนเองก็ถือว่ามีความผิด เครื่องประดับจะเป็นสัญลักษณ์บอกฐานของผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง ชนชั้นไพร่ ไม่มีสิทธิ์ครอบครองทองคำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรืออะไรทั้งสิ้น
 การละเล่นของเด็กไทย "ขี่ม้าก้านกล้วย"
ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้าก็เคยเล่น แต่เด็กสมัยนี้ ไม่ค่อยรู้จักม้าก้านกล้วยกันแล้ว รู้จักแต่ "ช้างก้านกล้วย" 
การละเล่นว่าว 
ถึงเมืองไทยจะเป็นเมืองพุทธ แต่ดูเหมือนว่าคนไทยจะนับถือผีเสียมากกว่า
ถึงแม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีศรัทธาเชื่อมั่นในพุทธศานาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนชั้นสูง หรือพระมหากษัตริย์ แต่โดยที่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และบางครั้งก็ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ ทำให้ชาวบ้านนั้นนับถือผีเป็นที่พึ่งพาเป็นผู้อำนวยสิ่งที่ตนต้องการได้ จึงนิยมกราบไว้ต้นไม้ใหญ่ ๆ โดยเชื่อว่ามีเทวดาสิงสถิตอยู่

การละเล่นต่าง ๆ ในงานสมโภช
ภาพชุดนี้เป็นงานพระราชทานเพลิงศพของกษัตริย์ คือทศกัณฑ์ ซึ่งจัดยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ มีมหรสพต่าง ๆ มากมาย
เหล่าหกคเมนเมิล......จรลิ่วลลานแด ยกบาทกลับแปร........สิรลงก็เสียวสยอน

ไต่ลวดและกุมหาง........มยุรย่างพเนจร แล่นแล่น บ อาทร........ดุจเหาะจะเหิรหาว 
รำแพน ฟฟันหัต-........ถก็ยืนรโยนแปลน ปลายไม้ประดุจแมน....มารังสรรคโสภา 
ลอดบ่วงทะลวงถลัน......บมิทันจะพริบตา ประดุจอุรคา................อันเลื้อยลอดลดาดาย 
การแสดงหนังใหญ่ 
งานถวายพระเพลิงศพทศกัณฑ์ ยิ่งใหญ่อลังการมากค่ะ สะท้อนประเพณีการสร้างพระเมรุมาศกลางทุ่งพระเมรุ สำหรับงานถวายพระเพลิงพระศพพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ 
เรื่องและภาพโดย : วนา บทกวีประกอบท่ากายกรรม นำมาจาก ปุณโณวาทคำฉันท์ วรรณกรรมสมัยอยุธยา
|