|
พี่ครับ!! เดือนหน้าพี่จะมาวันไหน ??? พี่ยังไม่รู้เลย ได้กำหนดแล้วจะโทรมาบอก นะจ๊ะ
นั่นคือบทสนทนา ก่อนจะลาจากกัน หลังหมดกิจกรรมครั้งที่ 2 การมาครั้งที่ 2 นี้ เราวางแผนกันไว้ว่า เราจะปลูกต้นไม้กัน ทำไม? เราจะต้องให้เด็ก ๆ ปลูกต้นไม้กันด้วย ก็ในเมื่อ พวกเค้าได้เรียนการเกษตรกันที่โรงเรียนแล้ว..........................การเรียนที่โรงเรียน เด็กถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ พอเราบอกว่าจะปลูกต้นไม้กัน เค้าก็ตาใสกันขึ้นมาทันทีว่า จะปลูกต้นอะไรกันน้า......................
เด็ก ๆ ไม่เคยทราบว่า ชุมชนที่ตนเองอยู่อาศัย เคยมีประวัติความเป็นมา และโด่งดังในด้านในมาก่อน ชุมชุนนำร่องของโครงการเรา ชื่อว่า ชุมชนหัวข่วง จากคำเล่าขาน ของพ่ออุ้ย แม่อุ้ยทั้งหลาย พบว่า ชุมชุนแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องการปลูกผัก ส่งประกวดทีไรก็ชนะทุกที แถมคนในชุมชนนี้ยังมีร่างกายกำยำแข็งแรง นั่นเป็นเพราะว่า ได้ออกกำลังกายเป็นประจำจากการทำการเกษตร และยังรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กินผักปลอดสารพิษ แต่ปัจจุบัน ผู้คนในชุมชน มีเหลือเพียงคนแก่ และเด็ก ผู้คนวัยทำงาน มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เพื่อหางานทำกันหมด ช่องว่างระหว่างวัยที่เกิดขึ้น ทำให้เด็ก ไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ชีวิตในชุมชน
เด็ก ๆไม่มีโอกาสรู้เลยสักนิดว่า บ้านของตนมีอะไรดีดี มากมาย นั่นเป็นเพราะว่า ระบบการศึกษา แม้แต่ในต่างจังหวัดเอง ก็เน้นการแข่งขันชิงดีชิงเด่น ในด้านวิชาการ ด้านกีฬา ละเลยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และปราชญ์พื้นบ้าน
เช้านี้ เราจึงเชิญวิทยากร ซึ่งเป็นปราชญ์พื้นบ้าน เป็นผู้ใหญ่ในชุมชน ท่านบวชเรียนมาเนิ่นนาน มีความรู้ในเชิงกวี มีดีกรีเป็นถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ ได้ให้เกียรติ มาเป็น คุณตา เล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง คุณตา ได้เริ่มต้น ด้วยการแต่งเพลง ให้เด็ก ๆ ร้อง เป็นเพลงที่แต่งขึ้นสด ๆ เพื่อชุมชนแห่งนี้โดยเฉพาะ ในเนื้อเพลง สอดแทรกประวัติศาสตร์ของชุมชนไว้อย่างแยบยล น่าทึ่ง สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าทึ่งไม่น้อย คือความสนใจเข้าร่วมในกิจกรรมของผู้เฒ่า ผู้แก่ ที่นี่ ที่เห็นความสำคัญ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกท่านอยากให้ลูกหลาน กลับมารักและภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
ข้าพเจ้าเคยตั้งคำถาม ถามเด็ก ๆว่า ไหนลองบอกมาซีคะว่า จังหวัดแพร่ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอะไรบ้าง? บิ๊กซี !!! โลตัส!!! ค่ะ คำตอบที่ได้มา น่าเศร้ามั๊ยคะ ที่ปัจจุบัน พ่อแม่ มักจะพาเด็ก ไปเที่ยวแต่ศูนย์การค้า แต่นั่น ก็เป็นคำตอบในระยะแรก ๆ ที่เราพบพวกเค้า แต่บัดนี้ พวกเค้าเริ่มจะรู้แล้วว่า จังหวัดของตนมีอะไรดี และน่าภาคภูมิใจมากแค่ไหน
เมื่อคุณตาเล่านิทานจบ เราให้เด็ก ๆ เก็บเกี่ยวสิ่งที่คุณตาเล่า มาเล่นละคร ............ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาแห่งการฟังนิทาน ทุกคนจะนั่งยุกยิกอยู่ตลอดเวลา บางคนก็นั่งคุยกัน ทำท่าเหมือนไม่สนใจ เพราะนิทานไม่ค่อยสนุก แต่ก็ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลาเล่นละคร เด็ก ๆ ทุกคน สามารถเก็บเกี่ยวเนื้อหาได้ทั้งหมด สามารถเข้าใจเรื่องราวและสื่อออกมาทางการแสดงได้อย่างน่าทึ่ง
บ่ายโมงแล้ว.............!!!! เราเริ่มต้นด้วยการเดินออกสำรวจพื้นที่ที่จะยกแปลงผักกัน เด็ก ๆตามมาดูด้วยความสนใจ ว่า.......พวกพี่ ๆ จะทำอะไรกัน และแล้ว กิจกรรมเลอะขี้ดิน เปื้อนขี้วัวของพวกเราก็เริ่มขึ้น...............เรามีคุณตาอีกหนึ่งคน ที่มาร่วมกิจกรรมตั้งแต่เช้า มาเป็นวิทยากรในการปลูกผักด้วย......................................................

เด็ก ๆ เตรียมอุปกรณ์ สำหรับแสดงละคร
 สามเณรสองรูปนี้ ก็มาร่วมกิจกรรม เวลาตอนนี้เพลพอดี พวกเราเลยถวายข้าวพระกัน 
เริ่มแสดงละครกันแล้ว เจ้าตัวเล็กนั่น สองขวบเองค่ะ มาร่วมกิจกรรมไม่ได้ขาดเลย เป็นขวัญใจของพี่ ๆ ทุกคน 
กิจกรรมปลูกต้นไม้เริ่มขึ้นแล้ว เราช่วยกันยกแปลงผัก ขึ้น 2 แปลง ในพื้นที่บริเวณบ้านที่ทำกิจกรรม เด็ก ๆ สนุกสนานกันมาก งานนี้ เล่นเอาหายหนาวกันไปเลย 
เริ่มลงต้นกล้าผักกันแล้วหล่ะค่ะ และที่เห็นอยู่นี่คือคุณตา ผู้สละเวลามาเป็นวิทยากรในการปลูกผักพื้นบ้านให้เด็ก ๆกันค่ะ น่ารักจริง ๆ เลย

ผลงานของพวกเรา
พวกพี่ ๆ ขอสัญญาจากน้อง ๆ ว่า ให้ทุกคน ผลัดกันมารดน้ำผักทุกๆวัน แล้วอีกไม่เกิน สามเดือน เราคงได้นำผักพวกนั้น มาประกอบอาหารกินกัน ไม่รู้ว่า ไปคราวหน้า จะเหลือผักซักกี่ต้นกันน้า................................... 
เพราะอากาศหนาว ตกกลางคืน เราเลยทำกิจกรรมรอบกองไฟ
เด็ก ๆ สนุกกันใหญ่ บอกว่า ไม่เคยก่อกองไฟแก้หนาวกันเลย เพราะบ้านเทปูนหมด ไม่รู้จะเอาพื้นที่ตรงไหนไปก่อกองไฟ
งานนี้สนุกกันทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่เลยล่ะค่ะ 
ข้าพเจ้าอยากจะให้หลาย ๆ คนได้ตระหนักรู้ถึงภัยที่เข้าใกล้ตัวลูกหลานของเราเข้ามาเรื่อยๆ รู้มั๊ยคะว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านเหล่านี้ กำลังจะสูญหายไปกับความทันสมัยของยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว
ความสดใส ไร้เดียงสาของชนบท กำลังถูกกลืนกินด้วยกระแสบริโภคนิยม แม้แต่ในจังหวัดห่างไกลอย่างแพร่ ดังนั้น ไม่ต้องคิดถึงเลยว่า เด็ก ๆ ในเมืองหลวงจะเป็นอย่างไรกัน
ถึงอย่างไร ไม่มีคำว่าสาย กับหัวใจที่แน่วแน่ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า หากทุกคนช่วยกัน ความฝันจะกลับคืน.................................
บันทึกไว้ด้วยความรัก โดย วนา ๓ มกราคม ๕๐ ขอให้มีความสุขในการประกอบคุณงามความดีทุกท่านนะคะ

|