วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน 2551
อย่าอยู่คนเดียว
Posted by
วนา
,
ผู้อ่าน : 43
, 23:53:40 น.
พิมพ์หน้านี้
|
บันทึกไว้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่สภาวะของจิตใจตกต่ำสุด ๆ โบราณว่าไว้ อยู่หลายคนให้ระวังคำพูด อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด ต้องยอมรับว่าภูมิปัญญาคนโบราณนั้น เฉียบคมและไม่ธรรมดาจริง ๆ
เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้เข้าไปทำงานตัดต่อรายการเพื่อออกอากาศทางช่อง 5 อันเป็นกิจวัตรของหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมา หลังจากเสียงที่หายไปเนื่องจากอาการเส้นเสียงอักเสบเริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว งานเสร็จประมาณ ห้าทุ่มกว่า ๆ ฝนกำลังตกพรำ ๆ ได้ใจ หลังจากส่งน้องที่ร่วมงานกันที่หอพักแถวรามคำแหงแล้ว ข้าพเจ้าตั้งหน้าตั้งตาขับรถกลับบ้านที่นนทบุรี
ระหว่างทางฝนตกพรำ ๆ ถึงตกหนักมาตลอดทาง สำหรับคนสายตาสั้นอย่างข้าพเจ้า การขับรถกลางคืน บวกการใช้สายตาในเวลาเที่ยงคืนอย่างนี้ ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
อากาศภายนอกเย็นฉ่ำน่านอน เมื่อยามฝนตกคนเรามักเกิดอารมณ์เหงา เศร้า ได้โดยไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าก็เช่นกัน ตัวขับรถไป ปล่อยใจไหลลื่นไปกับเพลงบรรเลงที่เปิดเบา ๆ ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา (ความจริงแล้วมันไม่ได้แก้เหงา ตรงกันข้ามเพลงบางเพลงก่อให้เกิดอารมณ์เศร้ามากขึ้น จงเลือกเปิดโดยใช้วิจารณญาณ)
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าระยะทางจากรามคำแหงถึงบางใหญ่มีความยาวเท่าไหร่ ขับรถไป ก็นั่งคิดไป นี่ฉันมาทำอะไรอยู่กลางถนนดึก ๆ ดื่น ๆ คนเดียวอย่างนี้ เวลานี้ควรจะนอนอย่างสุโขสโมสรอยู่ภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นไม่ใช่หรือ
อ้อ! ฉันไปสร้างบุญมา ใช่หรือไม่ งานบุญของคนบาป ทำบุญแล้วใจต้องเบิกบานสิ ทำไมถึงได้รู้สึกซึมเศร้า เหงาลึกอย่างนี้ ความรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวบนโลกเส็งเคร็งใบนี้ ณ ตอนนั้น (ฟุ้งซ่านครั้งที่ 1)
เมื่อตอนบ่าย พี่สาวโทรมาขอเงินบอกว่า แม่เจ็บออด ๆ แอด ๆ นี่กระมังเป็นสาเหตุหนึ่งของความว้าเหว่ ในไม่ช้าแม่คงจะต้องละสังขารตามพ่อไปอีกคนเสียละมัง คงต้องเริ่มทำใจเสียแต่เนิ่น ๆ แล้ว
ข้าพเจ้าขับรถตามสัญชาตญาณมากกว่าสติ (ไม่ดีเลย เพื่อน ๆ ห้ามเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด) ความซึมเศร้ายังไม่จางหาย กลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มองเห็นขอบทางข้างถนน ใจนึกอยากขับรถเข้าไปอัดมันให้รู้แล้วรู้รอดไป จบชีวิตงี่เง่านี้สักทีดีไหม (ฟุ้งซ่านครั้งที่ 2)
เมื่อขาดสติ ปัญญาย่อมไม่เกิด เสียงบีบแตรด้านหลังทำให้สติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง นี่เรากำลังจะทำอะไร ความตายมีแต่สร้างปัญหา ไม่เคยช่วยแก้ปัญหาให้กับใคร
คิดดู หากเราตายไป ปัญหาจบลงที่เราใช่หรือไม่ เปล่าเลย คนที่อยู่ข้างหลังต่างหากจะต้องรับปัญหานี้ต่อไป และน่าจะมากกว่าที่ตัวเรารับไว้เองจริงมั๊ย ไหนจะค่าทำศพ ค่าซ่อมรถ ที่ยังจะต้องผ่อนอีกยาวนาน ไหนจะไม่มีรถใช้ชั่วคราว สารพัดสารพันปัญหาที่จะเกิดตามมาหากไม่มีเราในโลกใบนี้แล้ว จริงอยู่เราไม่รับรู้อะไรแล้ว ใครจะรับปัญหาก็ช่าง แต่มันเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวสุดสุด โอเค คิดได้ดังนี้ ไม่ตายก็ได้วะ
แม้รถจะไม่ติดเลยระหว่างทาง ติดบ้างก็ตรงไฟแดง แต่ระยะทางจากรามคำแหงถึงบางใหญ่ คงจะไกลโขอยู่ เพราะกินเวลาเป็นชั่วโมง กว่าจะถึงบ้าน จนรถเลี้ยวเข้าหมู่บ้านนั่นแหล่ะ ถึงได้รู้ตัวว่าอ้อ ใกล้ถึงแล้ว ในที่สุดฉันก็กลับถึงบ้านซะที
กลับถึงบ้านประมาณเที่ยงคืนกว่าเกือบ ๆ ตีหนึ่ง วิ่งตึก ๆ ฝ่าสายฝนลงไปเปิดประตูบ้าน เปียกมะล่อกมะแล่ก คนที่อยู่ในบ้านเดินมาเปิดประตูให้แล้วเดินจากไปเข้าห้องนอนอย่างเงียบเชียบ
หลาย ๆ คนบอกว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ก่อนหน้านั้นฉันก็เคยคิดแบบนี้ แต่ความเป็นจริงแล้ว
การที่ ทำดีแล้วไม่ได้ดี นั่นเป็นเพราะ เรายังทำดีไม่มากพอ เพราะงั้น จงทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ดี (คิดได้อย่างนี้ค่อยสบายใจหน่อย)
การที่ ทำชั่วแล้วได้ดี นั่นเพราะเขากำลังกินความดีที่เคยสั่งสมมาในชาติก่อน ซึ่งมันจะหมดลงไปในไม่ช้า (เชื่อสิ) แล้วหลังจากนี้ความชั่วที่สะสมในชาตินี้ ถึงจะแตกหน่อออกผล
การเป็นคนดีว่ายากแล้ว แต่การทำความดีนั้นยากยิ่งกว่า
ความคิดนี้เป็นของเมื่อคืนนั้นล้วน ๆ (จริง ๆ นะ)
เพราะงั้น อย่าอยู่คนเดียว
|