พิมพ์หน้านี้
|
เปิดบันทึกเมื่อวันอังคารที่ 8 เมษายน 2551 ณ ทุ่งสักอาศรม "พี่จะกล้าทวนกระแสมั๊ย" น้องที่ชักชวนกันมาอบรมครั้งนี้ หันมามองหน้าฉันพร้อมบุ้ยใบไปตามต้นทางของเสียงหัวเราะ ของกลุ่มคนที่อยู่มุมสุดของห้องนอน พร้อมเหลือบแลตาไปมองยังน้อง ๆ โรงเรียนกวีที่เข้านอนกันหมดแล้ว ฟังเหมือนเป็นการท้าทาย ...แต่ฉันมิได้รับคำท้า...ทว่ามันคือสิ่งที่ควรทำ ฉันรู้ เพื่อนไม่ได้ท้า และอีกหลาย ๆ คนที่อยากจะนอนเหมือนกัน... มองฉัน...ส่งสายตาบอกเล่าความต้องการ แต่มิได้มีใครขยับกาย ฉันพยักหน้าพร้อมตอบสั้น ๆ ว่า "จะขอพูดความจริง...แม้จะขัดใจเพื่อน" (เป็นคำที่ฉันจำมาจากครู) ฉันจึงลุกขึ้นเดินไปในทิศทางของต้นเสียง ย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ กลุ่มคนเหล่านั้น บอกคำเบา ๆ "พี่คะน้อง ๆ เข้านอนกันแล้ว" เพียงแค่นั้น สรรพสำเนียงทั้งหลายก็เงียบลงโดยพลัน...พร้อมความมืดมิดที่ตามมา..แต่ในความมืดมนของราตรีกาล สรรพเสียงหัวเราะยังแว่วมาแผ่วเบา นั่นคือเหตุการณ์เมื่อคืนนี้....อดีต...ที่ส่งผลให้ปัจจุบันขณะที่ฉันนังเรียน ฉันต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก ความง่วงงุนที่คุกคามฉันตลอดบ่าย ทำให้ฉันเหนื่อยเหมือนเดินทางมาแรมเดือน...วันนี้ฉันได้รับตำราชีวิต 1 เล่ม "กว่าจะข้ามขุนเขา" คือชื่อของหนังสือเล่มนั้น หนังสือที่ครูบอกว่า เป็นเล่มที่ดีที่สุด.......ฉันเชื่อ...ครูย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ศิษย์...เสมอ สัจจะแห่งชีวิตที่มาในรูปแบบ "บทกวี" ที่ฉันไม่ถนัด ต้องอ่านไปตีความไป...ตั้งแต่เริ่มฝึกอบรมมา 3 วันเข้านี่แล้ว ฉันว่าวันนี้เป็นวันที่ชีวิตฉันยุ่งเหยิงที่สุด พยายามจัดลำดับความสำคัญของงานว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน ระหว่างการหัดท่องบทกวีที่ครูบอกว่าจะสุ่มให้อ่าน หรือจะนั่งพิมพ์สมุดรุ่นให้เสร็จก่อนดี...ลิเกที่จะแสดงคืนนี้ก็ต้องซ้อมอย่างเข้มข้น กับข้าวก็ต้องทำเป็นเป็นเวรทำกับข้าวของฉันพอดี....แต่ทว่า...ที่สุดฉันก็เลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน เวลานั้นควรทำอะไร ....ฉันก็เลือกที่จะทำไปตามครรลองของเวลา ณ ขณะนั้นท่าจะดีกว่า.. เหลือเวลาว่างตอนเย็นนิดหน่อย จากการสละเวลาของเพื่อนที่อารีคนหนึ่ง...ซึ่งรับอาสามาผลัดงานเพื่อให้ฉันได้พักบ้าง...ฉันแอบไปเดินในดงสักเพื่อรับลมธรรมชาติ ที่พัดโชยมาเป็นระยะ ๆ ฉันเดินหามุมที่เงียบที่สุด เพื่อสมาธิในการท่องบทกวี พยายามนึกภาพตามบทกวีไปเพื่อช่วยให้จำได้ง่าย ๆ ลมทุ่งพัดโชยเข้ามาอ่อนเอื่อย....สายลม...กระทบโสตสัมผัส...ฉันระลึกรู้ถึงความเย็นสบาย....เวลานั้น เหมือนโลกตรงหน้าเปลี่ยนไป ... นี่ฉันกำลังยืนอยู่ตรงไหนหนอ ของโลกลูกนี้....ฉันมองออกไปในท้องทุ่งเบื้องหน้า เมื่อก่อน....ฉันก็เคยอยู่กับความเงียบเช่นนี้มิใช่หรือ...ที่ที่ปราศจากทีวี โทรศัพท์ หุงข้าวเตาถ่าน มีความสุขกับสายลม สายน้ำ และสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ที่บ้านสวน..ที่ฉันเคยเติบโตมา....เด็กหญิงตัวน้อย เติบโตอยู่กับท้องร่องสวน เบ็ดตกปลาซิว และแพต้นกล้วยที่พ่อต่อให้ยามเมื่อสวนกล้วยของแม่ล่ม...เมื่อฤดูน้ำหลาก ฉันมองออกไปยังสีเขียวเบื้องหน้า...ฟ้าโค้งจรดผืนนาเขียวขจี ต้นข้าวเริ่มออกรวงไสว เริ่มนึกย้อนมามองตัวเอง ตอนนี้ฉันกำลังมองหาอะไรอยู่ ...ดิ้นรนเพื่อแสวงหาสิ่งใด..งาน กระชากความสุข.... ความรัก....ไปจากฉันหรือเปล่า ฉันรู้ความสุขของคนเราก็แค่นี้ แต่ใยฉันยังเสาะแสวงหา........จิตที่พลุ่งพล่าน ทางอยู่เบื้องหน้าก็มิอาจเห็น หลงเดินวนเวียนอยู่นั่นแล้ว ท่านจันทร์เคยบอกว่า "วางไม่เป็น ก็เย็นไม่ได้" ปราชญ์แท้อยู่ในตัวเอง ใยต้องเสาะแสวง ฉันหวังว่า ฉันอาจจะค้นหาตัวเองพบในไม่ใช้... เมื่อนั้นขุนเขาลูกแรกฉันคงฝ่าข้ามไปได้ จริง ๆ แล้ว...งาน...ไม่เคยกระชากสิ่งใดไปจากฉันหรอก เป็นฉันเองต่างหากที่ไม่จัดระเบียบให้ตัวเอง...หากวันนั้น ตัดสินใจโทรศัพท์ไปบอกคนรอคอยสักนิด เรื่องคงจบอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง...คนรอคงไม่ต่อว่า...งานบุญที่ฉันทุ่มเท....ให้เป็นบาปติดค้างในใจ แวบหนึ่ง...ตอนเย็นในทุ่งสัก มีเสียงเพรียกเข้ามาในหัวใจ ฉันนึกอยากแต่งบทกวีบ้าง..ตอนนั้นอารมณ์มันพาไป แต่ฉันไม่มีปากกาในมือ และบัดนี้ ตอนที่เขียนบันทึกอยู่นี้ ฉันพยายามยามจะนึกถึงกวีบทนั้น ... แต่มัน ก็เลือนลางไปเสียแล้ว...เสียดายจัง...!!! เสียงขลุ่ยในใจแว่วหวาน ลำนำผ่านบอกสายลม พริ้วผ่านบทเพลงขื่นขม วอนลมช่วยปลอบประโลม มีคนว่าเป่าขลุ่ยเพราะใจเหงา ใจคนเศร้าเลาขลุ่ยมีความหมาย ฉันเป่าไปเพราะใจอยากผ่อนคลาย เสียงเพลงพรายพรมโบกโศกอาทร บันทึกไว้เพื่อส่งครู...โดยวนา |
| เวียงจันทน์....เวียงใจ | ||
มองมุม....เวียงจันทน์ |
||
|
View All |
||
| เมื่อครั้งฉันไปเยือนเวียงจันทน์ | ||
ภาพสวย ๆ จากประเทศลาวค่ะ |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||