พิมพ์หน้านี้
|
มนุษย์...กับสายน้ำ เป็นสิ่งที่ผูกพันกันอย่างยากที่จะแยกออกจากกันได้ ในอดีต ผู้คนในแถบอุษาอาคเนย์นี้ ชาวตะวันตกเรียกว่า ชาวน้ำ คือจะอยู่อาศัยตามริมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นริมทะเล หรือว่าริมแม่น้ำลำคลอง ..เพราะน้ำ เป็นแหล่งอาหาร ทางสัญจร และอื่นๆ อีกมากมาย ท่านรู้จักชาวมอแกนไหม???? ชาวมอแกนนี้แท้จริงเป็นชนเผ่าดั้งเดิมเก่าแก่ที่อาศัยอยู่บริเวณดินแดนแถบนี้ ชาวมอแกนไม่เคยขึ้นบก ชาวมอแกนจะอาศัยอยู่ริมตลิ่ง ตามเกาะ ริมทะเล คราที่เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ภาคใต้ครั้งนั้น ชาวมอแกนที่จังหวัดกระบี่ เสียบ้านเรือนทั้งหมู่บ้าน ...แต่ไม่มีใครเสียชีวิตสักคนเดียว ปัจจุบันนี้ ทางการเข้าไปจัดการ ชาวมอแกนส่วนใหญ่ต้องอพยพขึ้นบก เปลี่ยนวิถีชีวิต และเปลี่ยนอีกหลาย ๆ อย่าง ...ผู้คน..ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำ เรื่อยมาจนถึงชาวบ้านร้านตลาด ล้วนผูกพันกับสายน้ำ ดังนั้น กิจกรรมทางน้ำจึงมีเกิดขึ้นอย่างมากมาย ในกฎมณเทียรบาล ซึ่งเป็นกฎหมายโบราณ กล่าวถึง พระราชพิธีสำหรับพระมหากษัตริย์ไว้ทั้ง 12 เดือน ในแต่ละเดือนก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ตามแต่ฤดูกาลจะพาไป.. พระราชพิธีเหล่านั้นส่วนใหญ่ พระมหากษัตริย์จะประกอบพิธี เพื่อเป็นสิริมงคลอย่างเหมาะสมกับฤดูกาลต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันต่อวิถีชีวิต การทำมาหากินของไพร่ฟ้า ประชาชี.... อย่างเช่น พระราชพิธี สำหรับฤดูน้ำหลาก ที่เกิดขึ้นในเดือน 11 และเดือน 12 เพราะในช่วงเวลาของเดือนดังกล่าวนี้ จะเป็นช่วงที่น้ำมาก น้ำท่วม พระราชพิธีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็มักจะเกี่ยวข้องกับสายน้ำแทบทั้งสิ้น .... นิสัยคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ เป็นชนชาติรักความสนุกสนาน จึงเสาะหากลวิธีการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และพึ่งพิงกับธรรมชาติได้อย่างแนบเนียน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ระยะเวลา 1 เดือนต่อจากนี้ เป็นช่วงของประเพณีทอดกฐิน มีทั้งกฐินหลวง และกฐินราษฎร์ ขบวนกฐินหลวงของพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณ จะเสด็จโดยขบวนพยหยาตราทางชลมารค หรือการเดินทางทางน้ำ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทอดกฐิน... ซึ่งปัจจุบันนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ สำหรับโอกาสสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อองค์พระมหากษัตริย์ ให้เราได้สัมผัสว่า การสัญจรทางน้ำมีความสำคัญอย่างไร และในสมัยโบราณนั้น ขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์ยิ่งใหญ่และสวยงามเพียงไร ในสมัยอยุธยาเป็นราชธานี เมืองซึ่งเป็นเกาะล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลองมากมาย หลายสาย ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกรุงเก่า จึงต้องอาศัยเรือในการสัญจร รวมทั้งเวลารบทัพจับศึก ก็จะใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏว่ามีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในเวลาบ้านเมืองปราศจากศึกสงครามได้ใช้เรือรบฝึกซ้อมกระบวนยุทธ์กันเป็นนิจ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก อันเป็นเวลาที่ราษฎรว่างจากการทำนา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนทัพเรือ โดยอาศัยฤดูกาล ประจวบกับเป็นช่วงของประเพณีการทอดกฐิน พระเจ้าแผ่นดินจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนเรือรบแห่แหน เพื่อให้ไพร่พลได้รื่นเริงในการกุศล จึงจัดเป็นเป็นประเพณีที่แห่เสด็จกฐิน สิ่งที่น่าสนใจก็คือชื่อของเรือพระราชพิธีที่เข้ากระบวนพยุหยาตราทางชลมารค มักจะตั้งชื่อให้คล้องจองกันเป็นคู่ ๆ ดังนี้ เรือเอกไชยเหินหาว.....เรือเอกไชยหลาวทอง เรือกระบี่ปราบเมืองมาร(หนุมาน)...เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ (นิลพัด) เรืออสุรวายุภักษ์....เรืออสุรปักษี
เรือพาลีรั้งทวีป(ลิงสีเขียว)....เรือสุครีพครองเมือง (ลิงสีแดง) เรือครุฑเหินเห็จ...เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือเสือทยานชล....เรือเสือคำรณสินธุ์ เรือทองขวานฟ้า...เรือทองบ้าบิ่น นอกจากนี้ก็จะมีเรือพระที่นั่ง ที่สำคัญ ๆ มีอยู่ 4 ลำคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช (อัญเชิญผ้าพระกฐิน) เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ในเดือน12 มีกล่าวไว้ในพระราชพิธี 12 เดือนที่มีปรากฏในกฎมณเทียรบาลว่า จะมีการพิธีตรองเปรียง ลดชุดลอยโคมลงน้ำ โดยพระมหากษัตริย์ต้องลงเรือเพื่อทำพิธี พร้อมด้วยพระมเหสี พระราชโอรสและพระราชธิดา สำหรับชาวบ้านอย่างเรา ๆ สิ่งที่ยังเห็นสืบทอดมา ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นสมัยสุโขทัยอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ ก็เห็นจะเป็นประเพณีลอยกระทง ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนยังไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นเมื่อใด และเพื่ออะไร ในสมัยโบราณเราจะเห็นได้ว่า บ้านเรือนผู้คนจะหันหน้าเข้าหาแม่น้ำหรือคลอง ความเจริญสูงสุดอยู่ริมน้ำ ชีวิตริมน้ำคึกคัก และเต็มไปด้วยสีสัน วันเวลาผันผ่าน เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ในชนบทห่างไกล ถนนที่ตัดผ่านเข้าไปในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ทำให้ชีวิตริมคลองเริ่มหดหาย ผู้คนเริ่มใช้รถแทนเรือ ความสะดวกสบาย หรือที่หลาย ๆ คนเข้าใจว่ามันคือความเจริญเริ่มแทรกซึมเข้าไปตามชุมชน ทำให้วิถีชีวิตริมน้ำเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ร้านค้าริมคลองเริ่มซบเซา หลาย ๆ ที่ถึงกับต้องปิดกิจการและเปลี่ยนอาชีพกันไปบ้างก็มี ชีวิตในคลอง ในแม่น้ำเริ่มเลือนรางหายไป คนเลิกใส่ใจกับแม่น้ำ ไม่คิดจะดูแลเกื้อหนุนอีกต่อไป ทำให้ลำคลองเริ่มขาดชีวิต ในที่สุดก็ถึงภาวะที่เรียกได้ว่า ตาย น้ำเน่าดำ ส่งกลิ่นคลุ้ง ยามน้ำเหือดแห้งหาย ทุกวันนี้ ภาพชีวิตผู้คนที่ผูกพันกับสายน้ำ ยังพอมีให้เห็นตามชุมชนที่ยังใช้ชีวิตเอื้ออยู่กับริมน้ำ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นได้ เมื่อไปพบเห็น แต่ก็หาได้มีชีวิตอิงกับธรรมชาติ เหมือนเมื่อก่อนนี้ ตลาดน้ำยุคนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ ภาพชีวิตของตลาดน้ำจึงกลายเป็นของปรุงแต่งมากกว่าจะเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม วันหนึ่ง....ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมญาติธรรมท่านหนึ่งที่อำเภอดำเนินสะดวกจังหวัดราชบุรี น้องต้นอ้อ ข้าพเจ้าจดบันทึกสั้น ๆ ระหว่างนั่งทอดสายตาผ่านสายน้ำคลองดำเนินสะดวก เมื่อครั้งหนึ่งในอดีต เมื่อข้าพเจ้ายังเด็ก เคยใช้เรือสัญจรในลำคลองสายนี้พร้อมกับพ่อ เพื่อมาเยี่ยมญาติพี่น้องฝ่ายพ่อ ซึ่งเป็นคนพื้นเพแถบนี้ ข้าพเจ้ายังจำความสนุกสนานครั้งนั้นได้ไม่ลืมว่า ตลาดริมคลองดำเนิน บริเวณหลักห้า นั่นก็คือตรงนี้ ซึ่งถ้ามองจากบ้านต้นอ้อไปนี้ คงเป็นฝั่งตรงกันข้ามนั้น คึกคัก คลาคล่ำ และสนุกสนานเพียงใด ภาพตลาดริมน้ำ เป็นภาพที่เด็กกรุงเทพฯอย่างข้าพเจ้า ไม่เคยพบเห็น ดังนั้น ช่วงเวลาปิดเทอม จึงเป็นช่วงเวลาที่รอคอย รอคอยที่จะได้พบปะญาติพี่น้อง รอคอยที่จะได้มาใช้ชีวิตริมคลองอีกรูปแบบหนึ่ง ช่วงระยะเวลา สองเดือนกว่าระหว่างปิดเทอม ข้าพเจ้าเก็บเกี่ยวความทรงจำอันงดงามเกี่ยวกับชีวิตที่ดำเนินสะดวกกลับบ้านที่กรุงเทพฯ อย่างอิ่มเอมใจ พร้อมเสียเหน่อแบบราชบุรีติดตัวไปด้วย วันนั้น วันที่ข้าพเจ้านั่งอยู่หน้าบ้าน น้องต้นอ้อ ซึ่งเป็นร้านค้าริมคลองเล็ก ๆ และเคยเป็นอู่ต่อเรือ คลองดำเนินสะดวกเปลี่ยนไปมาก มากจนข้าพเจ้าจำแทบไม่ได้ ข้าพเจ้ามองเห็นสะพานใหญ่ข้ามคลอง ซึ่งรถสามารถข้ามผ่านไปได้ ถนน ทำให้ข้าพเจ้าลืมเลือนเส้นทางกลับบ้านพ่อ ณ วันนี้ ข้าพเจ้านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า บ้านญาติพี่น้องฝ่ายพ่อของข้าพเจ้าเล่า อยู่บริเวณไหนของถนนสายนี้ บันทึกสั้น ๆ ของวันนั้น มีว่า ริมคลองดำเนินสะดวก สภต.หลักห้า บ้านของต้นอ้อ ภาพบรรยากาศริมน้ำ เวลาโพล้เพล้เช่นนี้ ยังสงบร่มเย็นและกรุ่นกลิ่นอายของธรรมชาติ ภาพผู้คนเดินทางโดยเรือพายซึ่งไม่ค่อยได้เห็นแล้วในกรุงเทพฯ ยังคงงดงาม คลอง สำหรับที่นี่ ยังคงมีความหมาย ยังถือเป็นเส้นทางสัญจรทางเลือกอีกทางหนึ่ง คนท้องถิ่นที่นี่ บ้านทุกหลังยังคงหันหน้าเข้าหาคลอง แม้ตอนนี้ สิ่งที่หลาย ๆ คนเรียกว่าความเจริญจะเหยียบย่ำเข้ามา ด้านหลังบ้านต้นอ้อไปติดถนน ริมคลองมีทางเดินเท้าพาดผ่าน ช่วยอำนวยความสะดวกกว่าเมื่อก่อน ซึ่งต้องใช้เรือเท่านั้น และสำหรับต้นอ้อ ข้าพเจ้าก็คิดว่า ทางเดินเหล่านี้ ช่วยเธอได้เยอะกว่าการใช้เรือแน่นอน (น้องต้นอ้อ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เธอสามารถขยับได้แต่เพียงมือเท่านั้น) เรือหางยาวแล่นผ่านมาแล้ว คงกำลังไปที่ใดสักที่หนึ่ง เสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เสียงเครื่องยนต์ของเรือหางยาว ยังยั่วเย้าหยอกล้อชีวิตริมคลอง ให้เกิดเสน่ห์อย่างน่าอัศจรรย์ สายน้ำอ่อยเอื่อย ยามโพล้เพล้อย่างนี้ ดูเงียบเหงา แสงไฟเริ่มสาดส่องมาจากบ้านเรือนริมคลองทีละหลังสองหลัง เสียงละครเจื้อยแจ้ว สรรพสำเนียงที่ส่งผ่านมา บอกชีวิตกลางคืนริมคลองในอีกรูปแบบหนึ่ง.............ข้าพเจ้ามองไปฝั่งตรงข้าม เด็กวัยรุ่นสองสามคน กำลังเล่นน้ำ น้ำซึ่งเริ่มจะส่งกลิ่น น้ำซึ่งใส แต่ไร้ซึ่งความสะอาด ชาวบ้านแถบนี้ ยังอาศัยบริโภคสายน้ำแห่งนี้ ............สายน้ำที่ชีวิตกำลังจะมอดลงไปแล้ว หากไม่ช่วยกันเยียวยา วนา ริมคลองดำเนินสะดวก 27 ต.ค. 50 เวลาประมาณ หกโมงเย็น ภาพสายน้ำ.......ที่เห็นนี้ เก็บเกี่ยวมาจากแม่น้ำนครไชยศรี
แพ...ผักบุ้ง
วัด..................
ท้องน้ำ.............
เรือโยง
เรือนไทยริมน้ำ..................
ชีวิต...........ในน้ำ
เวิ้งว้าง................
มะพร้าว............
โรงเก็บเรือ.......................
ศาลาท่าน้ำ....................
เรื่องและภาพ โดย วนา
|
| เวียงจันทน์....เวียงใจ | ||
มองมุม....เวียงจันทน์ |
||
|
View All |
||
| เมื่อครั้งฉันไปเยือนเวียงจันทน์ | ||
ภาพสวย ๆ จากประเทศลาวค่ะ |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||