วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2551
บ้านญวน....ชุมชนประวัติศาสตร์
Posted by
วนา
,
ผู้อ่าน : 42
, 21:52:32 น.
| หมวดหมู่ :
เล่าอดีต
พิมพ์หน้านี้
|
โดยปกติ ภาวะรถติดในกรุงเทพฯนั้น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว และยิ่งช่วงเปิดเทอม บริเวณซอยสามเสน 13 นั้น ถือว่าเป็นเขตวิกฤติเขตหนึ่งทีเดียว เนื่องจากมีโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่บริเวณนี้หลายโรงเรียน ภาวะห่วงหา ห่วงใย อาทรของผู้ปกครองที่มีต่อบุตรหลาน ส่งผลให้ในบริเวณซอยแห่งนี้ มิเคยว่างเว้นจากสภาวะรถติดเลย ยกเว้นเวลาค่ำคืนดึกดื่นล่วงเลยไปแล้ว.......................
สามเสน เป็นชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพแห่งหนึ่ง ในอดีต บริเวณนี้ถือเป็นสถานที่ห่างไกลจากพระนคร ช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชากรเพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเขตพระนครออกไปทางทิศตะวันออก จนถึงทุ่งวัวลำพอง ทุ่งส้มป่อย และทุ่งสามเสน
บริเวณย่านสามเสนจึงมีเรื่องราวเค้าเงื่อนปรากฏอยู่หลายแห่งทั้งในนิทานปรัมปราเล่าสืบต่อกันมาถึงเรื่องพระลอยน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ สามแสน หรือสามเสน
มีเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า กาลครั้งหนึ่ง มีพระเจ้าไตรตรึงษ์ ครองเมืองพระนครอโยธยา มีพระราชธิดาทรงพระสิริโฉมงดงาม ความงามของพระองค์เลื่องลือไปทั่ว จนเจ้าชายไชยสงคราม โอรสของผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ เสด็จลงมาลักลอบได้เสียกับพระราชธิดา เมื่อความรู้ถึงพระเจ้าไตรตรึงษ์ว่า เจ้าชายแปลงกายเข้ามาทางท่อน้ำ จึงทำลอบดักไว้ เจ้าชายจึงติดลอบสิ้นพระชนม์ เมื่อเพื่อนเจ้าชายทราบข่าวจึงลงมาแก้แค้น โดยแปลงกายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลอยน้ำมาถึงเมืองอโยธยาก็หยุดนิ่งไม่ลอยต่อไป พระเจ้าไตรตรึงษ์ให้ฉุดพระพุทธรูปไว้ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระพุทธรูปลอยมาถึงตำบลบางกอก ผู้คนพากันแตกตื่นช่วยกันฉุดพระพุทธรูปอีกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดต้องระดมคนจำนวนถึงสามแสนคนจึงสามารถฉุดพระพุทธรูปขึ้นมาได้ แต่พระพุทธรูปปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ก็หายไป นับแต่นั้นมาผู้คนจึงเรียกสถานที่นี้ว่า สามแสน ซึ่งต่อมาคงกร่อนเหลือเพียง ?สามเสน? เท่านั้น
อีกทางหนึ่ง ส. พลายน้อย เล่าถึงที่มาของชื่อสามเสน ไว้ในหนังสือ ร้อยแปด (ที่) กรุงเทพฯ อ้างว่าเป็นเรื่องที่ฝรั่งเขียนถึงสามเสน (แต่ไม่ได้ระบุว่าฝรั่งชื่ออะไร เขียนไว้ที่ไหน) พอสรุปได้ว่าบริเวณหมู่บ้านเขมร แต่เดิมมีโบสถ์โรมันคาทอลิก ซึ่งพ่อค้าใจบุญชาวโปรตุเกสชื่อ ทอมาส เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม พวกคริสตังยกย่องให้ท่านเป็นนักบุญ (เซนต์ - Saint) จึงเรียกโบสถ์นี้ว่า ?ทอมัส เดอะ เซนต์? ด้วยเหตุที่ผู้สร้างยังมีชีวิตอยู่จึงใส่คำว่าเซนต์ไว้หลังชื่อ แต่ชื่อนี้อาจจยาวเกินไป ไม่สะดวกในการเรียกขาน จึงถูกตัดและเพี้ยนกลายเป็น ?ทามเสน? และ ?สามเสน? ตามสำเนียงไทยในที่สุด
เมื่อครั้งที่สุนทรภู่ กวีแห่งรัตนโกสินทร์ เดินทางโดยเรือไปยังพระพุทธบาท เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๓๕๐ ก็ยังได้กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อสามเสนไว้ใน นิราศพระบาท ว่า
ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ
ตอนนี้หากใครผ่านมาแถวสามเสน ซอย 13 อาจจะยังไม่ทราบว่าชุมชนแห่งนี้มีตำนานเล่าขานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวคาธอลิก ซึ่งมีเชื้อชาติแตกต่างกันถึงสามชนชาติ อันได้แก่ โปรตุเกส เขมร และญวน แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ร่องรอยของภาพวันวานยังคงหลงเหลือปรากฏให้คนรุ่นหลังได้ยลอยู่บ้างนะคะ
สำหรับวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้นั้น เนื่องจากชุมชนแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของชนต่างเชื้อชาติกันถึงสามเชื้อชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแกนหลักของสังคม ยึดเหนี่ยวผู้คนเหล่านี้ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั่นคือ ศาสนา ชุมชนแห่งนี้ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก การประกอบศาสนกิจทางศาสนา จึงเป็นเสมือนเชือกที่ผูกร้อยถักทอผู้คนเหล่านี้ให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน โดยต่างยึดหลักคำสอนที่เหมือน ๆ กัน นี่ถือเป็นพระกุศโลบายอันแยบคายของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองในสมัยนั้น พระองค์ต่างทราบดีว่า วิธีการลดข้อขัดแย้งที่ดีที่สุด ควรให้คนที่มี วัฒนธรรม ศาสนาคล้ายคลึงกันอยู่ร่วมกันในที่เดียวกัน ทรงพระราชทานที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและสร้างวัด แทบจะทันทีที่เกิดชุมชนขึ้น
จากการพูดคุยกับผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว ก็พบได้เลยทีเดียวว่า วัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับชนชาตินั้นแทบจะไม่มีให้เห็นเลย นอกจากต่างคนต่างทำมาหากินกันแล้ว กิจกรรมที่ทำร่วมกันในแต่ละปี ปีละไม่กี่ครั้งนั่นคือกิจทางศาสนานั่นเอง ผู้คนเหล่านี้มีกลุ่มพระสงฆ์หรือบาทหลวงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ชาวบ้านมักจะส่งบุตรชายของตนไปอยู่รับใช้พระสงฆ์ โดยเชื่อว่าการอยู่ใกล้พระ จะทำให้จิตวิญญาณของเด็ก ๆ เหล่านั้นใฝ่ดี ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ได้เป็นผู้ช่วยพระสงฆ์ในการประกอบศาสนกิจ เช่นการเป็นเด็กช่วยมิซซา เด็กชายเหล่านี้จะถูกสอนให้อ่านคำสวดเป็นภาษาละติน การอ่านบทสวด ก็เหมือนชาวพุทธสวดมนต์ อ่านได้ แต่ไม่รู้ความหมาย การท่องสวด มีส่วนช่วยทำให้จิตใจสงบและเกิดสมาธิเท่านั้นเอง
แต่การเป็นเด็กช่วยมิซซานี้ก็มีส่วนทำให้เด็กเหล่านี้ มีความรับผิดชอบ มีสำนึกต่อชุมชนและส่วนรวม มีจิตใจเอื้ออาทรและเสียสละ บางคราว เด็ก ๆ เหล่านี้จะอาศัยนอนกับพระสงฆ์เพื่อฝึกท่องคำสวดซึ่งต้องสวดเป็นภาษาละติน ก็ทำให้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกันไปด้วย แต่ข้อจำกัดของเด็กช่วยมิซซานี้ก็อนุญาตเฉพาะเด็กชายเท่านั้นที่สามารถทำได้ ปัจจุบันก็อนุญาตผู้หญิงสามารถทำได้แล้ว
ดังนั้น ประเพณีหลัก ๆ ของผู้คนที่นี่ คือการทำมิซซาในวันคริสต์มาส มีการแสดงละครเพื่อรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า สำหรับคริสต์มาส นอกจากจะมีการประกอบพิธีกรรมสำคัญกันที่วัดแล้ว ก็ยังถือเป็นวันที่ครอบครัวจะกลับมาเจอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันสักครั้งในหนึ่งปี จะมีการทำขนมของชาวญวนเรียกว่า บันแต๊ก (เขียนผิดต้องขออภัย) คือขนมข้าวต้มมัดไต้นั่นเอง โดยเกณฑ์พี่น้องมาช่วยกันทำ จุดประสงค์ ก็เพื่อให้ลูกหลานมาพบปะเจอะเจอกันนั่นเอง นอกจากนั้นจากการเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีมิซซาก็จะมีกันในทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว
สำหรับวิถีชุมชนในสมัยก่อน ชุมชนเขมรโปรตุเกส มักจะทำสวน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เช่นเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่เป็นต้น ชุมชนญวนนิยมการค้าขายและทำการประมง คนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการจับปลา และส่วนหนึ่งก็เข้ารับราชการในกรมทหารปืนใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ ผู้ซึ่งเติบโตมาในชุมชนนี้มาตลอดอายุ ๗๒ ปีของท่านได้เล่าว่า ชาวญวนนั้น มีลักษณะนิสัย ขยันขันแข็ง อดทน บ้านหลังเล็ก ๆ สามารถอยู่อย่างแออัดยัดเยียดได้ ขยันทำงาน พากเพียรและอดทน คนพวกนี้จึงมีฐานะมั่นคงเร็ว ในชุมชนสมัยก่อน ระหว่างชุมชนเขมร กับชุมชนญวนมีคลอง ๆ เล็ก ๆ คั่น ปัจจุบัน คลองก็ถมเป็นถนนใช้ร่วมกันหมดแล้ว แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างน่าชื่นชม หากมิได้ศึกษาประวัติศาสตร์ เรา ๆ ท่าน ๆ ก็มักจะคุ้นชินกับคำว่าชุมชนบ้านญวนสามเสน มิค่อยมีคนเอ่ยถึง ชุมชนเขมรและโปรตุเกสสักเท่าไหร่ แต่คำว่าชุมชนอะไรเหล่านั้น มันเป็นเพียงเรื่องราวในประวัติศาสตร์เท่านั้น ปัจจุบันคนเหล่านี้คือคนไทยอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าหลาย ๆ ครอบครัวของคงไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม แต่ส่วนใหญ่ก็สูญหายลืมเลือนกันแทบจะหมดสิ้นแล้ว มาเซอร์สมหมายเล่าว่า ก่อนหน้านั้นในชุมชนญวน ก็จะพูดภาษาญวนกัน แต่ปัจจุบัน หาคนพูดภาษญวนแทบจะไม่มีแล้ว เด็ก ๆ รุ่นหลังเรียนรู้ภาษากันเป็นคำ ๆ เท่านั้น
สัญลักษณ์ที่ยังคงเห็นว่าเป็นชุมชนญวนนั้น คือการขายอาหารญวนดั้งเดิม อย่าง เช่น ปลากริมปลา ซึ่งเป็นอาหารเช้าของเด็ก ๆ ในสมัยเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนนั้น ปัจจุบันยังคงมีให้เห็นในตลาดเช้าของบ้านญวน ขนมเบื้องญวน ปากหม้อญวน มีขายให้เห็นกันเช้าวันอาทิตย์ที่บริเวณหน้าโบสถ์เซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ ที่มีผู้คนมาชุมนุมกันอย่างคึกคักเพื่อร่วมกันประกอบศาสนกิจเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ นับเป็นภาพที่อบอุ่นมิใช่น้อย ในการที่ผู้คนมารวมตัวกันฉุดรั้ง ยึดเหนี่ยวเกี่ยวรั้งอดีตให้กลับมาให้มากที่สุด ความสวยงามของวันวานมักมีเสน่ห์เสมอ หากเรารู้จักรักและหวงแหนเก็บไว้ มันก็จะยังคงอยู่กับลูกหลานสืบไปอีกนานเท่านาน แม้ศาสนาคริสต์จะได้ชื่อว่า เป็นเทวนิยม ชาวคริสต์เชื่อถือในพระเจ้าและยึดมั่นต่อศรัทธาที่มีแต่พระผู้เป็นเจ้า แต่สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งต่อศรัทธาคำสอนของชาวคริสต์ นั่นคือการยึดมั่นในหลักคำสอน และไม่วอกแวกไปกับกระแสความคลั่งไคล้ต่าง ๆ นานา อย่างเช่น กระแสศรัทธานิยมเทพของคนไทยในปัจจุบันขณะนี้
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ทำให้ชุมชนที่มีความต่างทางชาติพันธุ์ถึงสามชนชาติแห่งนี้ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีขัดแย้งกันบ้างในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายแล้ว เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับศาสนาหรือส่วนรวมเข้ามาข้องเกี่ยว ทุกคนก็พร้อมที่จะหันหน้ามาปรองดองกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ดังเช่นความเชื่อที่ชาวคริสต์ที่นี่เชื่อว่า มีการแสดงปาฏิหาริย์ของพระแม่ หรือท่านเซนต์ฟรังซีส เซเวียร์ ในยามที่เกิดภาวะคับขัน เกิดความระหองระแหงในชุมชน..........พระแม่หรือท่านเซนต์ ก็มักจะมาปรากฏตัวเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ทุกคน.................!!!!! ดังคำที่ว่า หากเชื่อในศรัทธา ปาฏิหาริย์จะบังเกิด....
เรื่องโดย : วนา ไว้จะนำภาพมาให้ชมคราวหน้าค่ะ ขอเวลาไปค้นหาในคลังก่อนนะคะ
|