วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม 2551
บันทึกการเดินทาง...จากเวียงจันทน์
Posted by
วนา
,
ผู้อ่าน : 106
, 10:14:03 น.
พิมพ์หน้านี้
|
บันทึกที่นำมาเผื่อแผ่แบ่งปันนี้ เป็นบันทึกเมื่อครั้ง เดินทางไปทำงานที่เวียงจันทน์เมื่อปลายปีที่แล้ว ...เป็นรายงานความเคลื่อนไหว และความเป็นไประหว่างที่อยู่ทางโน้น...ให้คนทางนี้ได้รับทราบ...ผ่านเวปไซด์ prajan.com ...... ดั่งคำที่ขงเบ้งเคยบอกเอาไว้ "คิดถึงกัน....บ้านไม่ไกล (เอ!!! เกี่ยวกันไหมนี่) บันทึกจากเวียงจันทน์ วันที่ 15 พ.ย. 2550
วันนี้ได้มีโอกาสมาแวะชม ธาตุหลวง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวลาว ตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ มาถึงที่นี่เป็นเวลาเที่ยงกว่า ๆ แดดกำลังร้อนจัดทีเดียว ท้องฟ้าสดสวยด้วยสีฟ้าแจ่มใส เราเสียค่าผ่านประตู กันคนละ 5000 กีบ ประมาณ 20 บาท พร้อมดอกไม้ธูปเทียน 1 ชุดสำหรับสักการะองค์พระธาตุ
ด้านในองค์พระธาตุค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากเป็นวันธรรมดา จึงไม่ค่อยมีคนสักเท่าไหร่ มีแต่ชาวต่างชาติไม่กี่คนที่เข้ามาเที่ยวชม
รอบ ๆ องค์พระธาตุ นอกจากจะเป็นทางเดินให้ผู้คนได้มีโอกาสเดินชมรอบ ๆ องค์พระธาตุ ยังเป็นที่จัดแสดงภาพเขียน ของศิลปินชาวลาว กว่า 600 ภาพ โดยจิตรกรเพียงคนเดียว
รอบ ๆ บริเวณด้านนอก จะมีร้านค้าจำพวกร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เลือกซื้อไปฝากญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง และบริเวณลานกว้าง มีการจัดตั้งเครื่องเล่น จำพวกชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน ปาลูกดอก ประปรายบ้างแล้ว บรรยากาศภายนอกดูคึกคักดี
วันเสาร์ที่จะถึงนี้จะมีงานฉลองครั้งใหญ่ ประเพณีขึ้นธาตุ ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ค่อนข้างใหญ่โตของที่นี่ ทุกคนตั้งตารอคอยวันนี้ ข้าพเจ้าก็เช่นกัน หวังไว้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปร่วมสัมผัสงานในครั้งนี้
เวียงจันทน์วันนี้เปลี่ยนแปลงไปกว่าเมื่อสองปีก่อนที่ข้าพเจ้าเคยมาเยือนไม่มากสักเท่าไหร่ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของที่นี่ยังคงงดงาม นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกค่อนข้างหนาตา เพราะที่เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว อากาศกำลังสบาย ๆ
ริมฝั่งโขงยามนี้ น้ำแห้งผากจนมองเห็นดอนทรายกลางแม่น้ำเป็นลานกว้าง ใหญ่กว่าสนามหลวงเสียอีก เห็นแล้วอยากลงไปวิ่งเล่น น้ำไม่มากอย่างที่คิดไว้ ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนของประเทศจีนหรือไม่
วันที่ 24 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ที่เมืองไทย เป็นเทศกาลลอยกระทง แต่สำหรับที่นี่ ไม่มีงานลอยกระทงแต่ประการใด สอบถามได้ความว่า งานลอยกระทงของที่นี่จัดไปแล้วตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเป็นการลอยกระทงฉลองเทศกาลออกพรรษาและงานแข่งเรือ
ซึ่งจะว่าไปก็ตรงกับบันทึกทางประวัติศาสตร์ของไทย สมัยอยุธยาพระราชพิธีสิบสองเดือนกล่าวไว้ว่า เดือนสิบเอ็ด มีการลดชุดลอยโคมลงน้ำ ฉลองเทศกาลทอดกฐิน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เช่นกัน
เป็นอันว่า ประเพณีเก่าแก่ของไทยและลาวตรงกัน แต่ปัจจุบันลาวยังคงรักษาประเพณีเก่าแก่เอาไว้ ขณะที่ไทย คลาดเคลื่อนกลายเป็นการลอยพระทงเพื่อขอขมาแม่น้ำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ไปเสียแล้ว
"วนา"ไม่มีภาพนิ่งสวย ๆ มาให้ชมกัน เหมือนเคยเนื่องจากเก็บภาพมาเป็นวีดีโอเสียส่วนใหญ่ หากมีโอกาสก็คงได้นำเผยแพร่ไม่เวลาใด ก็เวลาหนึ่ง....
สะบายดี จาก เวียงจันทน์ วนา
....................วันที่สอง........................ 16 พ.ย. 2550
วันนี้ออกสำรวจเมืองด้วยการเดินเท้า ตอนนี้เริ่มจำถนนหนทางรอบ ๆ บริเวณที่พักได้บ้างแล้ว สองวันที่ผ่านมา อาหารแต่ละมื้อที่รับประทาน ไม่ต่ำกว่า 80-90 บาทต่อคน ซึ่งจะว่าจะไปแล้วราคาค่อนข้างแพง เพราะอยู่กรุงเทพฯ "วนา" ใช้เงินหมดไปกับค่าอาหารของตนเองคนเดียว 2 มื้อเช้าและกลางวัน ประมาณ 70 บาท
ให้สงสัยอย่างรุนแรงว่าคนลาวอยู่กันได้อย่างไร ด้วยรายได้มวลรวมประชาชาติปีละ หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น คนลาวมีหนี้ต่อหัว ประมาณ 12,000 บาท ซึ่งก็เป็นจำนวนที่มากอยู่พอสมควร อาหารราคาต่ำสุดที่นี่จานละประมาณ 10,000 กีบ หรือ 40 บาท ซึ่งจะว่าไปก็แพงกว่าข้าวผัดหน้าที่ทำงานของ "วนา"เองเสียอีก ซึ่งสนนราคาจานละ 25 บาทเท่านั้นเอง
วันนี้เราจึงตัดสินใจกันว่าจะงดทานข้าวเย็นกันแล้ว เพราะถ้าขืนทานอาหารกันครบสามมื้อ เบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิดที่ได้รับมา คงจะไม่พอยังชีพจนถึงวันเดินทางกลับเป็นแน่
เมื่อสักครู่ ได้เดินออกไปหาซื้อน้ำดื่มกัน ก็พบว่า บนท้องถนนรถราแน่นขนัดไปหมด ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสองวันที่มาถึง ท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งวัยรุ่น ครอบครัว พ่อแม่ลูก พากันขับรถมาบ้าง บ้างก็จับจูงกันเดินมาที่หอวัฒนธรรมแห่งชาติของลาว เอ.............วันนี้เขามีงานอะไรกัน?????
แวบเดินเข้าไปดูก็พบว่า มีคอนเสิร์ตวงดนตรีวัยรุ่น ที่ร้องเพลงกันเป็นกลุ่มไสตล์เกาหลี อย่างที่นิยมกันทั่วเอเชียอยู่ในขณะนี้ ผู้คนหลั่งไหลกันมา จนเกือบจะหมดเมืองละมั้ง หน้าโรงแรมที่วนาพักอยู่ ตรงข้ามหอวัฒนธรรมพอดี แน่นขนัดไปด้วยรถเก๋งราคาแพงมากมาย วัยรุ่นหนุ่มสาวแข่งขันกันแต่งกายอย่างเต็มที่ เพื่อมาดูคอนเสิร์ตที่ว่านี้ ซึ่งเป็นฟรีคอนเสิร์ต ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
ถนนหน้าหอวัฒนธรรม จึงคึกคักไปด้วย แม่ค้าขายปิ้งไก่ (ไก่ย่าง) ข้าวหลาม โรตี ปลาหมึกย่าง (แบบปิ้งแล้วหด บดแล้วยืด)ฯลฯ คึกคักเลยทีเดียว แต่ประหลาด ผู้คนไม่ค่อยซื้อหาอาหารแบบนี้รับประทานกัน คงเห็นแต่ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา
ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจพอลาง ๆ แล้วว่า อาหารที่ทำขาย มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ประชาชนที่นี่คงทำอาหารรับประทานกันที่บ้านเป็นแน่ เพราะอาหารราคาค่อนข้างแพงอย่างที่เล่าไว้ข้างต้น
เพื่อนข้าพเจ้าซื้อไก่ย่าง 1 ไม้เป็นอาหารเย็น ราคา 12,000 กีบ ประมาณ 48 บาท ซื้อแล้วกลับมานั่งคุยกันว่า ราคานี้เป็นราคาของนักท่องเที่ยวหรือราคาทั่วไปกันแน่........ว่าแล้วก็บอกว่า จะนั่งกินไก่ แกล้งคนไม่กินเนื้อสัตว์สองคน(ข้าพเจ้าและเจ) ที่อยู่ร่วมห้อง ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ.............ข้าพเจ้าหนีลงมาเช็คอีเมล์เพื่อสะสางงานที่คั่งค้างอยู่ก่อนเดินทางมาที่นี่ จึงหนีกลิ่นไก่ย่างลงมาได้...............แต่ตอนนี้ได้เวลาต้องเข้านอนแล้ว......เพราะพรุ่งนี้จะต้องตื่นมาดูรายการส่องธรรม ช่วง "วิถีธรรม"แต่เช้า.........
สะบายดี..จากเวียงจันทน์ วนา .................................วันที่สาม........................... 17 พ.ย. 2550
เพิ่งกลับจากเดินออกกำลังหลังทานอาหารเย็น อากาศยามค่ำคืนของที่นี่เย็นกำลังสบาย เหมาะแก่การออกเดินสำรวจเมือง ถนนหนทางที่นี่ คล้าย ๆ ที่ฮานอย คือเดินไปทางไหนก็จะไม่หลงทาง จากผังเมืองที่วางไว้อย่างดีนั่นเอง
ได้มีโอกาสไปเดินชมบรรยากาศบริเวณริมฝั่งโขง ร้านอาหารหนาตา เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก น้ำของยามนี้แห้งขอด นิ่งสงบ บรรยากาศยามค่ำคืนคึกคักพอสมควร
ที่บริเวณศาลเจ้าใหญ่ริมน้ำของ(แม่น้ำโขง) การจัดการแสดงงานฉลองศาลเจ้าของชาวจีน และมีการแสดงงิ้ว.............ข้าพเจ้าเดินเข้าไป การแสดงเริ่มขึ้นแล้ว แต่ไม่มีผู้ชมแม้แต่คนเดียว
บริเวณด้านหน้าศาลเจ้า มองเห็นเด็กกลุ่มใหญ่ เดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ปรากฏเป็นร้านขายขนมตังเมสี ๆ กวนร้อน ๆ ที่นำมาทำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ มีพ่อค้าตัวน้อย ๆ หลายคนช่วยกันยืนส่งเสียเชียร์เรียกลูกค้า ข้าพเจ้าอุดหนุนมา 1 อันด้วยความเอ็นดูเด็ก ในสนนราคา 5000 กีบ เมื่อขอร้องให้สาธิตการทำให้ดู พ่อค้าทั้งวงก็แตกฮือบอกว่า มีหน้าที่ขายอย่างเดียว คนทำ เข้าใจว่าเข้าไปดูงิ้วแล้ว...............
วันนี้ตอนเช้าได้มีโอกาสได้เข้าไปเดินในหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ อาคารภายนอก สวยงามสง่า คาดว่าคงจะเป็นวังของเจ้าสักองค์หนึ่งของที่นี่ ส่วนจัดแสดงข้างในค่อนข้างทรุดโทรม เนื่องจากขาดงบสนับสนุน แต่เพื่อนพ้องชาวลาวที่ทำงานที่นี่ เต็มไปด้วยน้ำใสไมตรีจริง ๆ.........
อยู่ในย่านใจกลางแห่งท่องเที่ยวอย่างนี้ ข้าพเจ้านึกเสียดาย ที่ไม่ได้สัมผัสชีวิตจริง ๆ ของที่นี่มากมายนัก คงเห็นแค่วิถีการทำมาหากินในยุคของการส่งเสริมการท่องเที่ยว เท่านั้น .............................
สะบายดีจากเวียงจันทน์ วนา 17 พ.ย. 2550, 20.10 น.
วันต่อจากนี้ ....ข้าพเจ้าก็มีเวลาเพียงแค่ บันทึกไว้ในใจเท่านั้นเอง....!!!
|