วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2551
วันที่ฉัน...เฉียดตาย...จาก..มดตะนอย
Posted by
วนา
,
ผู้อ่าน : 35
, 22:41:37 น.
| หมวดหมู่ :
บันทึกชีวิต
ธรรมะ
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อฉันได้มีโอกาสฟังธรรมจากหลวงพ่อตัน เรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งหลวงพ่อมาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวท่านเอง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ยิ่งฟังก็ยิ่งสะท้อนใจกับเรื่องราวที่ผ่านมาของตนเองเช่นเดียวกัน................!!!
วันนี้ฉันมานั่งทบทวนชีวิตตัวเอง หลังจากที่อ่านหนังสือของคุณรัญจวน อินทรกำแหงจบไปครึ่งเล่ม แล้วก็ให้นึกสงสัยว่า เอ! ชีวิตนี้ของฉันที่เกิดมาหลายเพลาแล้วนี้นั้น เรา..................
พอใจกับชีวิตหรือไม่??? มีความสุขกับชีวิตหรือไม่??? คุ้มค่ากับการใช้ชีวิตหรือไม่???
แล้วฉันก็พบว่า ฉัน.......ไม่เคยพอใจในชีวิตของตนเองเลย ฉันมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ นานาชนิด หลาย ๆ รูปแบบ ที่เข้ามาพบปะเจอะเจอกับฉันในรูปลักษณะต่าง ๆ กันไป
ตอนเป็นเด็ก ฉันมีความทุกข์กับความยากจนของครอบครัว...!!!!
ฉันมักคิดตามประสาเด็กว่า ทำไมพ่อแม่ฉันต้องเป็นชาวสวน ในขณะที่พ่อแม่เพื่อน ๆ รับราชการ ทำงานธนาคาร ไม่มีพ่อแม่ใครทำสวนเหมือนพ่อแม่ฉันเลย หลังเลิกเรียน ฉันต้องเดินผ่านสวนลึก กว่าจะถึงบ้าน เวลาฝนตกฉันก็ต้องลุยขี้โคลน ฝ่าสายฝนและขี้เลน เพื่อไปโรงเรียนในสภาพมอมแมม เหมือนไปฟัดกับหมากลางดงขี้โคลนมายังไงยังงั้น
ถึงแม้บ้านสวนของฉันจะไม่มีไฟฟ้าใช้แต่ชีวิตในยามค่ำคืนอันมืดมิดในบ้านสวนของฉัน ก็ใช่ว่ามันจะเลวร้ายไปเสียหมด ฉันยังพอมีความสุขอยู่บ้างกับการไล่จับหิ่งห้อยมาใส่ขวดโหลใส ๆ แล้วเอาไปวางไว้บนหัวนอนในมุ้ง ฉันจะนอนมองแสงหิ่งห้อยจนหลับไปเกือบจะทุกคืน มาถึงวันนี้ฉันนึกเสียใจ สิ่งที่ฉันทำลงไป มันเป็นบาป ฉันไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอิสรภาพของมันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช้ามา บางตัวมันก็ตาย บางตัวมันก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ผลกรรมครั้งนั้นกระมัง ส่งผลให้ชีวิตฉันยามนี้ ยังไม่พบแสงสว่างกับเขาเสียที ฉันเหมือนคนที่เดินอยู่ในอุโมงค์อันแสนยาวไกล มองเห็นแสงเพียงลิบ ๆ อยู่ปลายอุโมงค์ แต่จนแล้วจนรอด ฉันก็ยังไม่ได้พบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์............................มันคงยังอยู่ไกลแสนไกล
สวนที่บ้านของฉันปลูกกล้วยและพืชล้มลุกอื่น ๆ ขาดทุนทุกปี พอกล้วยตกเครือยังไม่ทันแก่น้ำก็ท่วมซะก่อนจะตัดผลผลิตได้ พ่อกับแม่จึงมีหนี้สินมากมาย เพราะขาดทุน แต่น้ำท่วมก็ไม่ได้เลวร้าย อะไรมากนักสำหรับเด็กอย่างฉัน เพราะฉันได้มีแพต้นกล้วย ไว้พายเล่นขายของในสวน เวลาน้ำท่วม พ่อจะตัดต้นกล้วยที่ตายแล้ว นำมาผูกเป็นแพให้ฉันใช้เป็นพาหนะพายเล่นในสวนที่เต็มไปด้วยน้ำ อย่างน้อยน้ำท่วมก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่สำหรับเด็กอย่างฉัน เพื่อน ๆ ฉัน คงไม่เคยมีใครเคยเล่นแพกล้วยอย่างฉันหรอก แต่มันก็เป็นความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วัน ต้นกล้วยก็เริ่มเน่า แพของฉันก็มีอันเน่าสลายไปตามกาลเวลาอันเป็นอนิจจัง!!!
ความจริงอย่างหนึ่งที่ฉันไม่เคยรู้ตัวเลยก็คือ ฉันไม่เคยจัดการกับชีวิตของตัวเองได้เลย ฉันได้เรียนรู้สิ่งดีและไม่ดีจากโรงเรียนเสียเป็นส่วนใหญ่ ฉันได้เรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ นั่นคือสิ่งที่พ่อกับแม่มอบให้ พระอาจารย์พร่ำสอนธรรมะซึ่งฉันฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ฉันก็ไม่เคยขาดเรียน พระอาจารย์มักจะนำฉันและเพื่อนๆ ไปบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชนเสมอ ๆ สอนให้ฉันละอายต่อการทำชั่ว ให้ประกอบกรรมดี ให้ประพฤติตนให้เป็นคนดี ให้ทำประโยชน์ตอบแทนชาติ สังคมและแผ่นดิน สิ่งนี้กระมังที่ยังฝังตรึงอยู่ในจิตใจของฉันโดยไม่รู้ตัว ถึงฉันจะไม่ใช่คนดีนัก แต่ฉันก็เชื่อว่าฉันไม่ใช่คนเลวแน่นอน เพราะการเกรงต่อความชั่วของฉันนี่แหล่ะ ทำให้ฉันเกิดทุกข์มากมาย ฉันคิดว่า หากฉันเฉยชาต่อความชั่วได้บ้าง ความทุกข์ของฉันอาจจะน้อยลงกว่านี้ก็เป็นได้
ฉันเคยดูรายการของคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ รายการหนึ่งชื่อว่า ?เฉียดตาย? เป็นการนำประสบการณ์เฉียดตาย ของคนที่รอดตายได้อย่างชนิดที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์..........มาเล่าสู่กันฟัง แต่.....เอ! แล้วกรณีของฉันจะเรียกว่าเฉียดตายได้หรือเปล่าหนอ...........วันนั้น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บ้านสวนของฉันตอนนั้น เต็มไปด้วยมดตะนอย ท่านรู้จักมดตะนอยไหม มันคือ ?มดผี? ที่ฉันเรียกอย่างนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นมดประหลาด มันไม่มีรังเป็นหลักแหล่ง และที่สำคัญมันชอบกินของสด ๆ คาว ๆ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ วันนั้น....เวลาเที่ยงฉันเดินเข้าไปในครัว มดตะนอยกลาดเกลื่อนบนพื้นบ้านหากวันไหนอากาศร้อนจัด มดจะเพ่นพ่านเต็มไปหมด ฉันเดิน ไปเหยียบมัน ด้วยความไม่ตั้งใจ ปรากฏว่า มันกัดเข้าที่กลางฝ่าเท้าของฉัน กัดจนตัวงอ ฉันหยิบมันขึ้นมา ปรากฏว่า มันตายแล้ว มันคงพ่นพิษจนหมดตัวนั่นแหล่ะ เจ้ามดตัวน้อย เกือบคร่าชีวิตฉันไปซะแล้ว
ตอนนั้นฉันรู้สึกปวดแผลมาก ฉันเอายาแก้แมลงกัดต่อยมาทาที่แผล ไม่ใช่ฉันไม่เคยถูกมันกัดนะ ฉันก็โดนกัดบ่อย ๆ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง ฉันเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ฉันสังเกตเห็นว่า ความปวดเริ่มวิ่งจากปากแผลที่ฝ่าเท้าข้างซ้ายของฉัน ชาขึ้นมาตามเส้นเลือดที่ขาขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็นรอยแดง ๆ ตามเส้นเลือดเห็นอย่างชัดเจน
ฉันวิ่งไปตะโกนเรียกแม่ซึ่งปลูกผักอยู่ในสวน บอกว่า เกิดสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับฉัน ให้แม่รีบพาฉันไปหาหมอด้วย แม่รู้ว่าฉันโดนมดต่อย ก็ไม่รีบร้อนนัก ด้วยว่า ฉันโดนเป็นประจำ ฉันเดินกลับมานั่งที่เดิม ลิ้นฉันเริ่มชา มันเกิดขึ้นเร็วมาก หลานชายวิ่งมาดูด้วยความตกใจจากเสียงตะโกนเรียกแม่ของฉัน หลานชายถามฉันว่าเป็นยังไง ฉันบอกว่า ฉันมองไม่เห็นอะไรแล้ว ดวงตาฉันมืดสนิท ทั้ง ๆ ที่ฉันกำลังลืมตาอยู่ .........ไม่นะ.....ตาฉันกำลังจะบอดหรือเนี่ย ฉันจะทำยังไงดี
ฉันเริ่มอ่อนแรง หลานชายเริ่มวิ่งไปเรียกคนมาช่วย พี่สาว พี่สะใภ้ ทุกคนคิดว่าฉันกำลังจะเป็นลม ฉันพูดไม่ได้ ฉันบอกใครไม่ได้แล้ว ฉันกำลังจะหมดสติ ฉันพยายามแข็งใจ ตอนนี้ทุกคนตกใจกันมาก พี่สาวและพี่สะใภ้เข้ามาบีบนวดให้ฉัน แม่มาถึงบ้านแล้ว ฉันบอกแม่ว่า ฉันปวดท้องมาก แม่พยุงฉันเข้าห้องน้ำ ระหว่างอยู่ในห้องน้ำ สติฉันเริ่มจะขาดลงเรื่อย ๆ แม่พยุงฉันออกจากห้องน้ำหลังจากเสร็จธุระ นาทีนั้น ฉันได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเหวก บอกฉันว่า อย่าหลับนะ อย่าหลับ แต่ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันอยากจะหลับแล้ว ฉันหมดแรงแล้ว หลาย ๆ คนเข้ามาห้อมล้อม มีบางคนตบหน้าเรียกสติฉัน ฉันได้ยินแต่เสียงแว่ว ๆ แต่มันเหมือนอยู่ไกลแสนไกล ฉันคิดแต่เพียงว่า...อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันอยากจะนอนแล้ว
ตาฉันมองอะไรไม่เห็นแล้ว นี่ฉันกำลังจะตายแล้วหรือเนี่ย ผู้รับเหมาที่กำลังซ่อมบ้านฉันเข้ามาดู แล้วบอกว่า ต้องพาฉันไปส่งโรงพยาบาลแล้ว เพราะอาการฉันเหมือนคนโดนงูพิษกัด หากปล่อยให้หลับไปแล้ว อาจจะไม่ฟื้นอีกเลยก็ได้ หลายคนเริ่มตกใจ เข้ามานวดเฟ้นฉัน ฉันยังคงสลึมสลือ ฉันพยายามไม่หลับ แต่มันเป็นเรื่องยากเหลือเกิน สติฉันยังไม่ขาด ฉันยังรับรู้ทุกอย่างท่ามกลางความมืดมิดของดวงตา
ลุงผู้รับเหมาอุ้มฉันมาใส่รถเข็นของยาย รถเข็นคันนี้เคยเข็นคนไปส่งโรงพยาบาลแล้วไม่รอดกลับมาถึง 2 คนแล้ว ฉันจะเป็นรายที่ 3 หรือเปล่าหนอ ฉันพยายามแข็งใจ ไม่เสียกำลังใจ และคิดว่าตัวเองจะต้องไม่เป็นอะไรมาก เพราะฉันยังรู้ตัวเองอยู่ทุกขณะจิต ทั้ง ๆ ที่ฉันก็เริ่มจะหมดแรงลงไปทุกที พี่ชายฉันเข็นฉันออกไปแล้ว ตอนนี้แสงสว่างเริ่มเข้ามาในดวงตาฉันบ้างแล้ว ฉันเริ่มมองเห็นอะไรลาง ๆ เป็นสีเหลือง ๆ ฉันเริ่มใจชื้น ตาฉันคงจะไม่บอดหรอก ฉันเริ่มจะมองเห็นอะไรลาง ๆ แล้ว ฉันไปถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลเข้ามาซักอาการ คนไปส่งฉัน บอกหมอว่าฉันโดนมดตะนอยกัด หมอถามว่า ฉันโดนกัดมากี่รัง ฉันพอมีสติบ้างแล้ว ฉันบอกหมอว่า ?ตัวเดียว? แล้วฉันก็หลับไป
ฉันมาฟื้นอีกที ตอนค่ำมากแล้วพยาบาลเข้ามาดูอาการ พร้อมสอบถามอาการของฉัน เพราะไม่มีผู้ใดให้รายละเอียดเรื่องอาการของฉันได้ ฉันเล่าอาการคร่าว ๆ ให้คุณพยาบาลฟัง เพื่อไปถ่ายทอดให้คุณหมอฟังอีกต่อหนึ่ง พยาบาลบอกฉันว่า เมื่อฉันมาถึงนั้น ตัวฉันบวมจนเขียวไปหมดแล้ว หัวใจเต้นอ่อน ความดันต่ำมาก เป็นอาการของคนช็อคมาแล้ว ซึ่งหากมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านั้นเพียง 5 นาที ฉันคงไม่ได้มานั่งเล่าประสบการณ์เฉียดตายนี้แล้วเป็นแน่
เป็นอันว่า ฉันต้องนอนอยู่โรงพยาบาลหนึ่งคืน เป็นครั้งที่สองที่ฉันต้องนอนโรงพยาบาล นอกจากจะให้น้ำเกลือแล้ว ฉันยังถูกให้ออกซิเจน เพราะหายใจเองไม่ได้อีกด้วย คืนนั้น ฉันมานั่งทบทวน ก่อนหน้านั้นสองวัน ฉันฆ่ามดตะนอยไปหลายตัว เออหนอ!!! มันตามมาเอาชีวิตฉัน ฉันนึกถึงมันแล้วแผ่เมตตา อย่าจองเวรกันอีกเลยนะ เราต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน
กลับมาบ้านแล้ว ฉันพยายามไม่ไปเฉียดใกล้ ๆ แถว ๆ ที่มันเคยอยู่กัน หลังจากนั้นไม่นาน ไม่รู้มันอพยพไปอยู่ไหนกันหมด ไม่มีเหลือแม้แต่ตัวเดียว ฉันหวาดผวากับมันมาก หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว ฉันก็เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง แค่มันเดินไต่ขึ้นมาบนขา ขาก็บวมจนเดินไม่ได้ นี่จะเป็นผลกรรมของฉันที่ไปฆ่ามันหรือเปล่า หรือฉันได้ชดใช้ให้มันจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว มันจึงอพยพหนีหายไปไม่กลับมาอีกจนบัดนี้
ตอนที่ไปโรงพยาบาล ฉันไม่เคยนึกถึงเรื่องตาย ฉันไม่กลัวมากเท่าไหร่ กลัวเรื่องตามองไม่เห็นอย่างเดียว แต่หลังจากคุยกับพยาบาลแล้ว ฉันขนหัวลุกไปหมด ที่หมอบอกว่า หากช้าอีกเพียง 5 นาที หมอจะช่วยชีวิตฉันไว้ไม่ได้แล้ว เพราะหัวใจฉันคงจะหยุดเต้นไปเสียก่อนจากอาการช็อคนั่นเอง ไม่งั้นฉันคงหมดทุกข์ไปแล้วตั้งแต่วันนั้นก็ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เล่าให้ใครฟัง ก็น่าขำ แต่มันก็ขำไม่ออกจริง ๆ ที่มดตัวเล็ก ๆ เกือบจะคร่าชีวิตของฉันไปแล้ว ฉะนั้น จงอย่าได้ประมาทแม้แต่สิ่งเล็กน้อย จงมีสติอยู่ตลอดเวลา
ฉันคิดว่าฉันอาจจะมีบุญเก่าหลงเหลืออยู่บ้าง ที่ผลักดันให้ชีวิตฉันตอนนี้ได้มีโอกาสทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อผู้อื่นมากขึ้น ได้ประสบพบเจอกับคนดีมีศีลธรรม ให้ฉันเห็นเป็นแบบอย่าง ที่จะช่วยชักพา ชักนำให้ชีวิตฉันได้ถูกตีกรอบให้เดินไปในเส้นทางแห่งความดีงาม ฉันเคยคิดว่าการเป็นคนดีนั้นมันช่างยาก แต่การทำความดีนั้นยากยิ่งกว่า หลาย ๆ คนมักจะมีข้อสงสัยกับความดีหากแต่ปราศจากข้อสงสัยแห่งการกระทำชั่ว............ท่านว่าจริงมั๊ย..........นั่นเป็นเพราะ หลาย ๆ คนเริ่มชินชาต่อความชั่ว และเห็นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว
วันนี้ ฉันเพิ่งเข้าใจ เมื่อเห็นข้อความที่ติดไว้บริเวณใต้ถุนอาคารวิมานพรหม ของสำนักปฏิบัติพุทธเมตตาธรรม ?การทำดี แล้วไม่ได้ดี นั่นแสดงว่า เรายังทำความดีไม่มากพอ? ข้อความนี้เองทำให้ฉันเข้าใจได้ทันทีว่า ทำไม??? ทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี
วันนี้ ฉันเจอคนจรจัดคนนั้นอีกแล้ว ฉันเห็นเขามากันสองคนแม่ลูกเป็นประจำ เขาจะมีสัมภาระเป็นถุงผ้าคนละ 1 ใบ นั่งตามริมกำแพง สายตาเหม่อลอย แม่แก่ ๆ กับลูกชาย 1 คน ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรณ์ ฉันไม่รู้ว่าชายผู้นี้บกพร่องทางใด เขาถึงไม่ทำงานหาเงินเลี้ยงแม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว มากกว่าเดินเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย
เขาไม่ได้นั่งขอทาน เขานั่งกันอยู่ริมถนน ดวงตาเหม่อลอย ตกกลางคืน เขาก็จะหาที่นอนกันริมฟุตบาทนี่แหล่ะ แต่วันนี้ ฉันเห็นเขาเดียวดาย แม่ของเขาหายไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าแม่เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ วันนี้จึงเหลือเขาเพียงคนเดียว นั่งดวงตาเหม่อลอยอยู่ริมถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่น และควันรถ ฉันมองเขา แล้วคิดว่า ระหว่างเขากับฉัน วันนี้ใครมีความทุกข์มากกว่าใคร..............................????????
วนา
|