พิมพ์หน้านี้
|
เหตุการณ์นี้...เป็นเรื่องราวในความทรงจำที่งดงาม ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 6 เดือน ...และได้เริ่มต้นขึ้นบ้างแล้วอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา..... 10 ก.ค. 2550 "วนา" เพิ่งลงจากรถไฟที่สถานีสามเสน เมื่อเช้ามืด เวลา 05.00 น. วันนี้เองค่ะ เก็บกักความเหนื่อยล้าบวกความสุขใจอย่างเต็มเปี่ยมมาจากเมืองแพร่ เช้านี้เข้ามาเยี่ยมชมเวปพระจันทร์ ก็พบเรื่องราวน่าสนใจมากมาย เมื่อวันก่อนออกเดินทาง ข้าพเจ้าได้แปะกระทู้ทิ้งท้ายไว้ 1 กระทู้ เช้านี้ก็พบว่า มีผู้มีแสดงความคิดเห็นไว้ 1 คน พร้อมบอกกล่าว อยากฟังเรื่องราวของจ. แพร่ เพราะยังไม่เคยไป
ต้องขอชื่นชมในพลังของคนที่นี่จริง ๆ ค่ะ ก่อนวันงาน ๑ วันเราประชุมกันเคร่งเครียดทีเดียว กับการจัดการงานในครั้งนี้ และความที่ไม่ทราบจำนวนผู้มาร่วมงาน เพราะไม่มีใครแจ้งล่วงหน้า จึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า จะมีผู้คนมาร่วมเป็นจำนวนเท่าใด
ตามจุดแวะสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ก็จะมีวิทยากรมาให้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และตำนานต่าง ๆค่ะ อย่างที่เห็นในภาพนี้ เป็นจุดแวะที่วัดหลวง ซึ่งเคยเป็นวัดสำหรับเจ้าหลวงเมืองแพร่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา ที่นี่ ก็มีท่านเจ้าอาวาสมาให้ความรู้และสาระในแง่มุมที่น่าสนใจต่าง ๆ ของวัดนี้
ขบวนจักรยานและสามล้อถีบ ก็จะแวะเข้าตรอกซอกซอยอย่างที่เห็นในภาพนี้แหล่ะค่ะ...............
ตรงนี้คือบริเวณวัดหัวข่วง หลังจากขี่ชมเมืองรอบหนึ่งแล้วโดยยังไม่แวะสถานที่ใดเลย ขบวนรถมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นตรงนี้อีกครั้ง เพื่อรับฟังคำบรรยายจากผู้รู้และท่านเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นเรื่องตำนานของพระธาตุหัวข่วงที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก
นี่คือความงาม ขณะขี่รถเลียบเมฆหรือกำแพงเมือง สองข้างทางต้นไม้เขียวชะอุ่มเลยทีเดียวค่ะ ในบรรยากาศยามเย็นเวลาประมาณ ๕ โมงกว่า ๆ เป็นภาพที่งดงามมาก ความโหยหิวธรรมชาติของคนกรุงเทพฯ อย่างข้าพเจ้านั้น ยอมรับเลยค่ะว่า ประทับใจอย่างมาก เป็นความงามที่ปราศจากการปรุงแต่ง หากแต่ความเป็นธรรมดา ธรรมชาตินี้เองกลับปรุงแต่งอารมณ์ของข้าพเจ้าให้สุนทรีได้อย่างน่าทึ่งทีเดียวค่ะ....................
ตรงนี้คือจุดแวะที่ประตูยั้งม้า ผู้รู้บอกว่า จริง ๆ แล้วตรงนี้ที่ถูกต้องคือประตูเลี้ยงม้า ตามตำนานกล่าวว่า เวลามีกลุ่มพ่อค้า หรือผู้ที่เดินทางมาเมืองแพร่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามไม่ได้รับอนุญาตให้นำม้าเข้าไปในบริเวณเมืองได้ กลุ่มคนเลี้ยงม้าก็จะนำม้ามาผูกเลี้ยงไว้บริเวณประตูเมืองด้านนี้ ซึ่งติดกับแม่น้ำ แม่แคม เป็นพื้นที่ที่กว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับเป็นที่พักม้าและคนเลี้ยงม้าค่ะ
ถึงขบวนจะใหญ่และยาวเหยียดอย่างที่เห็นนี้ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและตำรวจจราจรในการอำนวยความสะดวกอย่างดีเลยค่ะ
ที่เห็นในรถนี้ คือแม่เฒ่าที่เป็นที่เคารพนับถือของชุมชน มาให้ความรู้เกี่ยวกับประตูมาน ซึ่งเป็นประตูเมืองที่สำคัญอีกประตูหนึ่งของเมืองแพร่ ซึ่งเมืองแพร่นั้นมีประตูสำคัญ ๆ สี่ประตูด้วยกัน ได้แก่ ประตูเลี้ยงม้า ประตูชัย ประตูมาน อีกประตูหนึ่งข้าพเจ้าจำมิได้เสียแล้ว ก็ต้องขออภัยค่ะ
ต้นไม้ที่เห็นนี้ อยู่บริเวณตรงประตูมานค่ะ ตอนกลุ่มจักรยานจอดรถฟังแม่เฒ่าเล่าเรื่อง ชาวบ้านหลาย ๆ คนแถวนั้นคิดว่ามีการชุมนุมประท้วงอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ต่างจอดรถมองกันอย่างสนใจทีเดียวค่ะ
ขบวนผ่านประตูชัย ซึ่งปัจจุบันบริเวณนี้เป็นตลาด..................
เมื่อขบวนผ่านตามบ้าน หลาย ๆ คนตะโกนแซวกันโหวกเหวกเป็นที่สนุกสนาน อย่างคุณป้าคนนี้ พาเจ้าหมาน้อยมายืนโบกขาให้ขบวนจักรยาน ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม....
ตรงนี้ ขบวนรถจอดบริเวณบนกำแพงเมือง หรือบนเมฆ รับฟังเรื่องราวจากคุณตา เกี่ยวกับประวัติบ้านช่างทอง โดยมีทายาทบ้านช่างทองยืนฟังอยู่ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ....
จุดสิ้นสุดของขบวนแอ่วเมือง มาจบที่ "บ้านวงศ์บุรี" ผู้สร้างบ้านนี้คือ แม่เจ้าบัวถา อดีตชายาคนแรกของเจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย แต่ท่านทั้งสองไม่มีทายาท แม่เจ้าจึงหย่าขาดจากเจ้าหลวงเพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหลวงได้ทรงเษกสมรสใหม่อีกครั้งกับแม่เจ้าบัวไหล เพื่อให้มีทายาทสืบวงศ์ตระกูล
ขบวนรถเข้ามาจอดในบริเวณบ้านวงศ์บุรีแล้วค่ะ.............!!!
ที่จุดสุดท้ายของบ้านวงศ์บุรี ก็จะมีน้ำและขนมจัดเตรียมไว้สำหรับทุกคน รวมเวลาทั้งสิ้นที่ใช้ไปก็ประมาณ ๓ ชั่วโมงค่ะ เรียกเหงื่อได้ไม่น้อยทีเดียว สำหรับการผ่อบ้าน แอ่วเมืองในครั้งนี้
สิ้นสุดการ "ผ่อบ้าน แอ่วเมือง" ก็ถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกหน้าบ้านวงศ์บุรีค่ะ
เสร็จสิ้นงานกันด้วยความสุข ข้าพเจ้าและเพื่อนพ้อง กลับถึงบ้านเวลา ๔ ทุ่มโดยประมาณ เราปั่นจักรยานจากบ้านวงศ์บุรี เพื่อกลับบ้านพักกันในยามค่ำคืน ต่างปวดแข้งปวดขา เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตาม ๆ กัน ในความเหน็ดเหนื่อยนั้น มันก็มีความสุขแห่งความสำเร็จเจือปนอยู่ด้วยตลอดเวลา อย่างคำที่ท่านจันทร์เคยบอกว่า สุขเกิดในลำดับแห่งทุกข์ และทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข ซึ่งหมายถึง สุขทุกข์เกิดดับสลับกันไป แต่ในความรู้สึกของข้าพเจ้าในครั้งนี้ ทุกข์และสุขมันน่าจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เป็นสุขและทุกข์เจือปนกันไปอย่างที่ประมวลออกมาแล้วมันเปี่ยมสุข มากกว่าเปี่ยมทุกข์จริง ๆ ค่ะ...................
บันทึกไว้ด้วยรอยยิ้ม....บนความเหนื่อยล้า..ต้องหาโอกาสออกกำลังให้มากกว่านี้ ^_^ |
| เวียงจันทน์....เวียงใจ | ||
มองมุม....เวียงจันทน์ |
||
|
View All |
||
| เมื่อครั้งฉันไปเยือนเวียงจันทน์ | ||
ภาพสวย ๆ จากประเทศลาวค่ะ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |