|
มาต่อจากตอนที่แล้วค่ะ....เป็นบันทึกเส้นทางขากลับจากเขื่อนน้ำงึม มุ่งสู่ใจกลางนครเวียงจันทน์ และต่อด้วยเรื่องราววันสุดท้ายค่ะ......................... ขากลับจากเขื่อนน้ำงึม รถของคณะเราขับผ่านทุ่งนาที่เขียวขจี ที่อาบทอด้วยแสงสีทอง อันเป็นแสงสุดท้ายของวัน ทำให้สีเขียวของทุ่งข้าวอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้งดงามยิ่งนัก 

ณ นครเวียงจันทน์แห่งนี้ ชาวนายังนิยมทำนาดำ เพราะจะทำให้ข้าวได้ผลผลิตดี เมล็ดใหญ่ การทำนาของที่นี่ยังใช้การรอฝนตามฤดูกาลอยู่ ดังนั้น จึงทำนาได้ปีละครั้งเท่านั้น
ได้คุยกับคนที่นี่ทราบว่า ฤดูฝนของประเทศลาวยังตกต้องตามฤดูกาล เมื่อถึงเดือน 6 ชาวนาก็จะรอฝนเพื่อเตรียมตัวทำนากัน
เห็นต้นข้าวไหมคะ งดงามแข็งแรงสมบูรณ์ทีเดียวค่ะ


ความรัก.............กลางท้องทุ่ง 


เจ้าหนูน้อยเหล่านี้ เพิ่งกลับจากเก็บหอยเชอรี่ในท้องทุ่ง เพื่อนำมาประกอบอาหารมื้อเย็น......น่ารัก น่าชังจริง ๆ ค่ะ 
พึ่งพา...อาศัย...อยู่อย่างไม่เบียดเบียน 
บ้าน................. 

............................................... เช้าวันต่อมา.....8 มีนาคม 2551 เช้านี้เราได้รับความเอื้อเฟื้อจากครัวบ้านน้องตู่(กัลยานมิตรของเรา) เหมือนเช่นทุกวัน อาหารมังสวิรัตแสนอร่อยฝีมือแม่ยุ้ยและป้าเต็ม พวกเราตุนเสบียงกันเต็มท้อง ก่อนอำลาเมืองเวียงจันทน์กันภายในบ่ายวันนี้
ก่อนออกเดินทาง คุณแม่น้องตู่ ยังมีน้ำใจอนุเคราะห์กาแฟเย็นให้กับพวกเรากันคนละถุง ขอบใจหลายเด้อแม่เด้อ แม่ตบท้ายว่า คราวหน้ามาเวียงจันทน์อีก หากไม่รังเกียจบ้านแม่ ก็ขอให้มาพักกันที่นี่ ไม่ต้องเสียเงินไปพักโรงแรม บางคนก็ต้องไปนอนวัด
ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจคุณแม่ผู้มีน้ำใจงามยิ่งนัก กอดแม่น้องตู่ส่งท้ายแล้วบอกว่า มาคราวหน้าจะมารบกวนแน่นอน บ้านแม่นั้นข้าพเจ้าไม่รังเกียจดอก กลัวแต่แม่จะรังเกียจข้าพเจ้าละมากกว่า
แม่น้องตู่มากราบลาท่านจันทร์ที่วัด ก่อนพวกเราออกเดินทาง ก่อนเดินทางกลับวันนี้ เรามีโครงการไปชมวัดที่ตั้งอยู่บริเวณแนวชายแดนอีก 2 วัด เป็นวัดเก่าแก่ของเวียงจันทน์ เรามีผู้ติดตามไปส่งด้วย 3 ท่าน เป็นภิกษุชาวลาว มาจากทางตอนเหนือ 1 รูป และเจ้าน้องชาย 2 คน ที่พวกเรารับเข้าไว้ในสังฆะ ชาวลาวสองคน เป็นเด็กใฝ่ดีทั้งคู่ คนหนึ่งใส่ใจในธรรมะ อีกคนหนึ่งตั้งใจกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี เริ่มจากการตั้งสัจจะเลิกบุหรี่กับท่านจันทร์ พวกเราก็ขออนุโมทนาบุญด้วย
เจ้าน้องสองคน ขอตามมาส่งจนกว่าจะแยกจากกันตรงบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง จุดหมายแรกที่เราเดินทางไปในเช้านี้ ชื่อว่าวัดเชียงควน 
วัดเชียงควนนี้ เป็นวัดที่ห่างออกจากตัวเมืองเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 25 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีความหลากหลายทางความเชื่อในทางศาสนายิ่งนัก เท่าที่ข้าพเจ้าสังเกตุดูสถาปัตยกรรมในวัดแห่งนี้ ซึ่งคนที่นี่เรียกกันว่าสวนพระพุทธรูป ซึ่งสะท้อนลักษณะทางความเชื่อไปในทิศทางของพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู
ผู้สร้างสวนแห่งนี้ชื่อนายบุญเหลือ สุริทัต โดยสร้างขึ้นในปี 1958 หรือประมาณพ.ศ. 2501 และได้ก่อตั้งลัทธิขึ้นมาลัทธิหนึ่ง โดยนำเอาหลักศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูมารวมเข้าด้วยกันจนมีคนมาเลื่อมใสศรัทธาไม่น้อย ทั้งในลาวและภาคอีสานของไทย
ที่นี่มีอาคารรูปทรงแปลกประหลาดอยู่อาคารหนึ่ง รูปร่างเหมือนฟักทอง ........แบบนี้แหล่ะค่ะ 
ตอนเข้าไปตอนแรกและยืนมองอยู่ด้านนอกข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าอาคารทรงนี้ ต้องการสื่อความหมายถึงอะไร
แต่เมื่อมองไปด้านบน เห็นเพื่อนพ้องน้องพี่ปีนขึ้นไปหลายคน จึงลองปีนขึ้นไปดูด้านในด้วย จึงได้พบคำตอบซึ่งข้าพเจ้าวิเคราะห์เอาจากความรู้ที่ตนเองได้ร่ำเรียนมาบ้าง อ่านหนังสือมาบ้าง มาปะติปะต่อกับภาพลักษณ์ที่เห็นภายนอก
ยอดสูงสุดของอาคารนี้เป็นหน้าพรหม 4 หน้า ซึ่งข้าพเจ้าถ่ายมาไม่ถึง ภายในอาคารนี้ด้านในแบ่งออกเป็น 3 ชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นก็จะมีรูปปั้นเรื่องราวแตกต่างกันไป ซึ่งข้าพเจ้าจะนำภาพรายละเอียดมาเล่าให้ฟังภายหลัง
แต่จากการดูศิลปกรรมทั้งภายนอกและภายในทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้าก็สรุปว่า อาคารนี้คือแบบจำลองแนวความคิดเกี่ยวกับจักรวาลในทางพุทธศาสนา ยอดสูงสุดนั้นเห็นเป็นหน้าพรหมสี่หน้า แสดงสัญลักษณ์ของสวรรค์ชั้นพรหม อันแสดงถึงความเชื่อทางศาสนาฮินดูดั้งเดิมเกี่ยวกับเรื่องของพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก แบบที่ใคร ๆ ชอบพูดกันว่าพรหมลิขิตนั่นแหล่ะค่ะ
ส่วนที่ลดหลั่นกันลงมาก็คือสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ทั้ง 7 ตามความเชื่อที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เคยเรียนรู้มากันบ้างแล้วนั่นแหล่ะค่ะ
ภายในอาคารนี้ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น เมื่อมองจากรูปปั้นทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในอาคารหลังนี้ ข้าพเจ้าก็ประมวลได้ว่า ทั้ง 3 ชั้นที่เห็นนี้ จากบนลงล่างแบ่งเป็น โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกบาดาล(นรก) ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับชั้นนั่นเองค่ะ
ภายในมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ....................... ยอดแกนกลางสูงเสียดฟ้านั้น เป็นสัญลักษณ์แทนยอดเขาพระสุเมร และตรงบริเวณฐานเหนืออาคารทำเป็นภูเขาเล็ก ๆ รายล้อม ซึ่งข้าพเจ้าเดาเอาว่าเป็นยอดเขาสัตตบริภัณฑ์
ชั้นบนสุดมีรูปปั้นแบบนี้แหล่ะค่ะ ดูไม่ค่อยเหมือนเทวดานางฟ้าสักเท่าไหร่ ออกจะไปเป็นเงือกงูซะมากกว่า มองดูคล้าย ๆ สัตว์หิมพานต์ส่วนหนึ่ง เทพครึ่งนก (กินนร กินรี) เทพครึ่งนาคส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับภาพรวมทั้งหมด ส่วนนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าสวรรค์ ส่วนที่เรียกว่าเชิงเขาไกรลาศ ที่เป็นที่อยู่ของพวกสัตว์หิมพานต์เขาล่ะค่ะ

ตรงชั้นกลาง ภาพนี้ชัดเจนที่สุดค่ะ เป็นภาพการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร ก็ไม่รู้ทำไมส่วนนี้ถึงจะเป็นส่วนของโลกมนุษย์ แต่เพราะอยู่ตรงกลางข้าพเจ้าเลยเดาว่าเป็นส่วนจำลองโลกมนุษย์
ภาพการกวนเกษียรสมุทรภาพนี้ ออกจะพิศดารและดูไม่อลังการเทียบเท่าภาพสลักนูนต่ำอันลือชื่อที่ปรากฏอยู่ที่ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา คือมีเทวดาและอสูรข้างละ 2 ตน ถืองู ตัวเล็ก ๆ พันรอบเขาพระสุเมรุเพื่อกวนเกษียรสมุทร(ทะเลน้ำนม) เพื่อเอาน้ำอมฤต ส่วนที่ผิดไปจากตำนานที่ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้มาก็คือ รูปปั้นจำลองภาพการกวนเกษียรสมุทรที่นี่ ไม่เหมือนที่อื่น ที่มักจะปรากฏภาพ ความเจ้าเล่ห์แสนกลของเหล่าเทวดา
กล่าวคือ การกวนเกษียรสมุทรนั้น เป็นกิจกรรมเพื่อสมัครสมานสามัคคีของเหล่าเทพและอสูรในการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้ได้น้ำอมฤต ที่มีสรรพคุณอยู่ยงคงกระพัน อันเป็นยอดปรารถนาของเหล่าเทพและอสูรทั้งหลาย
กรรมวิธีการกวนก็คือการนำเอาตัวของพญานาคราช พันเข้ากับยอดเขาพระสุเมรุเพื่อเป็นแกนกลางในการกวนเกษียรสมุทร(ทะเลน้ำนม) ที่นี้ในการกวนก็จะต้องถือเชือกกันคนละด้านเหมือนชักคะเย่อ เชือกที่ว่านี้ก็คือพญานาคราชนั่นเอง
ตามตำนานกล่าวเอาไว้ หรือจะเป็นอารมณ์ขันของช่างสุดจะทราบได้ ภาพที่พบเห็นบ่อย ๆ มักจะเป็นเหล่าเทวดาถือส่วนหางของพญานาค เหล่าอสูรถือส่วนหัวของพญานาค อาจารย์หลายคนที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปขอความรู้เกี่ยวกับศิลปะทางศาสนาเล่าให้ฟังว่า พวกเทวดาเจ้าเล่ห์ ถือส่วนหาง ก็มักจะไม่ร้อน ปล่อยให้พวกอสูรถือสวนหัว พญานาคเมื่อโดนดึงมาก ๆ ก็จะพ่นไฟ เมื่อพ่นไฟแต่ละที พวกอสูรที่ถืออยู่ส่วนหัวก็จะโดนไฟไหม้เสียที กว่าจะกวนเสร็จ ก็หน้าดำกันเป็นแถบ ๆ
บางคนบอกว่า พวกอสูรน่ะโง่ แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวเชื่อว่า เหล่าอสูรเป็นพวกเสียสละ และแข็งแรงบึกบึน กว่าพวกเทวดาอ้อนแอ้นอรชรเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จึงยอมจะอยู่ด้านร้อนเสียเอง ยังไงเสียก็ถือว่าได้ผลประโยชน์ร่วมกันอยู่แล้ว
กาลปรากฏว่า จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดตำนานของราหูขึ้นมา.....................ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปภายหลัง

และหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าภาพข้างบน ไม่เหมือนกับที่ข้าพเจ้าเล่ามา ซึ่งข้าพเจ้าลืมบอกไปว่า การกวนเกษียรสมุทรที่ลาวนี้ พวกเทวดากลับได้ถือส่วนหัวของพญานาค ส่วนพวกอสูรกลับถือส่วนหางเอาไว้ อันนี้เป็นความบังเอิญ หรือจงใจ ก็สุดจะทราบได้ค่ะ ........................ ส่วนชั้นล่างสุดนี้ชัดเจนค่ะ แสดงภาพนรกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กะทะทองแดง ต้นงิ้ว ยมทูต หรืออีกา เหล่านี้เป็นต้น ตอนที่ดูสองชั้นแรกนั้น ยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ แต่พอมาเห็นชั้นนี้แล้วก็เลยถึงบางอ้อค่ะ 
ออกมาดูข้างนอกกันบ้างนะคะ......................บริเวณสวนพระพุทธรูป ก็จะมีรูปปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ รวมทั้งภาพเทพต่าง ๆ ในศาสนาฮินดูค่ะ
อย่างภาพที่เห็นนี้ เป็นภาพจำลองพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยมีปัญจวัคคีย์ทั้งห้า นั่งอยู่รอบ 
หรืออย่างตรงนี้ จะเป็นความเชื่อในทางศาสนาฮินดู ก็จะเป็นรูปปั้นปางดุร้ายของพระอุมาเทวี พระมเหสีของพระศิวะ หรือพระอิศวร
ปางดุร้ายของพระอุมาเทวีนี้ เรียกว่า ทุรคา มีตำนานเล่าว่า เมื่อยามที่พระนางอยู่ในปางที่ดุร้ายอย่างทุรคานี้ แม้แต่พระศิวะก็ยังต้องยอมสยบให้แก่นาง
จากภาพจะเห็นว่ามือแต่ละข้างของพระนาง ถืออาวุธสำหรับการเข่นฆ่า แถมเท้าของนางข้างหนึ่งยังเหยียบอยู่บนยอดอกมนุษย์อีกด้วย

ตรงนี้เป็นพุทธประวัติตอนพิชิตมาร
อานิสงส์จากหนังสือคำตรัสของพระพุทธเจ้า ของสำนักพิมพ์แสงแดด ที่ข้าพเจ้าได้รับจากท่านจันทร์ เป็นค่าตอบแทนบทความเรื่องเกี่ยวกับเวียดนามเมื่อสองปีก่อน ทำให้ข้าพเจ้าได้อธิบายพุทธประวัติตอนนี้ให้กับพรรคพวกที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันฟัง อันได้แก่ ป้าเต็มและมาลัย ทั้งสองคนตั้งใจฟังกันอย่างสนอกสนใจจริง ๆ นึกขอบคุณที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เรื่องตอนนี้มีอยู่ว่า
พระมหาบุรุษทรงนั่งขัดสมาธิบนบัลลังค์แก้ว ผินพระพักตร์ไปยังทิศตะวันออก หันหลังให้กับต้นโพธิ์ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครานั้น เทพยดาก็พากันแซ่ซ้องสาธุการบูชาพระมหาบุรุษสุดที่จะประมาณ
พญาวัสวดีมารขึ้นขี่ช้างคีรีเมขล์ นำพลมารมามากมายมือฟ้ามัวดิน ทำให้เทพเจ้าทั้งหลาย หนีแตกกระจัดกระจายไปยังขอบเขาจักรวาล พระมหาบุรุษรำลึกถึงบารมีธรรม 30 ประการที่เคยบำเพ็ญมาแต่อดีตชาติสู้กับมารผจญ กองทัพมารก็มิอาจทำร้ายพระองค์ได้
พญามารตู่เอาอาสนะบัลลังค์แก้ว ใต้ต้นโพธิ์ว่าเป็นของตน พร้อมกับแสดงพยานที่เป็นพลพรรคของตนเอง พระมหาบุรุษจึงต้องขอให้แม่พระธรณีนามว่าวสุนธรามาเป็นพยาน นางวสุนธราเจ้าแม่ธรณีชำแรกกายขึ้นมาปรากฏยืนยันความสัตย์จริง พร้อมกับบีบเอาน้ำที่พระองค์ทรงกรวดเมื่อถวายทานทุกครั้งตลอดหลายชาติที่ผ่านมาออกจากมวยผม หลั่งไหลเป็นกระแสน้ำท่วมบ่า พัดพาเหล่ามารและพญามารไปจนชิดติดขอบเขาจักรวาล พระยามารจึงแพ้ราบคาบ เวลานั้นเป็นเวลาเย็นที่พระอาทิตย์ยังไม่ลาลับขอบฟ้า
ค่ะ ก็ทำให้บรรยากาศการเดินชมสวนพุทรูปแห่งนี้ไม่แห้งแล้งจนเกินไปนัก ผู้เล่าก็สนุก ผู้ฟังก็สนุกตามไปด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายล่ะค่ะ

ตรงนี้ก็เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากตอนเกษียรสมุทรที่เล่าไว้ข้างต้น สืบเนื่องจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทพและอสูรทั้งหลาย กวนกันไปกวนกันมาต่างก็อ่อนเพลียเมื่อยล้า หลับบ้างตื่นบ้าง เป็นเหตุให้เจ้าอสูรตนหนึ่ง ชื่อว่า "ราหู" ผู้มีร่างกายท่อนบนเป็นยักษ์และท่อนล่างเป็นหางงูขนาดใหญ่ ทำตัวเป็นตาอยู่คว้าพุงปลาที่เรียกว่า "น้ำอมฤต" ไปกินซะ แต่เหตุการณ์นี้หากได้รอดพ้นสายตาของพระจันทร์และพระอาทิตย์ไปได้
ทั้งสองนำความไปกราบทูลเทพผู้ใหญ่ จะเป็นพระอิศวรหรือพระนารายณ์ข้าพเจ้าจำไม่ได้แน่ชัด พระองค์ทราบเรื่องก็ขว้างจักรออกไป เป็นผลให้ร่างกายของราหูโดนจักรตัดขาดเหลือกายท่อนบนซึ่งเป็นยักษ์อยู่เท่านั้น ผลของน้ำอมฤตทำให้ราหูแม้กายจะขาดแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังความเคียดแค้น คราใดพระจันทร์หรือพระอาทิตย์เผลอ เจ้าราหูเป็นต้องนำมาอมเอาไว้ในปากเพื่อเป็นการแก้แค้น เดือดร้อนชาวบ้านชาวช่อง ต้องตีเกราะเคาะไม้ให้ราหูตกใจ คายพระจันทร์ออกมา กลายเป็นตำนานราหูอมจันทร์ หรือจันทรุปราคาไปเสียได้
ป้าเต็มชอบอกชอบใจนิทานเรื่องนี้ของข้าพเจ้ามาก ถึงกับให้ข้าพเจ้าจดใส่กระดาษให้ บอกว่าจะนำไปเล่าให้หลาน ๆ ฟัง ใครว่ามีแต่เด็กเท่านั้นที่ชอบฟังนิทาน ผู้ใหญ่อย่างป้าเต็มที่อายุเกิน 60 ปีแล้ว ก็ยังฟังนิทานของข้าพเจ้าอย่างสนอกสนใจอย่างยิ่ง
งานนี้ก็สนุกทั้งคนเล่าและคนฟังล่ะค่ะ

ขออำลาตอน 2 ไปเท่านี้ก่อนนะคะ...................ไว้มาต่อค่ะ บันทึกไว้ด้วยความสนุกสนาน เรื่องและภาพ โดย : วนา ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชม
|