|
วันที่สอง
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เราเริ่มเช้าวันใหม่ ด้วยอาหารเช้าที่โรงแรม ซึ่งรวมอยู่ในราคาค่าห้องพักแล้ว เราจะเริ่มทำงานตอนบ่ายสองโมง ดังนั้นตอนเช้ายังพอมีเวลาครึ่งวัน เราจึงตกลงกันว่าจะไปตลาดกันอีกสักครั้ง เพราะต่อจากวันนี้ไปแล้ว เราคงไม่มีเวลาไปเดินซื้อของ เพราะต้องประชุมติดต่อกันทั้ง 5 วัน และเลิกเย็นทุกวัน ตลาดก็ปิดแล้ว ดังนั้น นี่เป็นโอกาสเดียวเท่านั้น ที่จะไปหาซื้อของฝากเพื่อนพ้องที่ทำงานและญาติ ๆ เราเรียกแท็กซี่(ความจริงน่าจะเรียกว่าเศษเหล็กเคลื่อนที่ได้มากกว่า)ไปตลาดนั่งเบียดกันไป 5 คน เพื่อประหยัดค่าแท๊กซี่ ขาไปก็พอทำเนาหรอก แต่ขากลับนี่สิ แต่ละคนมีข้าวของพะรุงพะรัง รถคันที่เรียกกลับมานั้นก็เก่าแสนเก่า เพราะเรียกราคาถูก ความที่ต้องการประหยัด เอาก็เอาวะ เบียดกันไปแป๊บเดียวเองนี่นา ปรากฏว่าเมื่อกลับถึงโรงแรม ขาข้าพเจ้าชาไปข้างหนึ่งเพราะโดนเพื่อนนั่งทับมาตลอดทางจากตลาดถึงโรงแรม ประมาณ 15 นาที (ความจริงอยากจะขอถ่ายรูปพี่แท็กซี่เหลือเกิน แต่เราได้รับคำเตือนมาว่า อย่าถ่ายรูปพร่ำเพรื่อ อาจจะโดนตำรวจจับ เราจึงมิกล้าเสี่ยง ดังนั้นจึงมีเพียงลักษณะของคำอธิบายมาประกอบเท่านั้นเอง) 
เราไปถึงศูนย์เวลาบ่ายสองโมงเป๊ะ ตามกำหนด เข้าไปจัดของและนั่งรอผู้เข้าประชุมมาลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯถามพวกเราว่าไปไหนกันมาบ้างเช้านี้ เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เราไปตลาดกันมา และยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันกันเลย ความจริงก็เล่ากันไปสนุก ๆ เท่านั้นเอง พวกเราสนิทกันอย่างรวดเร็ว เพราะศูนย์เรากับศูนย์เค้า เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ของพม่าทำเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์และประเพณี ส่วนศูนย์ของข้าพเจ้าทำเรื่องโบราณคดีและวิจิตรศิลป์รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมด้วย เราคุยกันสนุกสนานระหว่างรอผู้มาลงทะเบียนซึ่งก็มากันประปราย เราให้เขาสอนคำพม่าง่าย ๆ เช่น คำว่า สวัสดี ขอบคุณ ฯลฯ
ระหว่างนั้นเราก็หยิบเอาขนมขึ้นมากินกันแก้หิวไปพลาง ๆ กะว่าจะยกยอดไปรวมกับมื้อเย็นเลย สักพัก แม่บ้านของศูนย์ก็ยกอาหารมา 3 ที่ เราก็ถามว่านี่อะไร เขาบอกว่า อาหารกลางวันของพวกคุณไง โอ... เราไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร คำพูดเล่น ๆ ของเราที่ว่า เราเดินตลาดจนลืมกินข้าว ทำให้พวกเขากังวล ถึงกับแอบไปทำอาหารมาให้เรากิน ช่างมีน้ำใจอะไรเช่นนี้ ความจริง เราก็หิวกันจริง ๆ อาหารมื้อนั้น เป็นอาหารพม่า มีซุปหนึ่งถ้วย รูปร่างหน้าตาคล้ายแกงของแขกอินเดีย ใส่หยวกกล้วย และกะทิ รสเค็ม ๆ มัน ๆ อร่อยดีเหมือนกัน กินกับแป้งเส้น ๆ คล้ายขนมจีน แต่เส้นเล็กกว่า และถั่วเหลืองชุบแป้งทอดกรอบ ๆ ยามหิวก็อร่อยดีเหมือนกัน เรากินกันเกลี้ยงเลยทีเดียว เราขอบคุณเค้าแล้วขอบคุณอีก ด้วยความซาบซึ้งใจว่า เขาช่างมีน้ำใจดีจริง ๆ อาหารมื้อนั้น เป็นอาหารพื้นเมืองง่าย ๆ แต่น้ำใจนี่สิ ยิ่งใหญ่น่าชื่นชมนัก พวกเรามีแรงนั่งรอผู้มาลงทะเบียนจนถึงเวลา 5 โมงครึ่ง จึงลากลับไปโรงแรม เพื่อเตรียมตัวไปไหว้เจดีย์ชเวดากอง สุดยอดความประทับใจของข้าพเจ้าทริปนี้จริง ๆ
เราได้รับคำแนะนำว่า ควรจะไปสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ในเวลาค่ำคืน ซึ่งนอกจากจะไม่ร้อนแล้ว เรายังจะได้ชมความงามของสีทองอร่ามที่ต้องแสงไฟในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามยิ่ง แล้วข้าพเจ้าก็พบว่ามันดีจริง ๆ ที่เรามาตอนกลางคืน เพราะเราถูกบังคับให้ถอดรองเท้าเดินด้วยเท้าเปล่า ตั้งแต่บันไดขั้นแรกของทางเดินเข้าสู่บริเวณองค์เจดีย์ ทางขึ้นนั้นมีหลังคาปกคลุมโดยตลอด แต่บริเวณรอบ ๆ เจดีย์นั้น เป็นที่โล่ง หากเรามาเวลากลางวัน คงไม่สามารถที่จะเดินชมความงามโดยรอบของเจดีย์ได้ เพราะเราจะร้อนเท้าจนแทบทนไม่ไหวทีเดียว

ที่เจดีย์นี้เปิดให้ผู้คนเข้ามาสักการะจนกระทั่งเวลาสามทุ่มของทุกวัน พวกเราไปถึงเป็นเวลาเกือบ ๆ หนึ่งทุ่ม ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน เพราะมีลมโชยมาเอื่อย ๆ ตลอดเวลา เราขึ้นไปอย่างงมโข่ง ก็เดิน ๆ ตามผู้คนเขาไป เขาหยุดสักการะกันตรงไหน ก็หยุดกับเขาด้วย จะว่าไปแล้ว ตรงไหนก็เหมือนกัน เพราะพวกเรามาสักการะด้วยใจที่มุ่งมั่นอยู่แล้ว เพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าคนหนึ่ง เป็นเพื่อนรุ่นพี่ถึงรุ่นแม่ (เพราะอายุเธอสามารถเป็นแม่ข้าพเจ้าได้แล้ว)ซึ่งขอตามมาด้วยด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว พวกเราสงเคราะห์ช่วยกันออกค่าโรงแรมให้เธอ เพราะเห็นแก่ศรัทธาแรงกล้า ความจริงเธอไม่ใช่คนในทีมงาน แต่เธอบอกว่า พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของเธอ ซึ่งเกิดปีม้า เธอจึงอยากมามาก ลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินตามเรามาเที่ยวด้วย พี่เค้าอุตส่าห์หอบหิ้วพวงมาลัยดอกไม้มาจากเมืองไทย เพื่อมาสักการะโดยเฉพาะด้วยศรัทธาที่มุ่งมั่นยิ่ง
เครื่องสักการะที่มีจำหน่ายบริเวณโถงทางขึ้นเจดีย์ค่ะ
โถงทางขึ้น...

ที่เจดีย์นี้เปิดให้ผู้คนเข้ามาสักการะจนกระทั่งเวลาสามทุ่มของทุกวัน พวกเราไปถึงเป็นเวลาเกือบ ๆ หนึ่งทุ่ม ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน เพราะมีลมโชยมาเอื่อย ๆ ตลอดเวลา เราขึ้นไปอย่างงมโข่ง ก็เดิน ๆ ตามผู้คนเขาไป เขาหยุดสักการะกันตรงไหน ก็หยุดกับเขาด้วย จะว่าไปแล้ว ตรงไหนก็เหมือนกัน เพราะพวกเรามาสักการะด้วยใจที่มุ่งมั่นอยู่แล้ว เพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าคนหนึ่ง เป็นเพื่อนรุ่นพี่ถึงรุ่นแม่ (เพราะอายุเธอสามารถเป็นแม่ข้าพเจ้าได้แล้ว)ซึ่งขอตามมาด้วยด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว พวกเราสงเคราะห์ช่วยกันออกค่าโรงแรมให้เธอ เพราะเห็นแก่ศรัทธาแรงกล้า ความจริงเธอไม่ใช่คนในทีมงาน แต่เธอบอกว่า พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของเธอ ซึ่งเกิดปีม้า เธอจึงอยากมามาก ลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินตามเรามาเที่ยวด้วย พี่เค้าอุตส่าห์หอบหิ้วพวงมาลัยดอกไม้มาจากเมืองไทย เพื่อมาสักการะโดยเฉพาะด้วยศรัทธาที่มุ่งมั่นยิ่ง


เราแวะสักการะพระเจดีย์ตามมุมต่าง ๆ ที่เห็นคนหยุดสักการะ โดยไม่รู้ความหมาย จนกระทั่งสักพักนึง ได้ยินเสียงไกด์ชาวไทยนำลูกทัวร์ชาวไทยเดินชมเข้ามาใกล้ ก็ได้ยินเค้าพูดว่า ตรงนี้สำหรับคนเกิดวันอังคารนะคะ ตรงโน้น วันพุธกลางวันค่ะ และถัดไปก็วันพุธกลางคืน พวกเราก็ถึงบางอ้อ นี่เราไหว้กันมาตั้งแต่วันอาทิตย์ จันทร์.....เรื่อยมา แต่ข้าพเจ้าก็คิดว่า ไม่เป็นไรหรอก ตรงไหนก็เหมือนกัน ไหว้มันทั้งเจ็ดวันนี่แหละดี ได้ครบทุกวันเลย

ข้าพเจ้าเดินถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน พร้อมสังเกตพฤติกรรมของคนที่มาที่เจดีย์นี่ด้วย น่าประหลาด หนุ่มสาวชาวพม่านิยมมาจีบกันที่นี่ จับจูงมือกันมาไหว้องค์พระเจดีย์ และนั่งคุยกันกระหนุง กระหนิง ผู้ชายหลายคนทั้งหนุ่มและแก่ นั่งสมาธิกันตามจุดต่าง ๆ และนั่งกันครั้งละนาน ๆ ผู้หญิงที่มีอายุหน่อย ก็มานั่งสมาธิและพร้อมกับนั่งนับลูกประคำไปด้วย ก็แปลกดี บางคนก็ยังสาว ๆ อยู่เลย สร้อยประคำบางคนก็เป็นหยกเม็ดกลม ๆ ร้อยเป็นเส้นทำเป็นลูกประคำ บางคนก็เป็นประคำเม็ดดำ ๆ

เดินไปเดินมา เราบังเอิญพบไกด์กิตติมศักดิ์เข้า เป็นคุณลุงใจดีคนหนึ่ง ถามแกว่า เป็นไกด์(ผี) อยู่ที่นี่เหรอ แกว่าเปล่า แต่ลุงแกชอบมาที่นี่ แกบอกว่า เคยเป็นรีเซปชั่นโรงแรม จนปลดเกษียณแล้ว ก็ว่าง ลุงแกรักที่นี่มากและจะมาที่เจดีย์นี่ทุกวัน และคอยเป็นไกด์สมัครเล่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจ ลุงพูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว ขณะเดียวกันก็พอพูดภาษาไทยได้บ้าง ลุงมีเคล็ดลับมากมายในการดูเจดีย์ ลุงพาพวกเราไปดูจุดที่สามารถมองเห็นเพชรยอดเจดีย์เปล่งประกายได้ถึงเจ็ดสีรุ้ง โดยบางมุมของบริเวณรอบเจดีย์เท่านั้นถึงจะเห็น และเมื่อเราขยับตัวเดินหน้า หรือถอยหลัง หรือจะขยับไปข้าง ๆ ทีละนิด สีของเพชรจะเปลี่ยนไป เรียงกันไปเป็น เจ็ดสีรุ้ง คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง สวยงามมาก

พยายามจะถ่ายประกายเพชรให้ได้ แต่ก็ได้เต็มที่แค่นี้เองค่ะ เพราะสูงมาก และกล้องคุณภาพไม่ดีพอ...^_^ ดูกันพอจินตนาการนะคะ
มอง ๆ ไปพวกเราก็คล้าย ๆ คนบ้า เดินถอยหน้าถอยหลังกันอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเจดีย์ ข้าพเจ้าถามลุงว่า คนพม่าทุกคนรู้เคล็ดลับเรื่องนี้มั๊ย ลุงบอกว่า มีไม่กี่คนหรอกที่รู้เรื่องมุมมองเพชร 7 สีนี้ ลุงบอกว่าพวกเราโชคดีมากที่มาเจอลุง ความจริงลุงไม่ได้เดินมาเสนอตัวเป็นไกด์ให้พวกเราหรอก ตอนนั้นพวกเราเดินกันครบ 3 รอบแล้ว หมดแรงนั่งพิงกำแพงชมความงามของเจดีย์กันอยู่ คุณพี่ปีม้าของข้าพเจ้า เดินไปไหว้วานให้คุณลุงช่วยถ่ายรูปให้ ลุงใจดีถ่ายรูปให้แล้ว ก็บอกว่า พวกเราทั้งหมด ควรจะถ่ายรูปหมู่กันไว้ด้วย เราจึงลุกไปถ่ายรูป เมื่อถ่ายรูปเสร็จ คุณลุงก็ชี้ชวนให้พวกเราดูว่า ตรงจุดที่เรายืนอยู่นี้ จะสามารถเห็นเพชรยอดพระเจดีย์เปล่งประกายอย่างชัดเจน ซึ่งตรงจุดนั้น เรามองเห็นเป็นเพียงสีขาว แต่ส่องประกายเจิดจ้ามาก แล้วลุงก็บอกว่า ยังมีเด็ดกว่านั้นอีก ให้เราเดินตามแกไป พอถึงจุด ๆ หนึ่ง เพียงจุดเดียวเท่านั้น ลุงเรียกเราเข้าไปดูทีละคน เพราะมุมดูมันนิดเดียวเอง เราไม่สามารถมองเห็นพร้อมกันหลาย ๆ คน ครั้งแรกข้าพเจ้าดูเห็นสีแดง พอถอยหลังสักครึ่งก้าวก็เปลี่ยนเป็นสีส้ม...เหลือง...เขียว..ฟ้า..ม่วงสลับไปเรื่อย ๆ เราตื่นตาตื่นใจกันมาก ข้าพเจ้าพยายามจะถ่ายรูปสีให้มุมต่าง ๆ แต่ก็ถ่ายมาได้เพียง 2-3 สีเท่านั้น เพราะอยู่สูงมาก

อย่างมุมนี้ ลุงไม่อธิบายมาก บอกแต่เพียงว่า เป็นการบูชาพระจันทร์และพระอาทิตย์ ซ้ายมือสัญลักษณ์รูปนกยูง แทนพระอาทิตย์ ส่วนขวามือ สัญลักษณ์รูปกระต่ายแทนพระจันทร์ค่ะ 
หรืออย่างตรงนี้ เป็นภาพจำลองพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธเจ้าประทานพระเกศาธาตุให้แก่พ่อค้าสองคน ซึ่งชาวพม่าเชื่อว่า พระเกศาธาตุนั้นบรรจุอยู่ในองค์มหาเจดีย์ชเวดากองค่ะ

ที่เหล่านี้ก็เป็นเสมือนสถานที่พักใจของคนที่นี่เค้าล่ะค่ะ บ้างก็มานั่งคุยกัน บ้างก็เอน หลาย ๆ คนนั่งเล่นอยู่จนวัดปิดนั่นแหล่ะค่ะ 
รอบ ๆ องค์เจดีย์ ก็จะมีจุดแวะสักการะเป็นระยะ ๆ ค่ะ ที่เห็นนักบวชนุ่งห่มสีชมพูในภาพนี้ คือแม่ชีของชาวพม่าค่ะ...พวกเราเรียกว่า แม่ชีสีชมพูค่ะ 
คุณลุงใจดีจริง ๆ พาเราชมมุมต่าง ๆ และเล่าประวัติให้ฟังอย่างละเอียด เราได้ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เดินกันจนหมดเวลา คุณพี่ปีม้าของข้าพเจ้าทำรองเท้าหาย เราเลยต้องรีบออกไปเพื่อไปซื้อรองเท้า กลัวร้านจะปิดเสียก่อน พวกเราปรึกษากันว่า เอ! เราต้องให้เงินคุณลุงหรือเปล่า แต่ลุงแกก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เดินมาส่งเราขึ้นแท๊กซี่ เราจึงตัดสินใจ รวบรวมเงินได้กันได้ 2000 จ๊าด ส่งให้คุณลุงแล้วว่า ขอบคุณในน้ำใจที่คุณลุงมอบให้ เพราะก่อนหน้านั้น คุณลุงให้ของที่ระลึกเรา เป็นธนบัตร 1 จ๊าด รูปที่ปรากฏในนั้น เป็นรูปท่านผู้นำอองซาน ให้เราเป็นที่ระลึกแล้วบอกว่า บุรุษที่ปรากฏบนธนบัตรใบนี้ คือวีรบุรุษของพวกเขา (อย่างน้อยก็เป็นวีรบุรุษในใจคุณลุง) จากนั้นก็ให้กระดาษซึ่งพิมพ์สัญลักษณ์สัตว์ประจำวันเกิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัตว์ประจำทิศบนเจดีย์ชเวดากอง ที่เป็นสัญลักษณ์ให้สังเกตได้ว่าใครที่เกิดวันอะไรควรจะไหว้ที่จุดใด สำหรับข้าพเจ้าเกิดวันพฤหัสบดี สัตว์ประจำวันเกิดเป็นหนูสีขาว ซึ่งหากเราจะขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ ก็ต้องหาจุดที่มีรูปบั้นหนูสีขาวเอาไว้
สำหรับข้าพเจ้าเกิดวันพฤหัสบดี สัตว์ประจำวันเกิดเป็นหนูสีขาว ซึ่งหากเราจะขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ ก็ต้องหาจุดที่มีรูปบั้นหนูสีขาวแบบนี้ล่ะค่ะ


เรากล่าวลาและขอบคุณคุณลุงอีกครั้ง คุณลุงขอธนบัตรเงินบาทของเราเป็นที่ระลึก จำนวนเท่าไหร่ก็ได้ เราจึงหยิบใบละ 20 บาทให้คุณลุงไป 1 ใบ แล้วคุณลุงก็หยิบสมุดสะสมธนบัตรของคุณลุงขึ้นมาโชว์ให้เราดู พร้อมอธิบายว่าธนบัตรเหล่านั้นมาจากที่ใดบ้าง โอโห! แทบไม่น่าเชื่อ คุณลุงมีมากกว่า 100 ประเทศ ข้าพเจ้าถามว่า แสดงว่าคุณลุงได้เคยนำชมคนเหล่านั้นมาหมดแล้วเหรอ? คุณลุงบอกว่าใช่ ทุกครั้งคุณลุงก็จะขอธนบัตรเขาเหล่านั้นไว้เป็นที่ระลึก แล้วลุงก็เปิดให้เราดูว่า เห็นไหม ลุงยังไม่มีธนบัตรไทยเลย เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่จะมากับบริษัททัวร์ คุณลุงจึงไม่มีโอกาสได้นำชมให้กับคนไทย เพิ่งจะเจอพวกเราเป็นกลุ่มแรก ลุงบอกว่าพวกเราเป็นกลุ่มที่โชคดี ซึ่งเราเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ข้าพเจ้าหัวเราะอย่างไม่เชื่อถืออะไรนัก ลุงส่งเราขึ้นแท็กซี่พร้อมต่อรองราคาให้เสร็จสรรพ เราโบกมือลาคุณลุงกลับโรงแรม
ก่อนกลับข้าพเจ้าขอถ่ายรูปคุณลุงไว้เป็นที่ระลึก สำหรับน้ำใจอันงดงามของคุณลุงที่มอบให้พวกเรา เราประทับใจมาก คืนนี้ พวกเราต้องพึ่งอาหารเย็นของโรงแรมเสียแล้ว เพราะกว่าเราจะกลับ ร้านค้าก็ปิดหมดแล้ว เราถึงโรงแรมประมาณ 4 ทุ่ม กว่าจะทานอาหารเย็นเสร็จก็เกือบห้าทุ่ม คืนนี้ข้าพเจ้ายังมีงานต้องทำอีกมาก สำหรับพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ ข้าพเจ้าเข้านอนประมาณ ตีสอง หลังจากทำเอกสารสำหรับวันพรุ่งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ภาพนี้ คุณลุงไกด์ผู้ใจดีของข้าพเจ้าเองค่ะ

จบเรื่องราวของวันที่สองค่ะ (ยังมีต่อ วันพรุ่งนี้) บันทึกไว้โดย : วนา ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๘ กรุงย่างกุ้ง เรื่องและภาพ โดย วนา ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะชม
|