พิมพ์หน้านี้
|
นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๐๔๓ พฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ สวัสดีค่ะ ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ธรรมชาติดูเหมือนจะลุกขึ้นมากวาดล้างมนุษย์ครั้งใหญ่น่าดูนะคะ ทั้งพายุไซโคลนนาร์กีสที่พัดถล่มพม่า ตามมาด้วยแผ่นดินไหวขนาด ๗.๘ ริกเตอร์ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่แรงขนาดที่ว่าใครอยู่บนตึกสูงย่านสีลม สาทร น่าจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาถึงเมืองไทยได้เลยทีเดียว สวนดุสิตโพล ยังบอกเราด้วยว่า ระดับความหวาดกลัวของคนไทยต่อเหตุการณ์พายุนาร์กีสในกรณีที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น คนไทยเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ระบุว่า "กลัวมาก" เพราะเห็นว่าไทยอยู่ใกล้พม่า และเป็นภัยทางธรรมชาติที่ป้องกันได้ยาก ภัยพิบัติใหญ่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันสองเหตุการณ์ในช่วงนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้หลายคนเริ่มหันมามองกันจริงจังขึ้นว่า ภัยธรรมชาติเหล่านั้น อาจเกิดขึ้นกับเมืองไทย และอาจถึงตัวเราเมื่อไหร่ก็ได้ หันไปฟังความคิดความเห็นจากเสียงสนทนาในชีวิตประจำวันของคนรอบตัวแล้ว ก็มีทั้งคนที่รับรู้แล้วเฉย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพราะคิดว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว และมีทั้งคนที่ตื่นตัวขึ้นมาจริงจังว่าไม่ควรประมาท ควรหาวิธีรับมือ ป้องกัน และเตรียมการ ตามมาด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ผ่านหลาย ๆ สื่อว่า ถ้าเมืองไทยโดนบ้างจะเป็นอย่างไร บ้างก็ว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวอย่างน้อง ๆ เมืองจีนนี่ กรุงเทพฯ เป็นอันราพณาสูรแน่นอน บ้างก็ว่าตึกสูงคงไม่รอด บ้างก็ว่าบ้านหลังคาเรือนเตี้ย ๆ นี่แหละ ที่จะถล่มก่อนเพื่อน บ้างก็ว่าอีกกี่ปี ๆ ข้างหน้า แผ่นดินส่วนนั้นส่วนนี้ของประเทศไทย จะจมน้ำหายไปหมด ฯลฯ ไม่นับโหราพยากรณ์ และคำทำนายต่าง ๆ ที่ยังไม่รู้จะหันไปเชื่อสำนักไหนดี อันที่จริง การสูญเสียชีวิตด้วยภัยพิบัติกวาดล้างใหญ่ ๆ เช่นนี้ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ต่างจากการตายด้วยวิธีอื่น ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเท่าใดนัก คือ แทบจะทุกคน ไม่ได้เคยคาดคิดมาก่อนว่า วันสุดท้ายของตัวจะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ว่าธรรมชาติจะหยุดเวลาในชีวิตมนุษย์ของเราลงเมื่อใด เวลาใด บางคนคิดว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องที่พอจะเตรียมการได้ระดับหนึ่ง ก็คิดวางแผนรับมือ เช่น ถ้าเกิดน้ำท่วมกรุงเทพ จะไปปลูกบ้านเตรียมไว้ที่จังหวัดไหน เขาลูกไหนดี จึงจะรอด ถ้าจะซื้อรถ ก็น่าจะเป็นรถแบบที่ยกล้อได้สูง ๆ เผื่อลุยน้ำหนีได้แบบปลอดภัย ทันอกทันใจ หรือจะลงทุนอะไร ตอนนี้ก็ชักไม่แน่ใจอนาคต ถอนเอาเงินสดออกมากำไว้ก่อนดีกว่า ฯลฯ แม้หลายคนจะเริ่มเตรียมการวางแผนหาทางหนีทีไล่เท่าที่จะคิดได้ทำได้ แต่ถึงเวลา ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นไปอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่ สุดท้าย แผ่นดินอาจไหว น้ำอาจทะลัก ตึกอาจถล่ม ก่อนที่เราจะได้ทันทำอะไรด้วยซ้ำไป ไม่มีใครรู้ได้เลยว่า กรรมวิบากจะจัดสรรให้เราไปถึงนาทีสุดท้ายเมื่อไหร่ และอย่างไร มีให้ได้ยินถมไปค่ะ ทั้งที่เป็นคนในพื้นที่ภัยพิบัติ ทำไมจึงมีเหตุให้ต้องออกจากพื้นที่ในช่วงนั้น คนไกลแท้ ๆ นาน ๆ ไปแถวนั้นที ทำไมจึงมีเหตุให้ต้องไปตกอยู่ ณ สถานที่เกิดเหตุด้วย ทำไมอะไร ๆ จึงดู "บังเอิญ" ได้เหลือเชื่อเช่นนั้น แต่แน่นอนว่า เมื่อไม่รู้ว่ามัจจุราชจะมาเยือนเราเมื่อไหร่ วินาทีใด และในรูปแบบใด สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือ การ "เตรียมตัว" ตั้งแต่ปัจจุบันไว้ให้พร้อมที่สุด วางแผนหลบภัย เตรียมพินัยกรรม ทำประกันชีวิต คิดบริจาคทำบุญ ฯลฯ แค่นี้ดีพอหรือยัง? จะมีสักกี่คนที่เคยตั้งคำถามหรือศึกษาจากผู้รู้จริงรู้แจ้ง ว่าการเตรียมตัวเพื่อวาระสุดท้ายของชีวิตที่ดีที่สุด คืออะไร ถ้าจะต้องไปอย่างปุบปับกะทันหัน ทำอย่างไรจึงจะพร้อมเดินทางใหม่ทันที อย่างอุ่นใจ ว่ามีความสว่างเป็นที่ไปแน่นอน คุณดังตฤณ เคยเขียนบอกผู้กำลังเดินทางอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกคนไว้อย่างนี้ค่ะว่า "เสบียงที่ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการมีปัญญาเห็นชอบ เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นสมบัติถาวรของเราหรือของใคร เมื่อใจไม่เปื้อนมลทินบาป สะอาดเอี่ยมด้วยบุญกุศล เลิกห่วงหวงดิน น้ำ ไฟ ลมทั้งหลายในโลกหล้าที่ต้องมีอันแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เห็นอิสระทางใจอันเกิดจากความปล่อยวางเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด นั่นแหละครับ ท่าทีการเตรียมตัวตายแบบพุทธของแท้ " เพราะสิ่งที่เป็นสาระสำคัญในยามตาย ไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครจะตายเร็ว ตายช้า ตายดี ตายร้าย ตั้งท่าตายอย่างสงบ หรือศพไม่ค่อยสวย แต่อยู่ที่ว่า จิตสุดท้ายของเราเป็นอย่างไรในวินาทีที่มรณะมาเยือน คนเราเวลาจะตายนั้น จิตจะทบทวนให้เห็นภาพนิมิตเกี่ยวกับกรรมที่ตนเองได้เคยทำไว้ หากกรรมดำมีน้ำหนักมากกว่า ฝันครั้งสุดท้ายก็จะชวนให้เห็นนิมิตภาพ ที่ทำให้จิตขณะสุดท้ายนั้นมืดมิด เศร้าหมอง และมีทุคติเป็นที่หวัง หากกรรมขาวมีน้ำหนักมากกว่า ก็ย่อมเห็นนิมิตที่ทำให้จิตสว่าง และมีสุคติเป็นที่หวัง แล้วดูเถิดค่ะว่า คนเราเดี๋ยวนี้ คิดเตรียมตัวให้พร้อมกับขณะจิตแห่งความตายกันแค่ไหน เมื่อไม่คิดเตรียมตัว ก็พากันใช้ชีวิตตามสบาย และ "ตามสบาย" ของคนทั่วไปจริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการคิดและทำเรื่องฟุ้งซ่าน ปรนเปรอกิเลส และเห็นแต่ความสำคัญของตัวตน ที่ล้วนชวนให้จิตเศร้าหมอง ลาดเอียงลงต่ำทั้งสิ้น เมื่อรู้เคล็ดลับอย่างนี้แล้วว่า คุณภาพของจิต คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในกาลสุดท้ายของชีวิต การเตรียมตัวตายที่ดีที่สุด จึงไม่ได้อยู่ที่การตระเตรียมข้าวของและชีวิตภายนอก แต่อยู่ที่การสั่งสมเสบียงที่ลึกลงตรงมาที่จิตนี้เอง แต่จิตจะมีคุณภาพอย่างแท้จริงได้ ก็ไม่ได้เกิดจากการปลุกปั้นสรรค์แต่ง บังคับให้เกิดขึ้น ที่จะไปสั่งให้จิตคิดดี สั่งให้จิตห้ามคิดชั่ว ในยามนั้น ยามนี้ ยามดี ยามตายนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย จิตย่อมจะแปรไปเป็นต่าง ๆ ของเขาเองตามเหตุปัจจัย หากแต่คุณภาพของจิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการสร้างเหตุอันเป็นองค์ประกอบที่เหมาะสมไว้ นั่นคือ ความมีใจเปิดเป็นทาน สะอาดเป็นศีล มั่นคงเป็นสมาธิ และปล่อยวางเป็นปัญญา หรือสรุปลงง่าย ๆ ว่า ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง และสิ่งที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาปฏิรูปจิตเพื่อให้เกิดคุณภาพอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้มากที่สุด ก็ไม่มีอะไรจะทรงประสิทธิภาพไปยิ่งกว่า การหันมาเจริญวิปัสสนา ด้วยการเจริญสติ ตามรู้กาย ตามรู้ใจ ตามจริง ในชีวิตประจำวันให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งใครก็ตามที่ปฏิบัติ ก็สามารถสัมผัสความสุขจากคุณภาพจิตเช่นนั้นได้ตั้งแต่ปัจจุบัน โดยไม่ต้องรอพิสูจน์กันจนวันสุดท้าย วินาทีสุดท้ายด้วยซ้ำไป หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ท่านยังเคยเทศน์บอกไว้เลยนะคะว่า "เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ เราต้องซ้อมไว้ให้ดี ฝึกซ้อมดูจิตดูใจไว้ให้ชำนิชำนาญ ฝึกไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ฝึกเพื่อจะเตรียมตายอย่างเดียว ฝึกที่จะอยู่อย่างมีคุณภาพด้วย บางครูบาอาจารย์ท่านก็สอนว่า ฝึกไว้นะ เอาไว้ใช้ประโยชน์นาทีสุดท้าย จริง ๆ ท่านก็พูดถูก แต่ศาสนาพุทธตัวจริงแล้ว มีประโยชน์ตั้งแต่ปัจจุบัน ไมใช่ต้องรอให้ตายก่อน มีสติในปัจจุบัน ความทุกข์กระเด็นหายไปในปัจจุบัน ทำไมมันจะไม่ดีล่ะ" น้ำแข็งขั้วโลกยังไม่ละลายจนท่วมโลกในวันนี้ แผ่นดินดี ๆ ยังมีให้เรายืนอาศัยอยู่ และโลกก็ยังไม่แตกสลาย แต่ก็อย่าประมาทกันเลยค่ะ เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาของเรา ความตายอาจมาในคราบของวันที่แสนธรรมดาอย่างที่สุด หรือแม้แต่คนอายุน้อย ๆ ก็อาจตายไวและไปก่อนคนอายุมากเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้ เรายังมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงพอจะสร้างบุญ สร้างกุศล ทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ยังมีกำลังพอที่จะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ยังมีครูบาอาจารย์ผู้รู้แจ้ง และธาตุขันธ์ท่านยังแข็งแรงพอจะชี้แนะอบรมสั่งสอนเราได้ แต่นาฬิกาชีวิตของทุกคนและทุกสรรพสิ่ง ก็ล้วนกำลังนับถอยหลังอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เราไม่มีหน้าปัดให้คอยตรวจสอบเท่านั้นว่า อีกนานเท่าไหร่กว่าเวลาจะหมดลง เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าสุด ที่ไม่ควรปล่อยให้สูญหายไปโดยเปล่าดาย การสั่งสมเสบียงที่ดีพอย่อมไม่สามารถทำได้ในวันสองวันเป็นแน่ แต่ขอเพียงเวลาที่เหลือของชีวิตนี้ อุทิศให้กับการสร้างคุณภาพของจิตอย่างมีฉันทะ ไม่ละทิ้ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าวันหนึ่งจะตายเยี่ยงผู้สงบ หรือต้องพบกับภัยพิบัติ วาระสุดท้ายของผู้ที่สั่งสมบุญไว้มาก ผู้ที่สั่งสมกำลังจากการเจริญสติไว้มาก ย่อมอุ่นใจอยู่เสมอว่า ความสว่างจากบุญกุศล ความตื่นรู้จากสติอันเป็นอัตโนมัติ จะช่วยค้ำจุนหนุนเกื้อมิให้ต้องตายตกแบบร่วงหลงลงต่ำอย่างแน่นอน อย่างที่คุณดังตฤณว่าไว้ว่า ขอเพียงจิตคุณดีอย่างเดียว อะไรอย่างอื่นที่จะตามมาก็ดีหมด และหากการเปลี่ยนแปลงของคุณเข้าลึกมาได้ถึงจิต ก็แปลว่าทั้งปัจจุบันและอนาคตไม่มีอะไรน่าห่วงอีกแล้ว ถามตัวเองเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสถาม เพื่อเตือนสติอยู่เสมอ ๆ เถิดค่ะว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ... |
| กฐินสามัคคี ณ.วัดอินทรสุคนธาราม | ||
หลั่งไหลด้วยใจศรัทธา.. |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||