• vanessa
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-22
  • จำนวนเรื่อง : 281
  • จำนวนผู้ชม : 47489
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
ธรรมทาน
กราบพระพุทธ ระวังสะดุดทองคำ.. กราบพระธรรม ระวังจะค้ำใบลาน.. กราบพระสงฆ์ ระวังจะหลงลูกชาวบ้าน..
Permalink : http://www.oknation.net/blog/vanessa
วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551
จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว : กลางชล ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑
Posted by vanessa , ผู้อ่าน : 357 , 12:19:01 น.   | หมวดหมู่ : ธรรมะใกล้ตัว  
พิมพ์หน้านี้


นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๐๔๓ พฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑

สวัสดีค่ะ

ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ธรรมชาติดูเหมือนจะลุกขึ้นมากวาดล้างมนุษย์ครั้งใหญ่น่าดูนะคะ

ทั้งพายุไซโคลนนาร์กีสที่พัดถล่มพม่า ตามมาด้วยแผ่นดินไหวขนาด ๗.๘ ริกเตอร์ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่แรงขนาดที่ว่าใครอยู่บนตึกสูงย่านสีลม สาทร น่าจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาถึงเมืองไทยได้เลยทีเดียว

สวนดุสิตโพล ยังบอกเราด้วยว่า ระดับความหวาดกลัวของคนไทยต่อเหตุการณ์พายุนาร์กีสในกรณีที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น คนไทยเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ระบุว่า "กลัวมาก" เพราะเห็นว่าไทยอยู่ใกล้พม่า และเป็นภัยทางธรรมชาติที่ป้องกันได้ยาก

ภัยพิบัติใหญ่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันสองเหตุการณ์ในช่วงนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้หลายคนเริ่มหันมามองกันจริงจังขึ้นว่า ภัยธรรมชาติเหล่านั้น อาจเกิดขึ้นกับเมืองไทย และอาจถึงตัวเราเมื่อไหร่ก็ได้

หันไปฟังความคิดความเห็นจากเสียงสนทนาในชีวิตประจำวันของคนรอบตัวแล้ว ก็มีทั้งคนที่รับรู้แล้วเฉย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพราะคิดว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว และมีทั้งคนที่ตื่นตัวขึ้นมาจริงจังว่าไม่ควรประมาท ควรหาวิธีรับมือ ป้องกัน และเตรียมการ ตามมาด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ผ่านหลาย ๆ สื่อว่า ถ้าเมืองไทยโดนบ้างจะเป็นอย่างไร

บ้างก็ว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวอย่างน้อง ๆ เมืองจีนนี่ กรุงเทพฯ เป็นอันราพณาสูรแน่นอน

บ้างก็ว่าตึกสูงคงไม่รอด บ้างก็ว่าบ้านหลังคาเรือนเตี้ย ๆ นี่แหละ ที่จะถล่มก่อนเพื่อน

บ้างก็ว่าอีกกี่ปี ๆ ข้างหน้า แผ่นดินส่วนนั้นส่วนนี้ของประเทศไทย จะจมน้ำหายไปหมด ฯลฯ

ไม่นับโหราพยากรณ์ และคำทำนายต่าง ๆ ที่ยังไม่รู้จะหันไปเชื่อสำนักไหนดี

อันที่จริง การสูญเสียชีวิตด้วยภัยพิบัติกวาดล้างใหญ่ ๆ เช่นนี้ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ต่างจากการตายด้วยวิธีอื่น ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเท่าใดนัก คือ

แทบจะทุกคน ไม่ได้เคยคาดคิดมาก่อนว่า วันสุดท้ายของตัวจะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้

ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ว่าธรรมชาติจะหยุดเวลาในชีวิตมนุษย์ของเราลงเมื่อใด เวลาใด

บางคนคิดว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องที่พอจะเตรียมการได้ระดับหนึ่ง ก็คิดวางแผนรับมือ เช่น ถ้าเกิดน้ำท่วมกรุงเทพ จะไปปลูกบ้านเตรียมไว้ที่จังหวัดไหน เขาลูกไหนดี จึงจะรอด ถ้าจะซื้อรถ ก็น่าจะเป็นรถแบบที่ยกล้อได้สูง ๆ เผื่อลุยน้ำหนีได้แบบปลอดภัย ทันอกทันใจ หรือจะลงทุนอะไร ตอนนี้ก็ชักไม่แน่ใจอนาคต ถอนเอาเงินสดออกมากำไว้ก่อนดีกว่า ฯลฯ

แม้หลายคนจะเริ่มเตรียมการวางแผนหาทางหนีทีไล่เท่าที่จะคิดได้ทำได้

แต่ถึงเวลา ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นไปอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่

สุดท้าย แผ่นดินอาจไหว น้ำอาจทะลัก ตึกอาจถล่ม ก่อนที่เราจะได้ทันทำอะไรด้วยซ้ำไป

ไม่มีใครรู้ได้เลยว่า กรรมวิบากจะจัดสรรให้เราไปถึงนาทีสุดท้ายเมื่อไหร่ และอย่างไร

มีให้ได้ยินถมไปค่ะ ทั้งที่เป็นคนในพื้นที่ภัยพิบัติ ทำไมจึงมีเหตุให้ต้องออกจากพื้นที่ในช่วงนั้น

คนไกลแท้ ๆ นาน ๆ ไปแถวนั้นที ทำไมจึงมีเหตุให้ต้องไปตกอยู่ ณ สถานที่เกิดเหตุด้วย

ทำไมอะไร ๆ จึงดู "บังเอิญ" ได้เหลือเชื่อเช่นนั้น

แต่แน่นอนว่า เมื่อไม่รู้ว่ามัจจุราชจะมาเยือนเราเมื่อไหร่ วินาทีใด และในรูปแบบใด

สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือ การ "เตรียมตัว" ตั้งแต่ปัจจุบันไว้ให้พร้อมที่สุด

วางแผนหลบภัย เตรียมพินัยกรรม ทำประกันชีวิต คิดบริจาคทำบุญ ฯลฯ แค่นี้ดีพอหรือยัง?

จะมีสักกี่คนที่เคยตั้งคำถามหรือศึกษาจากผู้รู้จริงรู้แจ้ง

ว่าการเตรียมตัวเพื่อวาระสุดท้ายของชีวิตที่ดีที่สุด คืออะไร

ถ้าจะต้องไปอย่างปุบปับกะทันหัน ทำอย่างไรจึงจะพร้อมเดินทางใหม่ทันที

อย่างอุ่นใจ ว่ามีความสว่างเป็นที่ไปแน่นอน

คุณดังตฤณ เคยเขียนบอกผู้กำลังเดินทางอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกคนไว้อย่างนี้ค่ะว่า 

 "เสบียงที่ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการมีปัญญาเห็นชอบ เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

และสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นสมบัติถาวรของเราหรือของใคร 

เมื่อใจไม่เปื้อนมลทินบาป สะอาดเอี่ยมด้วยบุญกุศล 

เลิกห่วงหวงดิน น้ำ ไฟ ลมทั้งหลายในโลกหล้าที่ต้องมีอันแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

เห็นอิสระทางใจอันเกิดจากความปล่อยวางเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด 

นั่นแหละครับ ท่าทีการเตรียมตัวตายแบบพุทธของแท้…"

เพราะสิ่งที่เป็นสาระสำคัญในยามตาย ไม่ได้อยู่ที่ว่า

ใครจะตายเร็ว ตายช้า ตายดี ตายร้าย ตั้งท่าตายอย่างสงบ หรือศพไม่ค่อยสวย

แต่อยู่ที่ว่า จิตสุดท้ายของเราเป็นอย่างไรในวินาทีที่มรณะมาเยือน

คนเราเวลาจะตายนั้น จิตจะทบทวนให้เห็นภาพนิมิตเกี่ยวกับกรรมที่ตนเองได้เคยทำไว้

หากกรรมดำมีน้ำหนักมากกว่า ฝันครั้งสุดท้ายก็จะชวนให้เห็นนิมิตภาพ

ที่ทำให้จิตขณะสุดท้ายนั้นมืดมิด เศร้าหมอง และมีทุคติเป็นที่หวัง 

หากกรรมขาวมีน้ำหนักมากกว่า ก็ย่อมเห็นนิมิตที่ทำให้จิตสว่าง และมีสุคติเป็นที่หวัง

แล้วดูเถิดค่ะว่า คนเราเดี๋ยวนี้ คิดเตรียมตัวให้พร้อมกับขณะจิตแห่งความตายกันแค่ไหน

เมื่อไม่คิดเตรียมตัว ก็พากันใช้ชีวิตตามสบาย และ "ตามสบาย" ของคนทั่วไปจริง ๆ

ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการคิดและทำเรื่องฟุ้งซ่าน ปรนเปรอกิเลส 

และเห็นแต่ความสำคัญของตัวตน ที่ล้วนชวนให้จิตเศร้าหมอง ลาดเอียงลงต่ำทั้งสิ้น

เมื่อรู้เคล็ดลับอย่างนี้แล้วว่า 

คุณภาพของจิต คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในกาลสุดท้ายของชีวิต

การเตรียมตัวตายที่ดีที่สุด จึงไม่ได้อยู่ที่การตระเตรียมข้าวของและชีวิตภายนอก

แต่อยู่ที่การสั่งสมเสบียงที่ลึกลงตรงมาที่จิตนี้เอง

แต่จิตจะมีคุณภาพอย่างแท้จริงได้ ก็ไม่ได้เกิดจากการปลุกปั้นสรรค์แต่ง บังคับให้เกิดขึ้น

ที่จะไปสั่งให้จิตคิดดี สั่งให้จิตห้ามคิดชั่ว ในยามนั้น ยามนี้ ยามดี ยามตายนั้น 

ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย จิตย่อมจะแปรไปเป็นต่าง ๆ ของเขาเองตามเหตุปัจจัย

หากแต่คุณภาพของจิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการสร้างเหตุอันเป็นองค์ประกอบที่เหมาะสมไว้ 

นั่นคือ ความมีใจเปิดเป็นทาน สะอาดเป็นศีล มั่นคงเป็นสมาธิ และปล่อยวางเป็นปัญญา

หรือสรุปลงง่าย ๆ ว่า ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง

และสิ่งที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาปฏิรูปจิตเพื่อให้เกิดคุณภาพอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้มากที่สุด

ก็ไม่มีอะไรจะทรงประสิทธิภาพไปยิ่งกว่า การหันมาเจริญวิปัสสนา 

ด้วยการเจริญสติ ตามรู้กาย ตามรู้ใจ ตามจริง ในชีวิตประจำวันให้เป็นอัตโนมัติ

ซึ่งใครก็ตามที่ปฏิบัติ ก็สามารถสัมผัสความสุขจากคุณภาพจิตเช่นนั้นได้ตั้งแต่ปัจจุบัน

โดยไม่ต้องรอพิสูจน์กันจนวันสุดท้าย วินาทีสุดท้ายด้วยซ้ำไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ท่านยังเคยเทศน์บอกไว้เลยนะคะว่า

"เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ เราต้องซ้อมไว้ให้ดี

ฝึกซ้อมดูจิตดูใจไว้ให้ชำนิชำนาญ ฝึกไปเรื่อย ๆ 

ไม่ใช่แค่ฝึกเพื่อจะเตรียมตายอย่างเดียว 

ฝึกที่จะอยู่อย่างมีคุณภาพด้วย

บางครูบาอาจารย์ท่านก็สอนว่า ฝึกไว้นะ เอาไว้ใช้ประโยชน์นาทีสุดท้าย จริง ๆ ท่านก็พูดถูก

แต่ศาสนาพุทธตัวจริงแล้ว มีประโยชน์ตั้งแต่ปัจจุบัน ไมใช่ต้องรอให้ตายก่อน 

มีสติในปัจจุบัน ความทุกข์กระเด็นหายไปในปัจจุบัน ทำไมมันจะไม่ดีล่ะ"

น้ำแข็งขั้วโลกยังไม่ละลายจนท่วมโลกในวันนี้

แผ่นดินดี ๆ ยังมีให้เรายืนอาศัยอยู่ และโลกก็ยังไม่แตกสลาย

แต่ก็อย่าประมาทกันเลยค่ะ เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาของเรา

ความตายอาจมาในคราบของวันที่แสนธรรมดาอย่างที่สุด

หรือแม้แต่คนอายุน้อย ๆ ก็อาจตายไวและไปก่อนคนอายุมากเมื่อไหร่ก็ได้

วันนี้ เรายังมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงพอจะสร้างบุญ สร้างกุศล 

ทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ยังมีกำลังพอที่จะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า 

ยังมีครูบาอาจารย์ผู้รู้แจ้ง และธาตุขันธ์ท่านยังแข็งแรงพอจะชี้แนะอบรมสั่งสอนเราได้

แต่นาฬิกาชีวิตของทุกคนและทุกสรรพสิ่ง ก็ล้วนกำลังนับถอยหลังอยู่ตลอดเวลา

เพียงแต่เราไม่มีหน้าปัดให้คอยตรวจสอบเท่านั้นว่า อีกนานเท่าไหร่กว่าเวลาจะหมดลง

เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าสุด ที่ไม่ควรปล่อยให้สูญหายไปโดยเปล่าดาย

การสั่งสมเสบียงที่ดีพอย่อมไม่สามารถทำได้ในวันสองวันเป็นแน่

แต่ขอเพียงเวลาที่เหลือของชีวิตนี้

อุทิศให้กับการสร้างคุณภาพของจิตอย่างมีฉันทะ ไม่ละทิ้ง

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าวันหนึ่งจะตายเยี่ยงผู้สงบ หรือต้องพบกับภัยพิบัติ

วาระสุดท้ายของผู้ที่สั่งสมบุญไว้มาก ผู้ที่สั่งสมกำลังจากการเจริญสติไว้มาก

ย่อมอุ่นใจอยู่เสมอว่า ความสว่างจากบุญกุศล ความตื่นรู้จากสติอันเป็นอัตโนมัติ

จะช่วยค้ำจุนหนุนเกื้อมิให้ต้องตายตกแบบร่วงหลงลงต่ำอย่างแน่นอน 

อย่างที่คุณดังตฤณว่าไว้ว่า 

ขอเพียงจิตคุณดีอย่างเดียว อะไรอย่างอื่นที่จะตามมาก็ดีหมด

และหากการเปลี่ยนแปลงของคุณเข้าลึกมาได้ถึงจิต 

ก็แปลว่าทั้งปัจจุบันและอนาคตไม่มีอะไรน่าห่วงอีกแล้ว

ถามตัวเองเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสถาม

เพื่อเตือนสติอยู่เสมอ ๆ เถิดค่ะว่า

วันคืนล่วงไป ๆ 

บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 03/06/2008 เวลา : 13.46 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

กลัวมากเหมือนกัน ไม่กลัวตายแต่กลัวพบเห็นสภาพที่ไม่สามารถแก้ไขได้เหมือนในพม่า
ความคิดเห็นที่ 2
veerin วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 13.39 น.
http://www.oknation.net/blog/veerin

ไม่มีใครล่วงรู้วันข้างหน้าเลยนะคะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง

ไม่รู้ว่าชีวิตจะต้องสิ้นสุดเมื่อไร..จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า..
แล้วคนเราแก่งแย่ง ชิงดีไปเพื่ออะไร??

ควรสร้างกุศลและทำดีให้มากนะคะ
แวะมาหาแนวทางซักซ้อมจิตด้วยค่ะ

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวธรรมะดีๆแบบนี้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 1
komyos วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 12.32 น.
http://www.oknation.net/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

สวัสดีเจ้า..

ถามตัวเองเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสถาม

เพื่อเตือนสติอยู่เสมอ ๆ เถิดค่ะว่า




วันคืนล่วงไป ๆ

บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่
เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30