พิมพ์หน้านี้
|
นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๔๗ ประจำวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ สวัสดี และแฮ้ปปี้เบิร์ธเดย์ (ทูมี) ค่ะ : ) ขึ้นต้นมาก็ประกาศวันสำคัญของตัว ราวกับจะมาทวงของขวัญกันกลาย ๆ เสียแล้ว... ; ) ใช่แล้วค่ะ ช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วง 'วันเกิด' ของกลางชลเองค่ะ วันหนึ่งวัน ที่มีประจำตัวกันทุกคน แต่แต่ละคน ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่า ๆ กัน แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้รู้สึกพิเศษกับวันเกิดอะไรมากมาย แต่ในวันที่รู้สึกว่ามีคนนึกถึง ได้อ่านคำอวยพรจากคนโน้นคนนี้ก็เพลินดีเหมือนกันค่ะ ข้อความสั้นถูกส่งผ่านมือถือมาตั้งแต่เข็มนาฬิกาเลยเวลาเที่ยงคืนมาหน่อยเดียว นัยว่ายิ่งมาถึงเร็ว ก็ยิ่งแสดงถึงความตั้งใจในการส่งความปรารถนาดีมากขึ้นเท่านั้น แล้วรุ่งเช้า ก็ตามมาด้วยคำอวยพรต่าง ๆ ที่ผลัดทยอยกันเข้ามาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เจอกันประจำ ทั้งเพื่อนที่โทรมาจากต่างประเทศ ทั้งกิ๊กเก่าสมัยผูกคอซอง : ) ตกบ่าย ยังมีคนใจดีจัดเค้กสเวนเซ่นส่งมาเซอร์ไพรส์ถึงโต๊ะทำงาน แถมมื้อเย็นก่อนกลับบ้าน ยังมีคนใจดีพาไปเลี้ยงมื้อใหญ่ให้อีกมื้อหนึ่งปิดท้ายด้วย... ...แล้วอีกหนึ่งวันก็ผ่านไป เหมือนอีก ๓๖๔ วันของปีที่ก็ผ่านมาผ่านไปเหมือนหนังจบฉากแบบนี้ ไม่ต่างกัน แม้จะไม่แน่ใจนักว่า ทำไมการเกิดจึงเป็นเรื่องน่าดีใจขนาดที่ต้องฉลองกันทุกปี แต่ด้วยความเป็นสัตว์สังคมอย่างมนุษย์โลก และโดยค่านิยมที่ฝังรากกันมายาวนาน ก็ราวกับว่า ถึงวันเกิด คนเราต้องถูกระลึกถึง จำได้ และได้รับการยืนยันจากคนรอบข้าง ด้วยคำอวยพร ว่าใครต่อใครยังเห็นความสำคัญของเรา สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่ใช้ปฏิทิน และสร้างค่าให้ความสำคัญกับวันต่าง ๆ ก็เห็นทีจะมีแต่มนุษย์นี่แหละนะคะ จะเป็นหมา เป็นแมว หรือลิงชิมแปนซี ต่อให้เป็นพันธุ์ฉลาดแค่ไหน มันก็คงไม่ได้รับรู้ด้วยว่าวันนี้วันอะไร เกิดวันไหน จะไปส่งยิ้มอวยพรให้เพื่อนท่าไหนดี ที่จริงความสำคัญของสรรพสิ่งเกิดขึ้น ก็เพราะการ ให้ค่า นี่เอง ที่ "ไม่มี" ก็เลยเหมือน "มี" ขึ้นมาเป็นตัวเป็นตน เมื่อวันเกิดถูกตีค่าให้ความสำคัญ แล้วกลับถูก "ลืม" หลายคนเลยพลอยรู้สึกด้อยค่า ยิ่งถ้ารู้สึกรักใครมาก เจ้าตัวก็จะยิ่งคาดหวังการ "จำได้" จากคนนั้นมากเป็นพิเศษ อย่างคู่รักบางคู่ ถ้าแฟนจำวันเกิดตัวเองไม่ได้นี่ เป็นงอน เป็นน้อยใจ กันได้จริง ๆ เคยเปิดไปอ่านกระทู้ในพันทิป เห็นผ่าน ๆ ตาก็ไม่น้อยครั้งนะคะกับกระทู้ประเภท "วันนี้วันเกิดเรา เหงาจัง ไม่มีใครอวยพรเลย ช่วยอวยพรหน่อยซิ..." แล้วก็มีคนมาช่วยอวยพรกันเต็มกระทู้ และดูเหมือนเจ้าของกระทู้ก็จะรู้สึกดีขึ้น ราวกับวันนั้นเป็นวันที่เจ้าตัวอยากจะบอกใครต่อใครว่า "มีใครเห็นฉันไหม... ฉันอยู่ตรงนี้...." เฮ้... ฉัน..... ฉันอยู่ตรงนี้ ...... ... บางคนอาจได้รับคำอวยพรมากมาย แต่กลับไม่ได้จากคนที่คาดหวังที่สุด เจ้าตัวก็อาจรู้สึกเหงาหงอยเศร้าสร้อยพลอยแฟบได้ไม่น้อยไปกว่ากัน ที่จริงไม่ใช่เฉพาะเรื่องวันเกิดหรอกนะคะ ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องในชีวิต เพื่อนสนิทไม่สนใจฟังเรื่องของเรา เจ้านายไม่เคยเห็นผลงาน แต่งตัวงาม ๆ ไม่มีคนมอง ฯลฯ - ตัวตนก็เหี่ยว เฉา เหงา หงอย ลงไป เพื่อนกระตือรือร้นอยากให้เราเล่าเรื่องของเราให้ฟัง เจ้านายตบรางวัลให้ เดินไปไหนก็มีแต่คนชมว่าวันนี้หล่อจังสวยจัง ฯลฯ ตัวตนก็ลำพอง ฟองฟู ขึ้นมา อย่าว่าแต่คนเลยค่ะ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า แม้แต่หมามันยังเป็นเลยค่ะ : ) อย่าง "ไอ้เหลือง" สุนัขประจำวัดของท่านนี่แหละค่ะ แรก ๆ ใครผ่านไปผ่านมา ก็แวะเวียนเรียกขานชื่อมันด้วยความเอ็นดู "ไอ้เหลือง..." แล้วก็เข้าไปลูบหัว เกาคาง เล่นด้วย มันก็เชิดคางคอตั้งกับคนโน้นคนนี้ด้วยความภูมิใจ พักหลัง ๆ คนเริ่มเยอะ คนโน้นคนนี้เดินผ่านกันขวักไขว่โดยไม่มีใครสนใจมัน ชะเง้อรอคอตั้ง ก็ไม่มีใครมองเห็น "ไอ้เหลือง" ตัวนี้ในสายตาสักคน มันก็ชักจะเริ่มเหี่ยว ๆ แล้วก็เดินหงอย ๆ แทบจะพลอยไม่มาเดินเล่นแถวนั้นอีกเลย เราสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็เพราะเรื่องของ "ตัวตน" กันอยู่ตลอดเวลา บางคนก็ว่า มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ นักจิตวิทยาฝรั่งเขาก็คิดค้นทฤษฎีมาให้เป็นโมเดลอยู่แล้วนี่ว่า คนเราพอมีปัจจัยสี่แล้ว ชีวิตมีความปลอดภัยแล้ว ก็ย่อมเขยิบไปต้องการการเป็นที่ยอมรับ ได้รับการนับถือยกย่องจากคนอื่น ก่อนจะไปถึงขั้นสูงสุดคือ การได้ย้อนกลับมาค้นพบตัวเอง ความมหัศจรรย์อยู่ตรงนี้ล่ะค่ะ หลวงพ่อท่านเคยพูดให้ฟังว่า "พวกนักปรัชญา นักจิตวิทยาอะไรก็พูดนะ เรื่องการค้นพบตัวเอง เขาว่าถ้าไปจนกระทั่งค้นพบตัวเองได้ล่ะก็วิเศษที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว แต่ที่ของฝรั่งมันค้นพบตัวเอง มันพบ "ตัวเอง" จริง ๆ ของศาสนาพุทธสอนจนเราพบว่า "ไม่มีตัวเอง" มันไปอีกชั้นหนึ่งนะ ตราบใดที่ยังมีตัวเองอยู่ ก็ยังทุกข์บ้างสุขบ้างไปเรื่อย ๆ ถ้าใจมันแจ้ง ใจมันเข้าใจความจริง ใจวาง มันจะไม่ทุกข์แล้ว สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา เป็นแค่ภาพลวงตา เราไปสร้างความเป็นตัวตนขึ้นมา แล้วเราก็ไปทุกข์เพราะความเป็นตัวตนนั้น ๆ ถ้าเราสลัดความเป็นตัวตนทิ้งไปได้ เราก็จะไม่มีความทุกข์" การไม่มีตัวเอง หรือการไม่มีตัวตนในความหมายของพุทธ จึงไม่ได้หมายถึงตัวตนอันเป็นกายเนื้อที่กอปรด้วยเนื้อหนัง และอาการทั้งสามสิบสอง แต่เป็น "ตัวตน" ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความคิด ที่เราหลงยึด หลงสำคัญมั่นหมาย หลวงพ่อท่านว่า คนเราในโลกนี้ลืมตัวเองกันทั้งวันทั้งคืน เรารู้สิ่งต่าง ๆ มากมายก่ายกอง รู้เรื่องราวที่เราคิด รู้เรื่องราวที่เราจินตนาการไปได้ไกลแสนไกล แต่เรากลับไม่รู้สึกตัว คือเราลืมกายลืมใจของตัวเอง "เมื่อไหร่ที่เราลืมกาย เมื่อไหร่ที่เราลืมใจ เราก็จะหลงไปอยู่ในโลกของความคิด เมื่อเราหลงไปอยู่ในโลกของความคิด ความเป็นตัวตนก็จะเกิดขึ้น" แปลว่าให้เราหยุดคิดอย่างนั้นหรือ? หรือให้แก้ลำด้วยการบอกตัวเองย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ว่า นี่ไม่ใช่ตัวเรา นี่ไม่ใช่ของเรา งั้นหรือ? หรือเปลี่ยนไอคอนหน้าจอคอมพิวเตอร์เสียใหม่ด้วยเสียเลยน่าจะดี ให้ My Document เป็น Nobodys Document ให้ My Computer เป็น Nobodys Computer? : ) ความคิดอาจช่วยให้จิตใจเราสงบลงได้ชั่วครั้งชั่วคราวจากทุกข์เฉพาะหน้า แต่จะไม่สามารถกำจัดรากเหง้าความมีตัวตนที่แท้จริงของเราได้เลย ง่ายกว่านั้น และได้ผลกว่านั้นคือ หมั่นรู้สึกกาย รู้สึกใจ อันเป็น "ของจริง" ให้ได้บ่อย ๆ ให้ตื่นขึ้นมาจากโลกของความฝัน โลกของความคิด อะไรเกิดขึ้นในกาย ในใจ ก็ให้มีสติตามรู้ วันหนึ่งก็จะเห็นว่า ความรู้สึกสุขทุกข์ และอารมณ์ต่าง ๆ เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา มันทำงานของมันเองตามเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้นเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น ถึงวันหนึ่ง ก็จะสามารถวางความยึดถือว่ากายนี้ จิตนี้ เป็นของเราลงได้อย่างแท้จริง แต่วันเกิดอย่างนี้ ใครจะไปตัดเค้กเป่าเทียนที่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะคะ : ) แม้วันเกิดจะไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่อย่างน้อย ก็เป็นหลักกิโลให้เราได้หยุดดูข้างทาง ว่าที่ใช้ชีวิตกันอย่างลืมวันลืมคืนอยู่ทุกวันนี้ ตอนนี้เวลาในชีวิตเราเหลือน้อยลงเท่าไหร่แล้ว วิธีใช้ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราใกล้หรือไกลออกจากเป้าหมายของเราเพียงใด คุณดังตฤณเคยบอกไว้ว่า "ให้กลัวการเกิด อย่ากลัวการตาย" สังสารวัฏยังอีกยาวไกล ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด และการเกิดใหม่ไม่รู้จบ ก็ไม่มีอะไรประกันความปลอดภัยอย่างแท้จริงได้เลย คำอวยพรจากคนรอบตัว ก็คงเป็นได้แต่เพียงกำลังใจเท่านั้น หากแต่ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในเส้นทางแห่งพุทธที่แท้ ย่อมมีพรอันประเสริฐในตนอยู่แล้วทุก ๆ วัน ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเกิดวันไหน เดือนไหนก็ตาม สุดท้ายนี้ ก็ขออนุญาต สุขสันต์วันเกิด (เป็นมนุษย์ ผู้พบพุทธศาสนา) แด่ทุก ๆ คนนะคะ : ) |
| กฐินสามัคคี ณ.วัดอินทรสุคนธาราม | ||
หลั่งไหลด้วยใจศรัทธา.. |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||