|
ได้อ่านบทความเรื่องการรวมหนี้ครู แล้วสำนักข่าวหลายช่องต่างแสดงทัศนะว่า ทำไมครูไม่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำไมใช้จ่ายเกินตัว อ่านแล้วก็ค้าน ๆ ในที แล้วก็ไปพบบทความหนึ่งเข้า ผมชอบความเห็นของเจ้าของบทความซึ่งเป็นครูครับ (http://www.seal2thai.org/kru/kru022.htm) เจ้าของบทความเน้นว่า "การวิจารณ์ครูนั้น ต้องวิจารณ์โดยควรมองภูมิหลังของอาชีพนี้ด้วย" เจ้าของบทความพูดในฐานะที่เป็นข้าราชการครูครบ 2 ปี โดยเล่ารายละเอียดในอาชีพของตนว่า "ปัจจุบันก็ไม่เห็นจะมีรายได้เหลือเก็บมาสักเท่าไรเลย หลายคนที่ประนามว่า ครูไม่รู้จักการพอเพียง คุณรู้หรือไม่ว่า การเริ่มตนอาชีพครูมีเงินเดือนตอบแทนเพียง 7,630 บาท (ตอนนี้อาจปรับเป็น 7,820 บาท) มันคงเปรียบกับอาชีพอื่น ๆ ที่เงินเดือนเริ่มที่ หมื่นกว่าบาทขึ้นไม่ได้หรอกครับ... ...ครู เป็นอาชีพที่หลายคนยกย่องให้เกียรติ แต่ก็มีอีกหลายคนที่กล่าวว่า เป็นอาชีพสุดท้ายที่จะเลือก หากเลือกได้ เพราะครูทั้งจน ทั้งทำงานหนัก และเงินเดือนน้อย ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น เพราะตอนเด็ก ๆ ได้มองเห็นการถูกกลั่นแกล้งจากผู้บริหาร ทำงานหนัก รู้หรือไม่ ครูเป็นอาชีพที่ไม่เคยได้ไปร่วมงานวันพ่อ และวันแม่ของลูกเลย เพราะครูต้องมาจัดงานให้ลูกศิษย์ ซึ่งก็รักเหมือนลูกคนที่ 2 ของครูเช่นเดียวกัน ผมก็เป็นหนึ่งในจำนานหลายๆคนที่พ่อแม่ประกอบอาชีพครู วันแม่ แต่ละปี ก็ไม่เคยได้ก้มกราบแม่ที่หน้าเสาธงเหมือนคนอื่น ๆ เลย" เจ้าของบทความระบุถึงการลงทุนในวิชาชีพครูว่า เริ่มตั้งแต่เรียน ต้องเลือกเข้าคณะครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ ต้องระวังการแต่งกาย ระวังการแสดงออก และเมื่ออยู่ชั้นปี 3 หรือ ปี 4 ต้องมีการฝึกประสบการณ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. การสังเกตและมีส่วนร่วม ต้องแบ่งเวลาวันไหนมีเรียนน้อย จะต้องไปนั่งที่โรงเรียนใดก็ได้ ที่อาจารย์อนุญาต อย่างน้อยอาทิตย์ละ 6 - 9 ชม. ต้องมีการทำงานให้กับทางครูหรือโรงเรียน ซึ่งตรงนี้ไม่มีเบี้ยเลี้ยงหรือเงินตอบแทน ค้องออกเงินเอง 2. การทดลองสอน ต้องทำการสอนจริง 12 ชม. หรือมากกว่า จัดเตรียมแผนการสอน จัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์เองทุกอย่าง - และแน่นอนไม่มีเบี้ยเลี้ยง เงินตอบแทน ต้องออกเงินเองอีกเหมือนกัน 3. การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเต็มรูปแบบ แบ่งออกไปฝึกสอนจริง 5 เดือน หรือ 1 เทอม ปัจจุบันปรับเป็น 1 ปี หรือ 3 ภาคเรียน (สาขาวิชาอื่น ๆ ฝึกเป็นชั่วโมง อย่างมากไม่เกิน 3 เดือน) และอีกแน่นอน ไม่มีเบี้ยเลี้ยง และเงินตอบแทน ต้องออกเงินเอง อ่านแล้วมีความเห็นเป็นอย่างไรครับ หลายท่านที่ไม่เคยสัมผัสเส้นทางก่อนที่จะมาเป็นครูนั้น อาจจะมองไม่ออกว่า มันมากหรือน้อย เพราะไม่มีภาพให้นึกย้อนหรือวิเคราะห์เป็นความคิดได้ แต่สำหรับคนที่อยู่ในวงการการศึกษาแล้ว มันมากครับ และกระจุกกระจิก ผมเองเป็นเคยบรรณาธิการนิตยสาร "วงการครู" มานาน สัมผัสความรู้สึกตรงนี้ได้ ซึ่งเห็นพ้องกับเจ้าของบทความครับที่ว่า อาชีพนักศึกษาคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ มีแต่ต้องออกเงินเพื่อสร้างสื่อ เพื่อเขียนแผน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ทุกอย่างออกเองหมด เจ้าของบทความแสดงความเห็นเปรียบเทียบเรื่องการฝึกงานว่า สาขาวิชาอื่นฝึกงานเพียง 3 เดือน แล้วส่วนใหญ่ได้เบี้ยเลี้ยงหรือเงินตอบแทนบ้าง อีกทั้งไม่ต้องควักกระเป๋าซื้ออุปกรณ์ในการฝึกงาน และเมื่อได้ก้าวสู่อาชีพครูแล้ว ครูที่บรรจุใหม่จะต้องอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติราชการอย่างเข้ม 2 ปี โดยได้รับตำแหน่ง "ครูผู้ช่วย" ในขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ ทดลองเพียง 6 เดือน "เพราะเขา (กระทรวงศึกษาธิการ) เชื่อว่า จะสามารถประเมินศักยภาพ คุณภาพของครูผู้ช่วย ถ้าเป็นตัวตนของเขาจริง ระยะเวลา 2 ปี หรือตลอดไป เขาก็จะทำตัวดังเดิม คุณภาพการสอนพัฒนาขึ้น แต่ระยะเวลา 2 ปีนี้ จะต้องอยู่ในโอวาท ทำทุกอย่างด้วยความเกรงใจ ออกความคิดเห็นต่อผู้ใหญ่ก็ต้องคอยระวัง เขาให้ค้ำหระกันอะไรก็ต้องค้ำ เพราะถ้าไม่ทำตาม อาจถูกประเมินให้ตกได้ นั้นหมายถึง ต้องคืนเงินเดือนทั้งหมดให้กับหลวง เมื่อมีการรายงานข้อมูลต่าง ๆ พวกที่แก่วัดก็จะโยนงานมาให้ครูผู้ช่วย อ้างว่า เด็กกว่า สมองดีกว่า เก่งคอมพ์มากกว่า สารพัดที่จะอ้าง แต่เมื่อถึงเวลาพิจารณาเงินเดือน ต่างก็บอกว่า เด็กมันยังไม่มีภาระยังไม่ต้องให้ โถ เงินเดือนครูผู้ช่วนขึ้นเทอมละร้อยกว่าบาท ยังไม่ยอมให้ขั้นอีก" * * * * * * * * * คุณผู้อ่านครับ ความข้างต้นคือข้อเท็จจริงนะครับ ซึ่งผมเอง สัมภาษณ์ครูมาก็มาก แต่ยังไม่ได้นำเสนอเรื่องเรื่องปัญหาอะไรต่าง ๆ มากนัก เนื่องจากพื้นที่นิตยสารมีจำกัด แต่พออ่านเนื้อหาข้างบนก็อึ้งไปเหมือนกัน ถือว่า โหดสำหรับเด็กใหม่เหมือนกัน และเจ้าของบทความยังแสดงความเห็นซึ่งผมก็อึ้งไปอีกเหมือนกันว่า "เรื่องที่นักข่าวหรือคนอื่นบางคนบางช่องที่กล่าวว่า ทำไมครูไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผมถามจริง ๆ ใครบ้างอยากจะให้ตัวเองติดลบ ใครบ้างจะไม่อยากมีบ้าน ไม่อยากมีรถ ผมถามนะว่า เงินเดือน 7,820 บาท ต้องขึ้นรถเมล์ 2 ต่อ ประมาณวันละ 100 บาท ค่าเช่าหออีก 2,300 ค่าน้ำมันรถอีก ไหนจะค่ากิน ค่าซื้ออุปกรณ์ทำสื่อการสอน ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายเพิ่มเมื่อมีคำสั่งให้ไปราชการ โดยได้ค่ารถที่เบิกได้ 100บาท แต่ค่ารถจริง ๆ 170 บาท ผมถามหน่อยว่า ทุกวันนี้ ครูพอเพียงหรือยัง แถมยังไม่สามารถหารายได้เพิ่มจากงานอื่น ๆ ได้ เพราะถูกกล่าวหาว่าเบียดบังเวลาราชการ เช่น เปิดเว็บไซต์ขายของ โดยใช้เวลาส่งของคือวันเสาร์ แต่เวลาโทรศัพท์มาถามราคา หรือเงื่อนไขการจัดส่ง เขาก็ต้องโทรมาตอนวันปกติ ซึ่งอาจไปเจอตอนประชุมบ้าง ไปเจอตอนพักบ้าง คนอื่นที่เขาอิจฉาก็จะบอกว่า เบียดบังราชการ หรือแม้กระทั้งการสอนพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็ไม่สนับสนุนหรอกครับ แต่มันก็เป็นการตัดสินใจของนักเรียนเอง อันนี้โทษครูฝ่ายเดียวก็ไม่ถุก อย่างไรก็ตาม ก็มีครูบางคนสอนในห้องให้เร็วที่สุด แต่เพิ่มรายละเอียดและเคล็ดลับให้กับนักเรียนที่เรียนพิเศษ โชคดีที่ครุประเภทนี้มีเพียงส่วนน้อย น้อยมากในสังคมครู เพราะเชื่อว่าครูทุกคนล้วนมีจรรยาบรรณครูทั้งนั้น ในขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพนักข่าว ท่านสามารถหารายได้เสริมจากการเขียนบทความ จากการถ่ายรูป หรือทำธุรกิจส่วนตัวอื่น ๆ ได้ ดังนั้น คำว่า "พอเพียง" ของนักข่าวอาจต่างไป เทียบกับคำว่า "ราคาข้าวที่เป็นธรรม" ชาวนากับพ่อค้าโรงสี ย่อมมองต่างกันฉันนั้น เจ้าของบทความยังกล่าวถึงพ่อของเขาว่า "เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินคนหนึ่งต่อว่า ทำไมไม่ให้ลูกคุณเลี้ยงตัวเองได้ก่อน แล้วจึงค่อยให้เรียนปริญญาโท ทำงานเองก่อน แบบนี้คุณก็เป็นหนี้จนตาย เกษียณราชการแล้วก็ยังเป็นหนี้อีก โดยเจ้าของบทความให้เหตุผลว่า ในบทความว่า "ที่ตัดสินใจเรียนปริญญาโท ก็เพราะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ผมเป็นข้าราชการ บรรจุเมื่อตอนอายุ 23 ปี 4 เดือน สอบได้ลำดับที่ 2 ของสาขาวิทยาศาสตร์ เพราะมีความรู้ของปริญญาโทเข้ามาเกี่ยวข้อง และในอนาคต จะต้องก้าวไปให้ไกลกว่าการเป็นครูบ้านนอก การเรียนปริญญาโท เป็นการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น เป็นการสร้างองค์ความรู้ในอาชีพที่ลึกขึ้น และจะเป็นการก้าวแบบฉับไว ในขณะที่คนรุ่นเก่ามีหน้าที่เพียงสอนประสบการณ์และเกร็ดความรู้ให้เท่านั้น.
....ผมคงไม่ถือโทษโกรธเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินคนนั้น เพราะเขาเองไม่ได้มามองตรงจุดที่เรายืนอยู่ ไม่ต้องมาสอน ไม่ต้องมาทำหน้าที่พิเศษ ปีใหม่ก็ต้องมาอยู่ที่โรงเรียน จัดงานหาเงินเข้าโรงเรียน ไม่ต้องเดินทางไปประชุม อบรม วันเสาร์ - อาทิตยื (เพราะข้างบนมีนโยบายให้ครูอบรมได้เพียง เสาร์ - อาทิตย์) และส่วนใหญ่ คนที่โดนอบรมก็คนเดิม 1 ปี อบรมกว่าร้อยชั่วโมง เงินที่เบิกได้ก็ไม่พอ ชีวิตครูจึงเข้าใจคำว่าพอเพียงว่า กินข้าวให้น้อย ลดกับข้าวจาก 2 อย่างให้เหลือ 1 อย่าง เดินทางบรรถเมล์วันละ 4 ชม. ก็ต้องทำ เพราะถ้าขืนไปถอยรถมา เดี๋ยวเงินเดือนไม่พอ อาชีพอื่น ๆ เขายิ่งดูถูกครูอยู่ บ้านก็อย่าเพิ่งซื้อ ครั้นจะไปอยู่บ้านพักครูก็ลำบาก มีบ้านพัก 3 หลัง แต่มีครู 14 คน โชคดีที่ผมยังไม่เคยไปกู้อะไรใครมา"
* * * * * * และทั้งหมดคือข้อเท็จจริงครับ ผมเชื่อในฐานะคนคลุกคลีกับวงการศึกษามานาน แม้ไม่ได้เป็นครู ซึ่งขอจบด้วยข้อความของเจ้าของบทความที่ว่า "แม้สังคมจะประนามอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของเราอย่างสุดความสามารถ เพราะเราคือข้าราชการ ผู้ทำงานใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท คือคนของพระราชา" "ผมรักพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ท่านได้มอบพระบรมราโชวาชเกี่ยวกับครูและการศึกษาไว้มาก ผมสัญญาว่า ผมจะทำงานเพื่อแผ่นดินของพระองค์ท่าน" "ผมจะแสวงหาความก้าวหน้าให้กับตนเอง เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาการศึกษาให้กับสังคมวงกว้าง ไม่จมปรักกับความล้าหลัง"
ไงครับ คนที่วิพากษ์วิจารณ์ครูไว้ อ่านถึงตรงนี้ อยากถามว่า คุณทำอะไรเพื่อในหลวงอย่างไรครับ... ปล. อ่านบทความของเจ้าของบทความที่ผมนำมาอ้างอิงนี้ได้ที่ www.seal2thai.org/kru/kru022.htm
|