• veoveet
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2014-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 105531
  • ส่ง msg :
  • โหวต 616 คน
nookunarat
Love God,Travel And Financial
Permalink : http://www.oknation.net/blog/veoveet
วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561
Posted by veoveet , ผู้อ่าน : 1206 , 08:50:04 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

  เมื่อพูดถึง โรงพยาบาล ย่อมไม่มีใครอยากจะแวะเวียนเข้าไปเหมือนกับห้างสรรพสินค้า แต่ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สถานพยาบาล หรือ โรงพยาบาล จึงเป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าไปใช้บริการ เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และการตลาดเพื่อดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ

 ในปัจจุบันประเทศไทยมีสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนรวมกันประมาณ 1323 โรง แยกเป็น โรงพยาบาลเอกชนประมาณ 140 โรง และสำหรับโรงพยาบาลเอกชน มีโรงพยาบาลที่เป็นพันธมิตรหรือเครือเดียวกันอยู่มากมาย แต่ครั้งนี้จะพูดโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่แถวหน้าของเมืองไทย ว่ามีการแข่งขันและชูกลยุทธ์อย่างไรเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า

โรงพยาบาลเอกชนที่อยู่แถวหน้าของเมืองไทย ถ้าเอ่ยชื่อทุกคนย่อมรู้จักกันดี มีการปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อรักษาลูกค้าและดึงลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งแบ่งเป็นรายละเอียดดังนี้

1.    สร้างศูนย์หรือคลินิกเฉพาะทาง

แต่ละโรงพยาบาลมีจุดแข็งด้านการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น โรงพยาบาล A เมื่อคนนึกถึงจะนึกถึงความเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ หรือถ้านึกถึงโรงพยาบาล B ก็จะนึกถึงความเชี่ยวชาญด้านโรคไต เป็นต้น โรงพยาบาลจึงนำจุดแข็งนี้มาเพื่อดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ การสร้างศูนย์เฉพาะทางจึงเป็นสิ่งใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการและได้รับการรักษาด้วยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทาง พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ถูกเติมเข้ามา เพื่อลองรับความต้องการของลูกค้า

2.    รองรับชาวต่างชาติ

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ชาวต่างชาตินิยมมาใช้บริการด้านการแพทย์ จากการสำรวจ พบว่าประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 3 ของโลก (Top Destination for health tourism) เพราะราคาค่าใช้จ่ายที่ถูกว่า หรือดีกว่า และความสามารถของแพทย์ไทยถือว่าเป็นที่ยอมรับ หากเราเดินทางไปโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ จะพบเห็นชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลาง และเพื่อบ้านของประเทศไทย โรงพยาบาล จึงมีการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถด้านภาษาต่างๆ เพื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งในเวลานี้ ประเทศไทยมีชาวต่างชาติที่เดินทางมาในรูปแบบ Medical Tourism จำนวนเกือบ 3 ล้านคน ในปี 2017 เพิ่มขึ้นถึง 4%  และพบว่ามีเงินสะพัดในระบบสูงกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท จากตัวเลขนี้เอง โรงพยาบาลเอกชน จึงแย่งกันที่จะดึงลูกค้ากระเป๋าหนัก เมื่อการแข่งขันสูง โรงพยาบาล จึงต้องทุ่มงบประมาณมหาศาล เช่น การไปออก Road Show ในต่างประเทศ หรือแม้แต่สร้างโรงพยาบาลในต่างประเทศ เพื่อส่งต่อลูกค้าเข้ามารักษาในประเทศไทย รวมถึงการแข่งขันด้วยราคาแพคเกจการรักษาที่ดึงดูดกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โรงพยาบาลก็ต้องรักษาลูกค้าคนไทยเอาไว้ด้วย ที่มีปริมาณเฉลี่ยถึง 70%  ในขณะเดียวกันภาครัฐที่กำกับดูแล ก็ให้การส่งเสริมในเรื่องการขยายระยะเวลาของ VISA หรือแม้แต่การสนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆเพื่อรองรับกับการไหลมาของชาวต่างชาติ

 

3.    รักษาลูกค้าคนไทย

คนไทยที่มีกำลังทรัพย์พอจะจ่ายค่ารักษาและค่าบริการที่สูง ก็จะเลือกใช้บริการโรงพยาบาลที่สะดวกสบาย เพื่อแลกกับคุณภาพของการรักษา โรงพยาบาลเอกชน จึงจำเป็นต้องทำการตลาดที่เข้มข้นมากขึ้น โดยใช้การโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ และปรับภาพลักษณ์เก่าๆของโรงพยาบาลออกไปจากความคิดของลูกค้า ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลชื่อดังย่านนานา ที่เมื่อเดินเข้าไป จะไม่มีความรู้สึกเลยว่า เป็นโรงพยาบาล แต่บรรยากาศชวนให้นึกถึงโรงแรม 5 ดาว แม้แต่คลินิกที่รักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ก็สร้างบรรยากาศเหมือนห้องรับแขกที่มีความสะดวกสบาย พร้อมกับขนม เครื่องดื่ม หนังสือพิมพ์ไว้บริการลูกค้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ลูกค้าก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงขั้น

นอกจากการปรับภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลแล้ว ก็มีการจัดแพคเกจตรวจสุขภาพ หรือแพคเกจทำฟัน โดยการแข่งขันด้านราคาและโปรแกรมการตรวจที่ครอบคลุมมากกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ หรือแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร หรือแม้แต่การนำ ดารา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมาเป็น Presenter ให้กับโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ

4.    จับมือกับพันธมิตร

การดำเนินธุรกิจอย่างโดดเดี่ยวย่อมเป็นเรื่องที่อันตราย เหมือนไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีคนที่จะมาช่วย support หรือให้ความช่วยเหลือเมื่อเดือดร้อน เช่นเดียวกัน โรงพยาบาล ก็จำเป็นที่จะต้องมีพันธมิตร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ด้านการแพทย์ หรือการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาจะรวมไปถึงการส่งลูกค้า (คนไข้) ไปยังโรงพยาบาลที่เป็นเครือพันธมิตรกัน เราจะเห็นอีกว่า เครือโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ของไทยนั้นที่เรารู้จักกันดี จะมีสาขาอยู่เกือบทุกจังหวัด เมื่อคนไข้อยู่ในอาการที่สาหัส เครื่องไม้เครื่องมือไม่พร้อม ก็สามารถส่งเข้ากรุงเทพ หรือส่งไปยังโรงพยาบาลที่เป็นพันธมิตรกัน ที่เครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า

จากที่กล่าวข้างต้น เราอาจจะไม่สามารถสรุปได้ในทันทีว่าทิศทางของแต่ละโรงพยาบาลจะวางกลยุทธ์และเทคนิคอย่างไร เพราะถือเป็นข้อมูลที่ไม่ค่อยเปิดเผย (Top Secret) นอกจากข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในยุค 4.0 โรงพยาบาลต่างพากันใช้ช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่าน Social Media เช่น Facebook, Line , IG เป็นต้น ช่องทางเหล่านี้ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี โรงพยาบาลจะใช้ช่องทางเหล่านี้สื่อสารข้อมูล แพคเกจ ส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ รวมถึงการนำเสนอบทความด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก

ดังนั้นแล้ว เมื่อการแข่งขันสูง ประโยชน์ก็ตกกับลูกค้า จึงมีโอกาสที่จะเลือกใช้บริการทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับตนเองและอาการเจ็บป่วยต่างๆ รวมถึงการรับบริการที่ประทับ

 

Source : CNBC Medial Report

              : TTR Weekly

                  : Kasikorn Research 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
veoveet วันที่ : 12/02/2018 เวลา : 16.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veoveet

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
veoveet วันที่ : 11/02/2018 เวลา : 05.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veoveet

ใช่ครับ ปัจจุบันแค่เป็นหวัด อย่างน้อยก็ 2000บาท การดูแลสุขภาพของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามครับ

ความคิดเห็นที่ 2 veoveet ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 10/02/2018 เวลา : 08.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

https://www.posttoday.com/finance/money/534865

เรื่องนี้ครับ...
ที่ว่า
ผ่าไส้ติ่งโรงพยาบาลเอกชน 1 แสนอาจจะไม่พอ

ความคิดเห็นที่ 1 veoveet ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 10/02/2018 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอบคุณมากๆ ครับ

เร็วๆ นี้มีข่าวว่า
แม้แต่ผ่าไส้ติ่งเอกชน
ก็ต้องเตรียมเงินไว้กว่า 1 แสนบาทแล้ว

แบบนี้...
การใส่ใจสุขภาพ
คงจะช่วยประหยัดได้แยะเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน