พิมพ์หน้านี้
|
แม้เรื่องที่จะเขียนนี้จะไม่เกี่ยวกับสัตวแพทย์โดยตรง แต่โดยความมุ่งหวังคือ จะเขียนทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในสมอง แล้วถ่ายทอดให้คุณได้อ่าน ดังนั้นครั้งนี้จึงถือว่า นอกเรื่อง นาน ๆ ได้นั่งรถเมล์สักครั้ง เพราะวันนี้นำรถเข้าซ่อมก่อนจะหมดอายุการเคลม ขากลับก็นั่งรถเมล์ คิด ๆ ในใจว่าทำไมไม่มีรัฐบาลไหนจริงใจกับการแก้ปัญหาการจราจร ทั้ง ๆ ที่เขาก็ใช้ถนนเหมือนกัน อาจเป็นเพราะเขามีรถนำ จึงเจอปัญหารถติดน้อยกว่า กรณีปัญหารถเมล์ก็เช่นกัน ยังไม่มีใครกล้ามาจัดการอย่างจริงจัง และจริงใจ วันนี้นั่งรถเมล์ที่ขึ้นราคาเป็น 8.50 บาท เพราะไม่มีทางเลือก ไม่มีรถของ ขสมก. เลยสักคัน หรือว่ารู้เห็นเป็นใจ ปากประกาศว่าไม่ขึ้นราคา แต่ไม่นำรถออกวิ่ง เพื่อให้รถเอกชนได้เงิน คุ้มค่ากับการวิ่งเต้นหรือเปล่า ไม่ว่ากันเรื่องราคา แต่กลับได้ตั๋วราคาไม่ตรงกับที่จ่ายนี่สิ ทั้ง ๆ ที่มีข่าวออกไปแล้ว แต่เรื่องก็เงียบ อ้างว่าพิมพ์ไม่ทัน แต่ตั๋วราคาเดิม 7 บาท แก้เป็น 8 บาท ทำไมทำทันล่ะ ถัดมาเรื่องของการลุกให้คนแก่ คงต้องทำความเข้าใจกันสักนิดของนิยาม "คนชรา" เพราะผมรู้สึกว่าคนปัจจุบันอาจจะดูไม่ค่อยแก่มั้ง จึงไม่ค่อยมีใครอาสาลุกให้นั่ง เพราะรู้สึกว่าเขายังไม่แก่ ทั้งที่เสียเงินค่าตั๋วโดยแสดงบัตรประชาชน แสดงสถานภาพของการขอรับสิทธิพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ แต่ไม่เป็นไร เพราะเราลุกให้นั่งแล้ว ผมแปลกใจเพราะสิทธิ์หญิงชายเท่าเทียมกัน ฝ่ายหญิงก็ประกาศว่าต้องการสิทธิ์ที่เท่าเทียมกัน แต่บางเรื่องรู้สึกว่าผู้หญิงจะไม่ค่อยใช้สิทธิ์ กรณีคนสูงอายุก็เช่นกัน ฝ่ายหญิงมักจะยกให้ฝ่ายชายเป็นผู้เสียสละ (ทั้งที่สิทธิ์เท่ากัน) ถ้าพบเจอฝ่ายหญิงจะทำเป็นเฉย สุดท้ายฝ่ายชายมักจะเป็นผู้ที่มีความอดทนน้อย (น่าจะจริงอย่างเขาว่า ผู้หญิงมีความอดทนมากกว่า) ลุกให้ผู้สูงอายุนั่ง หากเป็นเด็ก ฝ่ายหญิงก็จะทำเป็นเหมือนนางสาวไทยเข้าสิงทันที รักเด็กขึ้นมากระทันหัน โดยการเชื้อเชิญให้เด็กนั่งตัก "มานั่งตักน้า มา" "มานั่งตักพี่ มา" ประมาณนี้แหละ ที่ซ้ำร้าย เมื่อมีคนลุกให้เด็กนั่ง แม่เด็กจะเป็นคนนั่งแทน แล้วนำลูกมานั่งตัก ก็งงเหมือนกันว่าให้เด็กนั่งหรือให้ผู้ใหญ่นั่งกันแน่ เอาเป็นว่าหลาย ๆ เรื่องที่เกิดบนรถเมล์น่าสนใจครับ มีหลายเรื่องที่พบเจอที่นำมาเขียนมาสร้างเป็นหนังได้ และอีกหลากหลายเรื่องที่รอให้รัฐบาลหรือผู้มีหน้าที่แก้ปัญหามาสัมผัสบ้าง ผมว่าลองแบบในอดีตก็ได้ ท่านรัฐมนตรีแปลงโฉมมานั่งรถเมล์ ลองสักนิดสิครับ แล้วจะได้รู้ความจริงเป็นเช่นไร สุดท้ายขอจบด้วย "คำนี้มีที่มา" ผมก็นึกอะไรเล่น ๆ แบบว่าคล้าย ๆ สาระแน เอาเรื่องของคุณพระช่วยมาล้อเล่นกัน จริง ๆ คำนี้ไม่รู้ว่ามีที่มาอย่างไร แต่สันนิษฐานได้ว่า เกิดจากเรื่องเมื่อครั้งรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากแต่เพียงพรรคเดียว มีหัวหน้าคณะกรรมการบริหารประเทศ (คล้าย ๆ บริหารบริษัท เพราะเขาอ้างเช่นนั้น) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใคร ๆ ก็มักเรียกขานโดยใช้ลักษณะใบหน้าเป็นเกณฑ์ กอปรกับการประพฤติที่มักใช้เลห์ต่าง ๆ นานา เพื่อให้ตนเองได้เปรียบ เมื่อใช้เล่ห์มาก ๆ เข้า จึงกลายเป็นลักษณะประจำตัวของเขาคนนั้น คำนี้จึงเกิดขึ้นและใช้กันจนติดปากว่า "เล่ห์เหลี่ยม" และ อีกคำคือ "เหลี่ยมจัด" ซึ่งแสดงถึงลักษณะของคนที่มีนิสัยเชิงเอาเปรียบ ไม่รู้ว่ามาถึงตรงนี้ได้อย่างไรนะครับ แต่อ่านเพลิน ๆ แล้วกัน อย่าคิดมาก ขากลับเห็นป้ายหาเสียงของพรรคหนึ่งที่มีรูปหัวหน้าพรรค คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหารถติด และปัญหารถเมล์ได้ เพราะเห็นเขาทำท่าเหมือนกำลังโหนรถเมล์อยู่ แต่คงจะมีความสุขคล้าย ๆ โหนรถไฟฟ้า เพราะหน้าตายิ้มแย้มตลอด ยิ้มได้ทั้งวัน และมือก็โหนได้ทั้งวันไม่เมื่อย ลองไปดูนะครับ แล้วลองถามว่า ภาพนี้แสดงถึงความทุกข์ยากของคนกรุงเทพฯ หรือเปล่า หรือต้องการสะท้อนอะไร ทุกปัญหามีคำตอบ ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะตอบได้หรือไม่ อยู่ว่ารู้หรือไม่รู้ (จำคำของคุณไตรภพมา) แต่บางคนรู้แต่ไม่ทำ เพราะถ้าทำแล้วจะไม่มีอะไรใช้หาเสียงอีก คงขึ้นอยู่กับผู้เลือกล่ะครับว่า จะเลือกคนที่แผ่นเสียงตกร่อง พูดเหมือนทุกสมัยหรือเปล่า จนถึงปัจจุบัน ปัญหาของประเทศ และปัญหาของกรุงเทพฯ ยังแก้ไม่ได้สักอย่าง ต้องช่วยกันครับ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า สวัสดี |
| ภาพงาน "ม.มหิดล คนรักสัตว์" ครั้งที่ ๕ | ||
งานนี้จัดทุกปีครับ ครั้งนี้จัดเมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐ พบกันปีหน้าช่วงเดือนตุลาคมเหมือนเดิม |
||
|
View All |
||