พิมพ์หน้านี้
|
เส้นทางแต่ละเส้น ... ทางเดินแต่ละทาง ความเดิม ...หลังจากลัดเลาะตามไล่เขา จาก อ.ทองผาภูมิ ผ่าน อช.ทองผาภูมิ กระทั่งเลี้ยวลงสันเขา มุ่งหน้าตามจุดหมายที่ป้ายข้างทางชี้บอก "เหมืองสมศักดิ์ ที่พัก-อาหารอร่อย" จากนี้ไป จาก2WD เจ้าตัวเล็ก เปลี่ยนเป็น 4WD ด้วยเพราะทางลูกหินที่ลื่น จากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นระยะ เจ้าตัวเล็กแล่นไปได้หน่อยก็เจอทางน้ำ ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ไอ้ปีนท่อส่งน้ำสีขาว ๆ ที่มันขวางอยู่นี่ซิ หวั่น ๆ มันจะลื่นพิกล แต่ก็รอดมาได้ เจอบ้านพักอยู่ตรงนั้นหลังเดียวโดด ๆ กับเด็ก ๆ ที่โผล่หน้ามาดู แต่เค้าคงรู้แหล่ะว่าเราจะเข้าเหมือง ..จากจุดนี้ ลัดเลาะไต่ทางชันขรุขระไปเรื่อย ๆ ข้ามน้ำอีก 2 จุด ชักเริ่มไม่แน่ใจ ว่ามาถูกทางหรือเปล่า เพราะมันเงียบ เปลี่ยว เลี้ยวอ้อมเนินเขาไปมา รู้แต่ว่าไกลโข โดยไม่มีวี่แววอะไรเลย เว้นแต่สายฝน ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าเจ้าตัวเล็กอย่ายางแตก หรือเครื่องดับซะก่อนล่ะ เจ้าตัวเล็ก พาฉันตะลุยตามเส้นทางสายเปลี่ยวไปอีกไกลพอควร ก็ถึงทางแยก ข้างหน้า ที่ทำให้ต้องหยุดอ่านป้ายให้เข้าใจ แยกขวา ไปฐานปฏิบัติการ ตชด. (คาดว่ามีชื่อเรียกเนินเขาสูง) ช่องทางตะนาวศรี 20 กม. ส่วนแยกซ้าย ไปน้ำตกเจ็ดมิตร ติดต่อเหมืองสมศักดิ์ ฉันก็เลยตัดสินใจเลี้ยวซ้าย ช่วงนั้นฝนยังโปรยลงมาบาง ๆ แต่เหมือนอยู่ในดงหมอก เหลือบตามองกระจกหลัง เห็นไม่เกิน 5 เมตร ข้างหน้าก็เหมือนกัน ขณะที่ข้างขวา เห็นเนินเขาสลับซับซ้อนลาง ๆ
จากช่วงนี้ เริ่มเป็นทางลงเนินที่ท้องรถขูดกับก้อนหิน ให้เสียวหัวใจเล่นเป็นช่วง ๆ เท่านั้นไม่พอ เจอทางลูกหินลอย ที่คดเคี้ยวลงเนิน เหยียบเบรกไม่อยู่แล้วตอนนี้ ได้แต่คอยบังคับพวงมาลัย ไม่ให้พุ่งลงข้างทางอย่างอิสระซะก่อน ยังดี ที่เค้าทำขั้นหิน ช่วยชะลอความเร็วรถไปได้พอควร แต่ก็ต้องผจญกับทางลงเนินแบบนี้อีกราว 2 ช่วง ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะไปสงบนิ่งอยู่ริมธารน้ำ ที่ฝั่งตรงข้ามมีป้ายพร้อมลูกศร ชี้ให้ไปติดต่อ เหมืองสมศักดิ์ ตรงนี้น้ำเยอะหน่อย แต่เจ้าตัวเล็กบอกสบายมาก เลี้ยวไปตามป้ายก็เห็นบ้านพักเรียงราย ฉันชะลอรถ ถามไถ่ได้ความว่า เป็นเหมืองสมศักดิ์แน่ แต่ก็แหมมม ดันขึ้นเลยเข้าไปซะสุดทาง แล้วจะไปติดต่อแมวที่ไหนล่ะ เลยต้องวิ่งฝ่าสายฝน ลงมาถามให้แน่ใจ ก่อนจะไปพาเจ้าตัวเล็กกลับมาจอดที่เรือนหลังใหญ่สุด แล้วก็ได้พบหน้ากับเจ้าของ Forest Glade House ....ป้าเกลนนิส เสตะพันธุ์ ...หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ป้าเกลน ผู้ซึ่งละทิ้งเมืองหลวงหลังคุณสมศักดิ์(สามี)เสียชีวิต กลับมาดูแลบ้านหลังน้อย กลับลูกน้องเก่าอีกเกือบ 20 ชีวิต
ป้าเกลนเรียกบ้านพักของตัวเองว่า เป็นบ้านเล็กในป่าใหญ่ ไม่ใช่รีสอร์ท หรือที่พักใด ๆ อย่างที่หลายคนพยายามจะเรียก ซึ่งเราก็ชอบใจจังกับคำ ๆ นี้ ที่ดูเป็นความเจียมเนื้อเจียมตัวของบ้านน้อย ๆ ที่อบอุ่น ในอ้อมกอดของขุนเขา และไพรกว้าง เออ..เหลือบดูนาฬิกาตอนนั้น ราว 5 โมงกว่า ๆ เห็นจะได้ ....นี่เราใช้เวลาไปราว 45 นาที กับการงมทางราว 5.1 กม.เข้าเหมืองเลยหรือนี่ ด้วยความกลัวจะไม่ได้พัก เลยรีบแนะนำตัวเองเป็นการใหญ่ ป้าเกลน บอกว่า ดีใจที่ฉันมา ถึงจะคนเดียวก็รับรองเต็มที่ค่ะ ว่าแล้ว ป้าเกลนก็จัดแจงหากาแฟมาต้อนรับ บอกแม่ครัว ทำกับข้าวเผื่อฉันทันที เพราะเย็นย่ำเข้าไปแล้ว ฉันต้องขอโทษขอโพยเป็นพัลวัล ด้วยว่า ไม่ได้โทรแจ้งไว้ก่อน เนื่องจากไม่ค่อยแน่ใจกับอารมณ์และความคิดของตัวเอง ในวันนั้น ป้าเกลนให้ฉันพักที่ห้อง วีไอพีเลยเชียว บอกว่า หนูมาคนเดียว อยู่ใกล้หน่อยดีกว่า ...และไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมให้ฉันไปกางเต้นท์ หรือผูกเปลอยู่ไกล ๆ อีก หลังล้างตาหน้าตา ฉันแอบไปนั่งเอ้อระเหย ที่ชิงช้า ริมลำธาร ก่อนจะไปกินข้าว
.โอย
กับข้าวเยอะมาก ตั้ง 4 อย่าง หม่ำจนพุงกาง ก็ยังไม่ถึงครึ่ง
กินข้าวไป คุยกันไป ได้ความว่า หนูเป็นผู้หญิงคนแรกเลยนะ ที่ขับรถลุยเข้ามาคนเดียว ไม่น่าเชื่อ.. นั่นซินะ หนูก็ไม่เชื่อตัวเอง แต่ที่แน่ ๆ ไอ้ความเบื่อ ความเหนื่อย ความล้าของอารมณ์ ละลายหายไปกว่าค่อน แถมมาเจอความอบอุ่นของบ้านเล็กในป่าใหญ่แห่งนี้อีก . ป้าเกลน บอกว่า ที่นี่มักมีกลุ่มออฟโรดเข้ามาเหมือนกัน เป็นกลุ่มมิตซู กลุ่มเชอโรกี หรือไม่ก็พวก ปตท. ที่เคยมา เพราะเมื่อก่อนที่เค้ามาวางท่อก๊าซ ก็มากินนอนอยู่ที่เหมืองนี่ร่วม 30 คนเป็นปี ๆ ตอนนั้นไม่รับใครเข้าพักเลย พอท่อก๊าซเสร็จบ้านเงียบเลย แถมหน้าฝนอย่างนี้ ไม่ค่อยมีใครมาหรอก นั่นซี่นะ..ขนาดวันหยุดนี้ ยังมีฉันเข้ามาคนเดียวเอง .ก็ฉันชอบเที่ยวหน้าฝนนี่นา สายฝนนอกเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่า ออกจะสวยงาม บ้านหลังใหญ่นี้ป้าเกลนบอกว่า เป็นโรงพัสดุ คือเป็นที่เก็บของ เครื่องไม้เครื่องมือ มีห้องพักคนงาน คนทำบัญชี มีห้องพักนาย แยกเป็นห้อง ๆ ไป แต่ตอนนี้ ไม่ได้ทำเหมืองแล้ว หลังองค์กรแร่ถูกทุ่มตลาดเสียหายยับเยิน จนล้มระเนระนาดไปเป็นแถบ ๆ เหมืองนี่ก็เลิกไป เช่นเดียวกับเหมืองอื่น ๆ ในละแวก แล้วพอมาประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่วนที่ไม่ได้ทำเหมืองก็คืนไป ปัจจุบัน มีต้นไม้ขึ้นรกแล้ว ส่วนที่เป็นบ้านที่อยู่นี้ เค้าให้อยู่ได้ เหมือนเป็นมรดกตกทอด แต่ห้ามปลูกสร้างใหม่ หรือขยายใหญ่โต ซึ่งทั้งป้าเกลน และฉันเห็นเหมือนกันว่า แบบนี้ น่าอยู่อาศัยกว่าทำเป็นรีสอร์ท เพราะความอบอุ่นมันคงหายไปอีกกว่าครึ่ง
คืนนี้ เรานอนกันเร็ว ..ตามวิสัยของชาวเหมือง ที่ต้องประหยัดไฟ ประหยัดน้ำมัน ด้วยเพราะเป็นไฟปั่น แต่ตอนดึก ๆ ใช้แรงไฟที่มาจากการใช้พลังน้ำ ที่ป้าเกลนบอกว่า กำลังทดลองทำดู ไฟที่ได้นี้ ใช้กับตู้เย็นได้สบาย ๆ แล้วก็ไว้ใช้กับไฟหลอดแรงน้อย ๆ ตอนกลางดึกในห้องพักที่ฉันเข้าอยู่นี่เอง คืนนี้ฉันนอนหลับสนิท จนย่ำรุ่ง 22 สค.47 ฉันตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 กว่า ๆ ด้วยความเคยชิน หากแต่ก็โอ้เอ้อยู่บนเตียงอบอุ่น อากาศที่นี่ตอนกลางคืนเย็นชะมัด กว่าจะฉุดตัวเองออกมาจิบกาแฟก็ 6 โมงกว่าไปแล้ว จากนั้น ฉันเริ่มออกสำรวจบริเวณ พร้อมกับหนีบเปลไปด้วย ได้ทำเลผูกเปลริมลำห้วย ที่ป้าเกลนบอกว่า ไม่มีชื่อ แต่เป็นธารน้ำที่เค้าว่า ไหลมาจากหิมาลัย ผ่านดินแดนประเทศต่าง ๆ มาเรื่อย จนเข้าพม่าและมาไทย ที่บ้านปิล๊อกนี่เอง
กำลังนอนทอดอารมณ์อยู่ดี ๆ จู่ ๆ ฝนก็โปรยปรายลงมา(อีกแล้ว) ทั้งที่แดดเพิ่งจะออก ฉันต้องรีบเก็บเปลเข้าบ้าน ไปนั่งกินข้าวมื้อเช้า โชคดีจัง ที่ฉันมีโอกาสได้เห็นแผนที่เก่าแก่ ที่ป้าเกลนใส่กรอบไว้ แผนที่นี้ มีรายละเอียดทั้งฝั่งพม่า และฝั่งไทย ที่ตอนนั้นยังไม่มีเขื่อนวชิราลงกรณ โดยมี "ทิวเขาปิล๊อกทอง" ทอดผ่านกั้นเขตแดน ฝั่งไทยจะอยู่ข้างบน ในหุบก็จะเป็นฝั่งพม่า ถ้าหน้าแล้งก็หลงเขตได้ แต่ถ้าหน้าฝน จะมีน้ำในหุบ แบ่งให้เห็นชัดเจน ป้าเกลนเล่าไปหัวเราะไป พร้อมพูดคุยเรื่องเส้นทางเที่ยว คราวแรกว่าจะไปน้ำตกเจ็ดมิตร ซึ่งอยู่ในที่สัมปทานของเหมืองสมศักดิ์นี่เอง....น้ำตกแห่งนี้ คุณสมศักดิ์ ไปเจอตอนที่สำรวจเหมืองสัมปทานพร้อมกับเพื่อน ๆ อีก 6 คน เลยได้ชื่อว่าเจ็ดมิตร (Seven Friends) ดีจัง เสียแต่ตอนฝนลงอย่างนี้ ทางเข้าจะยิ่งลำบากกว่าเส้นที่เราผ่านมาแล้ว อาจจะต้องลงเดิน แต่ไม่ไกลมาก ราว 2 กม. แล้วฝนลงอย่างนี้ มีโอกาสเจอทากบ้าง...เอ้อ...อ่า...ไปคนเดียวแล้วใครจะจับทากให้ล่ะ...ไว้คราวหน้าละกัน จะพาเพื่อนมาใหม่ แล้วจะไปช่วยสำรวจเทรลเดินเท้า ที่ป้าเกลนบอกว่า จัดทำขึ้นเพราะแรงขอร้องของพลพรรค ที่เข้าไปเยือนบ่อย ๆ ด้วย ฉันพยายามถามหาความหมายของ "ปิล๊อก" แต่ป้าเกลนบอกถามใครก็ไม่มีใครรู้ความหมาย เรียกคนงานใกล้ชิดเป็นชาวพม่ามาถามก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า เมื่อก่อนตั้งแต่สมัยสงคราม มีทหารเข้ามาสำรวจพื้นที่ แล้วก็เรียกว่าเป็น "บ้านผีหลอก" ก็เส้นทางหฤโหด เปลี่ยว แล้วก็ห่างไกลความเจริญอย่างมาก แต่ไป ๆ มา ๆ พวกพม่าก็เรียกบ้านนี้ว่า ปิล๊อกในสำเนียงภาษาของตัวเอง อ้อ คงจะมาจากการเพี้ยนเสียงนี่เอง
พร้อมกันนี้ ป้าเกลนแนะให้เราไปเที่ยวที่เนินเสาธง-บ้านอีต่อง ซึ่งเป็นจุดสูงสุด(1,038 ม.) ที่นี่จะเป็นจุดสิ้นสุดเขตแดนไทย และเป็นจุดที่เห็นวิว ทิวเขา ในฝั่งพม่าไปไกลสุดตา ถ้าฟ้าเปิดก็จะเห็นไปถึงทะเลอันดามัน เลยล่ะ แต่ถ้าให้ดีต้องมาหน้าหนาว ฟ้าจะใสมาก แล้วอากาศไม่ร้อน ....ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวลองไปดูหน้าฝนบ้าง แต่คงต้องออกเดินทางเร็วหน่อย *** แล้วเราไปสู่เนินเสาธง ในตอนหน้าด้วยกันนะคะ *** |
| โมโกจู | ||
เดินทางไกลเพื่อหินเรือใบ |
||
|
View All |
||
| เปรโต๊ะลอซู ภาค 3 | ||
ไปจับหมอกกันมั้ย |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||