|
พูดถึงจตุคามที่เหล่าคนเคารพนับถือ หลายคนใฝ่ฝันอยากมีไว้ในครอบครองไม่รุ่นโคตรเศรษฐี ก็รุ่นอภิมหาเศรษฐี หรือโคตรรวย หรือรุ่นเงินไหลมาเทมา หรือ รุ่นอื่นๆ เริ่มแรกของชื่อจตุคาม รามเทพ เข้ามาสู่ความรู้จักของวิกกี้อย่างเป็นทางการ เห็นจะเป็นการปลุกเสกที่ปากอ่าวแสมสาร อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็ปาเข้าไปเป็นอ่าวที่ 9 ที่เค้าทำพิธีปลุกเสกบริเวณปากอ่าวกันแล้ว โดยมีเรือรบหลวง รวมถึงเรือประมงอีกนับร้อยลำเข้าร่วมล้อมสายสิญจ์ ทำพิธีปลุกเสก
ความสนใจของวิกกี้คงอยู่ที่ยอดผู้คนที่ไปร่วมงาน ทราบมาว่า วันนั้นมีเป็นร่วม 20,000 คน จนต้องหันไปถามเพื่อนที่นั่งข้างๆ "เฮ้ย จตุคามรามเทพ นี่มันอะไรน่ะ ทำไมคนแห่ไปกันล้นหลาม ขนาดนี้" คำตอบที่ได้ไม่ค่อยชัดเจน จนต้องไปขวนขวายหาอ่านเพิ่มเติม ซึ่งก็ได้ความมาว่าเป็นเทพ ต้องใช้พิธีเทวาภิเษก มีความเป็นมาจากท่านขุนพันธ์ฯ แห่งเมืองนครฯ ที่ ราคาค่าเช่าบูชาตอนนั้นไม่มากมายเท่าไหร่ เป็นแค่หลักสิบ แต่กระแสความนิยมที่สูงขึ้นทุกวัน ๆ จนปั่นราคาค่าเช่าบูชา ปาเข้าไปเป็นหลักหมื่น หลักแสน จนผู้คนเหยียบกันตายเป็นที่น่าอเน็จอนาจไปแล้ว เมื่อคราวมีการแจกที่เมืองนครฯ จนต้องล้มเลิกงานไป หลังจากนั้นก็มีข่าวผุดขึ้นมาเป็นระยะ ระยะ ถึงการจัดสร้าง แล้วยิ่งสร้างก็ยิ่งมีกรรมวิธีแปลก ๆ แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเช่าเครื่องบินขึ้นไปบริกรรมคาถาเหนือฟ้า เหนือผ่านยอดเขาสูงสุดของขุนเขาสูงชัน ที่ตั้งตระหง่านในเมืองนครฯ นามเขาหลวง หากการจัดสร้างเหล่านั้น ก็ยังเป็นการปลุกเสกจากมวลสารต่างๆ ที่ไร้ซึ่งชีวิต แต่มาวันนี้ กำลังจะเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น กับความมัวเมา หลงใหลอย่างไม่ลืมหูลืมตากับวัตถุ แต่กำลังจะทำลายชีวิตหนึ่ง 1 ชีวิตพะยูน แลกจตุคาม ผู้สร้างจุตคาม รามเทพ รุ่นพระเทวราชโพธิสัตว์แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ระบุว่า จะนำสุดยอดชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์รวม 88 รายการมาปลุกเสก โดยในจำนวนนี้ ปรากฏชื่อว่ามี " น้ำตาพะยูน และไขปลาวาฬ " เป็นของศักดิ์สิทธิ์จากแดนใต้ มีคุณด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม รวมอยู่ด้วย
 ภาพจาก www.wildlifefund.or.th มันเกี่ยวกันตรงไหน
น.ส. กาญจนา อดุลยานุโกศล หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต เล่าว่า สมัยก่อนคนไทยภาคใต้เชื่อว่า น้ำตาพะยูนเป็นยาเสน่ห์ เนื่องจากลักษณะนิสัยของพะยูนเป็นสัตว์ที่มีความรักใคร่กันมาก หากลูกหายไป แม่ก็จะวนเวียนตามหาลูกอยู่อย่างนั้น จนทำให้ถูกจับได้ง่าย จึงอาจทำให้คนนำไปคิดว่าจะใช้ในการสร้างเสน่ห์ เท่าที่รับฟังจากคำบอกเล่า การจะได้น้ำตาพะยูนนั้นเป็นการทรมานสัตว์มาก เพราะต้องจับพะยูนขึ้นมาบนที่แห้ง และต้องตีให้เจ็บ เพื่อทำให้พะยูนมีเมือกหรือน้ำตาออกมา โดยได้ปริมาณน้อยแค่สำลีซับเท่านั้น ดังนั้นจึงถ้าเทียบไม่ได้กับการเสียชีวิตของมันที่นับวันจะเหลือน้อยเต็มที จากการสำรวจประชากรพะยูนในท้องทะเลไทยมีประมาณ 250 ตัวเท่านั้น โดยเฉพาะแถวพื้นที่จ.ตรัง ซึ่งยังมีแหล่งหญ้าทะเลอยู่
"เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อช่วง 14 ก.พ. ที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้รับซากลูกพะยูนความยาวเมตรเศษๆ มาจากเกาะในอ่าวพังงา พบว่า รอบดวงตาซ้ายและบนหัว เหมือนถูกของมีคมเฉือนหนังออกไป ส่วนตาขวาช้ำมาก มีรอยถลอก หรือผิวหนังหายไปเล็กน้อย ซึ่ง เป็นกรณีแรกที่ตายแบบไม่ปกติ เพราะถ้าเป็นการติดอวนหรือติดเบ็ดจะต้องมีร่องรอย"
นส.กาญจนา ย้ำว่า ไม่มีใครที่สามารถมีสิทธิ์ครอบครองพะยูนได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ยังมีชีวิตหรือแม้แต่ซากที่ตายแล้ว รวมทั้ง น้ำตา เขี้ยว หรือแม้แต่ชิ้นส่วนใดๆ ถือเป็นการทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายประมง ดังนั้นจึงขอให้ใช้ประชาชนใช้เหตุและผลก่อนตัดสินใจตามโฆษณาชวนเชื่อ และสนับสนุนการทำลายหรือการทรมานสัตว์ เพราะหากน้ำตาพะยูนหรือเขี้ยวพะยูนศักดิ์สิทธิ์ พะยูนก็คงไม่ตายลงปีละเป็น 10 ตัวหรอก
นางนิศากร โฆษิตรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สั่งให้จับตาอย่างใกล้ชิดว่าเริ่มมีพะยูนตายอย่างผิดปกติ หรือไม่ โดยเฉพาะใน บริเวณพื้นที่ จ.ตรัง ที่เป็นแหล่งอาศัยของพะยูนมากกว่า 100 ตัวรวมถึงบริเวณทะเลตราด จันทบุรี ซึ่งขอหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังและ คุ้มครองพะยูนอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ พะยูนจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิด 1 ใน 15 ชนิดของประเทศไทย และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในบัญชี 1 ของอนุสัญญาว่า ด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส ดังนั้นไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีการไหน หรือมาจากแหล่งไหนจากประเทศอื่นๆก็ถือว่าผิดกฎหมายทั้งสิ้น
ขณะนี้แม้จะยังเป็นเพียงข้อมูลจากการโฆษณา ซึ่งอาจจะนำมาใช้เพื่อสร้างความศรัทธาก็ตาม แต่เหตุผลที่จะนำพะยูนมาใช้เพื่อลักษณะดังกล่าว ทางทช.ไม่ยอมอย่างแน่นอน แม้ว่าตามข้อเท็จจริงอาจจะมีความเป็นไปได้น้อยที่จะหาจะนำน้ำตาพะยูนมาใช้ในพิธีกรรมดังกล่าว
 ภาพจาก ทะเลไทย.คอม
พะยูน (Dugong) หรือ แถบทะเลจันทบุรีจะเรียกว่า"หมูดุด"
พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเล เชื่อว่าพะยูนเคยมีแหล่งอาศัยอยู่บนบกและมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของช้าง เมื่อราว 55 ล้านปีมาแล้ว สายพันธุ์ของพะยูนได้วิวัฒนาการลงไปอยู่ในน้ำ และได้กลับขึ้นอยู่บนบกอีก เช่นเดียวกับพวกโลมาและปลาวาฬ พะยูน หรือ dugong, sea cow มีชื่อท้องถิ่นเรียกแตกต่างกันบ้าง เช่น ชาวจันทบุรีเรียก หมูดุด บางพื้นที่เรียก หมูทะเล และ วัวทะเล ทางภาคใต้นอกจากจะรู้จักชื่อหมูทะเลแล้ว แถบจังหวัดตรังและสตูลนิยมเรียก ดูหยง หรือตูหยง
พะยูนถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1776 โดยได้ตัวอย่างต้นแบบจากที่จับได้จากน่านน้ำแหลมกู้ดโฮป ถึงฟิลลิปปินส์ เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายโลมาและวาฬ เดิมพะยูนจึงถูกจัดรวมอยู่ในอันดับ (Order) เดียวกันคือ Cetacea แต่จากการศึกษาลักษณะโครงสร้างโดยละเอียดพบว่า มีความแตกต่างกันมาก
กระทั่งต่อมาในปี ค.ศ. 1816 De Blainville ได้เป็นบุคคลแรกที่แยกความแตกต่างระหว่างพะยูนกับโลมาและวาฬออกจากกัน และจัดพะยูนเข้าไว้ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกีบ (ungulates) ในอันดับ Sirenia โดยนับว่า พะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกันกับช้างมาก่อน รวมถึงการศึกษาซากโบราณของพะยูนชื่อ Eotheroides ในประเทศอียิปต์ ต่อมา มีวิวัฒนาการเพื่อให้อาศัยอยู่ในน้ำได้ดีขึ้น โดยที่ขาหลังจะลดขนาดลงและหายไปในที่สุด ส่วนขาหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะคล้ายใบพายเพื่อให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำ จากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นพะยูนในปัจจุบัน (อนุวัฒน์ นทีวัฒนาและปิติวงศ์ ตันติโชดก, 2523)
 ภาพจาก www.wildlifefund.or.th
พะยูน อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนทั่วโลก พบบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของทวีปอัฟริกาไปจนถึงทะเลแดง รอบๆ เกาะมาดากัสการ์ และอีกหลายเกาะในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศอินเดีย ศรีลังกา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลงมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เช่น นิวกินี บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิกเช่น หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะมาร์แชล สำหรับประเทศไทย เคยมีพะยูนมาอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้านของประเทศ แต่ปัจจุบันมีพะยูนเหลือแต่ทางด้านทะเลอันดามัน ชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศ มีแหล่งที่อยู่ที่สำคัญคือบริเวณชายฝั่งทะเลอุทยานแห่งชาติเจ้าไหมและเกาะลิบง จังหวัดตรัง ซึ่งล่าสุด เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2550 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและถ่ายภาพพะยูนที่กำลังขยายพันธุ์กันอยู่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจังหวัดตรังยังมีพะยูนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ล่าสุดจากการสำรวจพบว่ามีพะยูนอาศัยอยู่ประมาณ 148 ตัว
 ภาพจาก : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
พะยูนมีรูปร่างทรงกระสวย ค่อนข้างอ้วน หรือป่องตรงกลาง แต่ป้อมสั้นไม่เพรียวเหมือนปลาโลมา เนื่องจากส่วนหัวเล็กและสั้น ช่วงอกและท้องขยายกว้าง โคนหางคอดเรียวเล็กลง พะยูนมีช่วงคอที่สามารถขยับได้ทุกทิศทาง ผิดกับปลาวาฬและแมวน้ำ แม้ว่าจะมองดูเหมือนกับไม่มีคอก็ตาม ครีบอกที่มีรูปร่างคล้ายใบพาย และสามารถเคลื่อนไหวได้รอบทิศทาง
ความยาวลำตัวของพะยูนจะวัดจากปลายสุดของริมฝีปากถึงกลางแพนหาง โดยทั่วไปมีความยาวประมาณ 2.2-3.5 เมตร ขนาดวัดรอบอกประมาณ 1.6-2.5 เมตร ขนาดของลูกพะยูนแรกเกิดจะมีความยาวลำตัวประมาณ 1 เมตร น้ำหนักโดยทั่วไป ประมาณ 200-900 กิโลกรัม ลูกพะยูนแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ 15-20 กิโลกรัม
ผิวหนังของพะยูนหนามาก และมีเส้นขนหยาบแข็ง เป็นเส้นสั้นๆขึ้นกระจายอยู่ทั่วลำตัว เหมือนหนังของช้าง เส้นขนจะรวมกันเป็นกระจุกรอบๆปากทางด้านล่าง ขนรอบปากมีส่วนช่วยในการรับความรู้สึกขณะที่พะยูนหาอาหาร และอาจใช้ค้นหาหรือคัดเลือกอาหารด้วย
ตาพะยูนมีขนาดเล็กอยู่ 2 ข้างของส่วนหัว สามารถรับภาพได้ดีทั้งในน้ำและบนบก ตลอดจนสามารถมองเห็นได้ดีในขณะที่มีแสงน้อย พะยูนมีหนังตาบางๆเปิดปิดได้ เมื่อพะยูนอยู่เหนือน้ำนานๆจะขับเกลือแร่ออกจากร่างกายเพื่อรักษาระดับความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย โดยเกลือแร่ส่วนเกินจะถูกขับออกมาในรูปของน้ำเมือกออกมาทางลูกตา จึงคล้ายกับพะยูนร้องไห้เมื่อถูกจับได้
พะยูนจะโผล่หายใจเฉพาะส่วนบนของหัว และใช้เวลาหายใจเร็วมาก โดยใช้เวลาโผล่ขึ้นมาพ่นอากาศออกและสูดอากาศใหม่เข้าไปจะใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น แต่พะยูนจะมีปัญหาเรื่องการหายใจเมื่ออยู่ในทะเลที่มีคลื่นลมแรง
พะยูนชอบอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีระดับน้ำค่อนข้างตื้นประมาณ 1-12 เมตร โดยเข้าหากินตามแนวหญ้าทะเลที่มีความลึกประมาณ 1-3 เมตร และหลบหลีกศัตรูลงไปที่ความลึกราว 2-7 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลที่พะยูนชอบประมาณ 18-19 องศาเซลเซียส แต่แม้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลในเขตร้อนโดยทั่วไปจะประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ก็ตาม พะยูนยังคงอาศัยอยู่ได้ พะยูนเลือกที่อยู่บริเวณชายฝั่งที่มีน้ำทะเลขุ่นและค่อนข้างสงบ ปราศจากคลื่นลมรุนแรง เพราะจะง่ายต่อการทรงตัวในน้ำขณะกินหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารของมัน ว่ากันว่า "ที่ไหนมีหญ้าทะเลอุดม ก็มีแนวโน้มว่ามีพะยูนไปอยู่อาศัย"
 ภาพจาก : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
พะยูนออกหากินทั้งกลางวันและกลางคืน โดยจะใช้เวลาหากินวันละ 15-20 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ปริมาณอาหารประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อวัน พะยูนจะใช้ริมฝีปากที่หนาและแข็งแรง ดุนกินลำต้นหรือหัวของหญ้าทะเล ซึ่งฝังอยู่ใต้พื้นทรายเช่นเดียวกับการขุดหรือดุนหาอาหารของหมู จึงทำให้พะยูนมีชื่อไทยอีกชื่อหนึ่งว่า "หมูน้ำ" และด้วยพฤติกรรมการกินหญ้าเหมือนวัว จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Sea cow"
พะยูนสามารถซ่อนเร้นแฝงตัวในแนวหญ้าทะเล ด้วยการลอยตัวสงบนิ่ง โผล่เพียงรูจมูกทั้งคู่ที่อยู่ในตำแหน่งด้านบนขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำ โดยมิต้องโผล่ขึ้นมาหายใจทั้งหัวหรือทั้งตัวเลย อีกทั้งผิวสีเทาที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมทำให้ศัตรูมิอาจเห็นพะยูนได้ชัดเจนนัก ลูกพะยูนมักว่ายน้ำเกาะหลบอยู่บนหลังแม่เมื่อมีภัยมา เพราะภัยส่วนใหญ่มาจากทางด้านล่าง เช่น การโจมตีของฉลาม
เป็นเรื่องน่าเศร้า กับความงมงายของใครต่อใคร ที่หลงมัวเมาอยู่กับเทวาวัตถุ ทั้ง ๆ ที่มีพระพุทธรูปให้บูชาอีกมากมาย จนหลงลืมไปว่า หนึ่งชีวิตที่ต้องบูชายัญเพื่อการนี้ การสร้างสิ่งหนึ่ง แต่ต้องแลกด้วยชีวิตของอีกสิ่ง สมควรแล้วหรือ
ข้อมูลเกี่ยวกับพะยูน : www.wildlifefund.or.th สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง http://www.navy.mi.th/navyradio/news
 ภาพจากศูนย์ภาพเนชั่น
|