พิมพ์หน้านี้
|
วันแม่ปีนี้ หมุนไปหมุนมา กะว่าจะไปแบกเป้เดินตากฝน ที่อช.ขุนสถาน จ.น่าน ดินแดน ที่นักเดินป่ายังเข้าถึงไม่มากนัก แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ช่วงนี้คงไม่ให้ขึ้น เพราะฝนตกหนักบนยอดดอย อันตรายมาก ... แถมรถทัวร์ไป จ.น่านก็เต็มหมด ต้องไปสแตนด์บาย แต่ป๋มก็ยังจะไป คำตอบแบบนี้เอง ทำเอาเพื่อนป๋มชักหวาด ๆ ว่ามันเอาแน่ ก็โธ่ ป๋มไม่ได้แบกเป้เข้ามามาร่วม 4 เดือน ขืนคราวนี้ไม่ได้ไปอีก แบตเตอรี่ในตัวที่ใกล้อ่อนแรง อาจจะถึงขั้นหมดแรงเลยก็ได้ "เขาหลวง" ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในสมอง คิดถึง คิดถึงเขาหลวง งั้นไปนครศรีธรรมราชดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีรถไป เยอะคร๊าบบบ ป.1 ไม่มีก็เลื่อนชั้นไป ป.2 ส่วน v.i.p.หน่ะเร๊อะ ช่วงเทศกาลแบบนี้ ถ้าไม่ได้จองก็อย่าหวังเลย
แล้วระหว่างทาง ป๋มก็รีบโทรหา "ทาร์ซานบอย" เพื่อนนำทางขึ้นเขาหลวง นครฯ แบบด่วนจี๋ "วันแม่มีทริปขึ้นเขาหลวงป่าวหน่ะ" "มี... จะไปเหรอ" ตื่นเต้น ตื่นเต้น เจอเพื่อนใหม่ ๆ ท๊างงน๊าน แต่คุยไปคุยมา อย่างน้อย 2 คนก็เคยรู้จักป๋มผ่านเรื่องราวในบอร์ด ของ Trekkingthai.com ขำ ขำ ป๋มได้เพื่อนใหม่ที่น่ารักเสมอ ผ่านบอร์ดของ TKT ฮาร์ดคอร์ของคนเดินป่า
เป้าหมายวันแรก น้ำตกอ้ายเขียว -หนานระฟ้า จากขนส่ง เราออกเดินทางไป อ.พรหมคีรี เพื่อจัดเแจงสัมภาระ เตรียมเสบียง ทักทายเจ้าของบ้านตัวน้อย ก่อนที่รถจะไปส่งเราที่ทำการฯ หน่วย น้ำตกอ้ายเขียว ที่เราจะขึ้นเป้เดินเท้าเข้าป่าใหญ่กันเสียที อืมมม คราวก่อนป๋มมาแล้ว ก็ไปนอนดูดาวที่ลานกวาดไทร ซะตั้ง 2 คืน แต่คราวนี้เค้าบอกว่า นั่นหน่ะแค่ที่พักกินข้าวเที่ยง ต้องเดินต่ออีกเท่าตัว เพื่อไปนอนที่หนานระฟ้า .... ตายแน่ตรู ...นึกในใจด้วย พูดดังๆ ด้วย (ก็ไม่ได้เดินป่าตั้ง 4 เดือน แถมระหว่างนี้ไม่มีเวลาออกกำลังกายอีกตะหาก)
10 โมงกว่าๆ เราขึ้นเป้ เดินข้ามธารน้ำตก ไต่ระดับทางชันน้อยๆ วอล์มอัพ ไปตามสวนสมรม (สวนผลไม้ผสม) เดินไปหอบไป อาศัยว่าหยุดถ่ายรูปไปเรื่อย แล้วป๋มก็เดินรั้งท้ายกับพี่น้อย พี่ลูกหาบใจดี เห็นป๋มเหนื่อยแกก็เหนื่อยเป็นเพื่อน แถมจะช่วยแบ่งสัมภาระจากป๋มไปอีก แต่จะแบ่งไปได้ไง ของพี่แกก็หนักจะแย่แล้ว
(น่าเสียดายที่กล้องป๋มมีเกเร ภาพช่วงนี้หายไป 15 รูป จนช็อตสิงห์โตแน่ะ) หลังอิ่มหนำสำราญ เราก็เดินทางกันต่อ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลาย ที่พักคืนนี้ "หนานระฟ้า"
จากลานไทรกวาด เราตัดขึ้นทางชันอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ ชัน ๆ ๆ แต่ได้ยินทาร์ซานบอย บอกว่า"ยังสู้พรุ่งนี้ไม่ได้" .... ไม่เป็นไร เราเดินตามกลุ่มข้างหน้าไปห่างๆ "ทิ้งระยะเท่าเดิมเนอะพี่เนอะ" ไม่คิดเปล่า เราหันไปพยักเพยิดกับพี่น้อยหาแนวร่วมด้วย เพราะเราจะได้เดินไป ถ่ายรูปไป ระหว่างทางเรายังได้เจอธารน้ำ ใส ๆ ให้เอาตัวลงไปนอนแช่ แล้วยังลานหินกว้างๆ ชื่อ"ลานแสงจันทร์" มีหินก้อนมหึมา ประดิษฐานอยู่(คล้ายกับตรงน้ำตกหนานไม้ไผ่บนเส้นทางภูผาเมฆ(เขาล่อน) ส่วนหนึ่งของเทือกเขาบรรทัด แต่ที่นั่นจะมีน้ำล้อมรอบ ไม่เป็นลานหินแห้งๆ แบบที่นี่
จากลานแสงจันทร์ เราต้องเดินทางก้อนหิน เพื่อตัดข้ามไปอีกฝั่ง นั่นเจอลิ้นมังกรออกดอกสีส้มตั้ง 3 ดอก เราก็เลยหยุดถ่ายรูปซะหน่อย ก่อนจะไปทะลักทุเล เดินข้ามก้อนหิน เพื่อตัดไปอีกฝั่ง ดีที่ได้น้อง ช่วยดึงมือ ม่ายงั้น ขาสั้นๆ ของป๋มอาจจะก้าวพลาด ......
ผ่านลานหินเราไต่ขึ้นทางชัน(อีกแล้ว) เราเดินตามหลังไปห่างๆ กับพี่น้อย ก่อนจะโผล่ไปจะเอ๋ กับสิงห์โต ใช่แล้ว กล้วยไม้สิงห์โตอาจารย์เต็ม ที่ทำเอาดีอกดีใจ เรียงคิวถ่ายรูปกันไม่ยั้ง เจอดอกเดียวก็ชื่นใจ หายเหนื่อย (หุหุ ..ก็ได้พักถ่ายรูปตั้งนาน) ก่อนจะไต่ลานหินไปกันต่อ ไปได้ไม่ไกล เพราะมีมุมให้เล่นน้ำคลายร้อน เราเลยวางเป้ไปนั่งให้น้ำตกเล็ก ๆ หล่นใส่หัว สบายดีจัง แถมข้างๆ ยังมีกอดอกไม้สีชมพูของเทียนดอย เยอะแยะไปหมด บรรยากาศดีสุดๆ แต่โอ้เอ้ได้ไม่นาน ก็ต้องไต่ขึ้นทางชันข้างๆ น้ำตกเล็กๆ ไปกันต่อ ทางชันขึ้นเรื่อยๆ แต่ดีตรงที่ทางขึ้นเขาหลวง เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ให้เราได้อาศัยผ่อนแรง ด้วยการเกาะดึงตัวขึ้นพร้อมกันเป้อันหนักอึ้งบนหลัง ทริปหนัก ทริปสบาย ไป 3 วัน 5 วัน หรือแค่ 2 วัน ของในเป้มันก็ไม่ต่างกัน แถมหนักเหมือนกันอีก...ฮา เดินไป มองสูง มองต่ำ เหงื่อตกแล้วตกอีก ค่อยถึงทางไต่ลง ได้ยินเสียงปอแนถึก เรียกอยู่ด้านล่าง "เจ้มาดู "เอื้องวิลาสินี" เนี่ยะพี่เพชรบอกว่า ไม่ค่อยได้เห็นดอกมันหรอกนะ"
หลังรอ ปอแนถึกถ่ายรูปเสร็จ เราก็เดินไปกันต่อ คราวนี้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็โผล่ออกมาเจอกันธารน้ำตก ที่ทอดยาว ขึ้นไปเรื่อย ๆ สุดสายตาของเรา แน่แล้วววว... หนานระฟ้า เป้าหมายของเราคืนนี้
ถึงที่พัก เราจัดแจงสำรวจเนื้อตัว ไม่มีทากเกาะเป็นใช้ได้ ก่อนจะลงไปสำรวจ นั่งเล่น นอนเล่นในแอ่งน้ำใสๆ ดูผู้นำทริปกับลูกหาบ ช่วยกันหุงข้าว ทำกับข้าว ขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ลัดเลาะขึ้นไปถ่ายรูปน้ำตกใหญ่ แต่เราอยากนั่งแช่ในสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ สบายๆ ปล่อยอารมณ์เงียบๆ กลางป่าใหญ่ ๆ ซะมากกว่า "ช่างเหมือนโลกทั้งโลก เป็นของเราคนเดียว"
อยู่อย่างนี้ได้เป็นวันๆ ก็ไม่เบื่อ (แต่มันไม่มีจะกินนี่ดิ เรื่องใหญ่) พักใหญ่ๆ เราก็ค่อยไปหาทำเลผูกเปล มองไปมองมาเจอมุมดี มีหินก้อนใหญ่บังลม แถมเป็นกำบังตอนเราเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อีก....เจ๋ง เสียแต่ต้องเดินข้ามน้ำไปนอนนี่ดิ แถมตอนกลางคืน ...เฮ้อ....ไกลชาวบ้านอีกแล้วเหรอเนี่ยะ ตอนแรกก็ร่ำ ๆ จะหอบถุงนอนมานอนปลาทูกับน้องๆ แต่ไม่ดีกว่าอุตส่าห์กาง แถมกว่าจะไปลงเปล เราก็ตั้งวงคุยกันไปตั้งค่อนดึก
ผิดคาด เมื่อคืน ลมยังลอดเข้ามาข้างก้อนหินใหญ่ได้อีก แต่ก็ไม่ถึงกับหนาว แค่เย็นๆ ๆ จนไม่อยากดึงตัวเองออกมาจากถุงนอน แต่กลิ่นกาแฟกรุ่น ๆ ลอยมาปลุกเราถึงเปล จนต้องลงมาจัดการกับเจ้ากลิ่นหอมกรุ่นนี่ซะ 1 แก้ว ก่อนจะไปนั่งเอ้อระเหยริมหน้าผา คั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์ พร้อมๆ กับเป็นนางแบบที่ไม่บอบบาง ไปในตัว (แต่อย่าดูรูปเลยนะฮับ แด๋วตกใจ 5 5 5) เป้าหมายวันที่ 2 ยอดฝามี-ผาเหยียบเมฆ แล้วก็เช่นเคย ที่เราขอเดินปิดท้าย ด้วยอยากเดินเรื่อยๆ เหนื่อยๆ มากกว่าเร่งรีบ แล้วก็ไปข้ามธารน้ำตกเล็กๆ ไปอีกด้านหนึ่ง ขึ้นเนิน ลงเนิน จนไปตะลึง ตึง ตึง กับธารน้ำเล็กๆ แต่ก้อนหิน ท่อนไม้ เต็มไปด้วยมอส เขียวๆ ครึ้มๆ จนเราไม่อยากเดินไปไหนต่อ
เราเลยโอ้เอ้เช่นเคย 5 5 5 ให้คนอื่นเดินไปกัน เราก็ถ่ายรูปไล่ไปเรื่อยๆ ก่อนจะต้องเดินลัดเลาะไต่ก้อนหินที่แสนไม่ชอบ แล้วยังต้องระวังไม่วางเท้าไปบนมอสนุ่มๆ ไต่เลาะขึ้นไปสูงเอาการก่อนจะตัดขึ้นยอดเขากันอีกครั้ง ช่วงนี้ น้องธร มาเดินด้วย
สร้อยไข่มุก ระหว่างทางสวยงามเชียว ดอกกำลังบาน ทั้งสีชมพู และสีขาว เราก็เลยขอเสียเวลาถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก้มหน้าก็เจอขนุนดิน เงยหน้าก็เจอเอื้องพยัพหมอก แต่ดันอยู่สูง เลนส์ป๋มถ่ายไปก็เสียของ เลยไม่หยุดเสียเวลา ลุ้นถ่ายสร้อยไข่มุกดีกว่า แล้วยังยอดอ่อนสีแดงๆ ของบีโกเนียอีก เดินไป ถ่ายรูปไป จนความหิวมาเยือน คราวนี้ เลยต้องเร่งสปีดหน่อย แต่เรา 3 คนก็เดินหลงเทรลไปหน่อย เลยต้องมุดทางรก ๆ เพื่อลงไปจุดที่เป็นแอ่งน้ำกับเสียงเพื่อนๆ ด้านล่าง
แล้วจุดนี้ก็เป็นจุดกินข้าวเที่ยง ที่ทำแบบง่ายๆ ยำปลากระป๋อง บีโกเนีย กับปลาทอดกรอบ แล้วก็กับข้าวที่ทำไว้เมื่อเช้า (จริงๆ ก็ที่กินเหลือนั่นแหล่ะ 555) แล้วก็เป็นแอ่งน้ำสุดท้าย ที่เราต้องตุนน้ำดื่ม กับน้ำใช้บางส่วนขึ้นไปด้วย เพราะที่พักคืนนี้ไม่มีแหล่งน้ำ
เจอดงบัวแฉก พืชโบราณ ที่ยืนหยัดบนเขาสูง ป่าสูงในภาคใต้ยังมีให้เห็นแบบสมบูรณ์ๆ เพื่อนๆ ขึ้นเป้ไปแล้ว แต่เราขออยู่ต่ออีกหน่อย ด้วยหวังว่า ขุนเขาจะอวดโฉม พ้นสายหมอกให้เราได้ถ่ายรูปบ้าง แม้ละอองหมอกจะค่อนข้างจัด แล้วคำอธิษฐานในใจก็เป็นจริง เมื่อลมแรงๆ หอบสายหมอกพ้นทางไปได้หน่อย ให้เราได้เก็บภาพทั้งเนินลมฝน หุบเขา และอีกด้าน "ยอดฝามี" ยอดสูงสุดของเทรลนี้ สูง 1,600 ม.รทก.
ขอลมจัดๆ อีกสักหลายๆ รอบ ให้เมฆหมอกข้ามสันเขาได้ ขอเก็บภาพความยิ่งใหญ่ของขุนเขาอีกสักรอบเถิ๊ดดด เพี้ยง !!!! เรายืนรอจังหวะถ่ายรูปไป ลุ้นไป จนน้องลูกหาบ ขำขำ .....เห็นมั๊ยยย เจ้าพ่อเขาหลวงใจดีจะตายไป ส่งลมแรงจัด จัด พัดมา จนเราเกือบปลิว จนต้องนั่งยองๆ แต่ก็ได้ถ่ายรูปสมใจ 5 5 5 5
เมฆดำ ดำ มาอีกแล้ว เผ่นเถอะเรา เราหยุดถ่ายรูปเสียนาน จนเกือบลืม ถ้าน้องไม่เตือนให้เดินต่อ เดี๋ยวทิ้งระยะห่างเกินไป ไปก็ไป ด้วยความเสียดาย ที่ไม่ทันได้ถ่ายรูปตัวเองกับขุนเขาไว้สักกะรูป มัวแต่ถ่ายคนอื่น .... สงสัยเค้าอยากให้เราไปอีกเป็นแน่
จุดนี้เราต้องเดินลัดเลาะ ตัดไปขึ้นยอดสูงสุด ระหว่างทางทำเอาเราเดินช้าไปอีก ด้วยกอบีโกเนียดอกสีส้ม ใบสวยๆ จนขอแวะถ่ายรูปอยู่ร่ำไป แถมป่าช่วงนี้ เริ่มเข้าเขตป่าโบราณ ต้นไม้เริ่มใส่เสื้อกันหนาว กอมอสหนานุ่มปกคลุมลำต้น มองไปทางไหน เจอแต่สีเขียวๆ เย็นใจ
ปกติฝนไม่ตกก็เดินยากอยู่แล้ว พอเจอฝน คราวนี้เราเล่นจับกบกัน ยอด 1,600 ไม่ต้องแวะก็ได้ ภาพคราวก่อนยังจำติดตา ตัดลงไปผาเหยียบเมฆเลยดีกว่า กับทางดิ่งๆ ชันๆ ลมแรงๆ เดินๆ ๆ แต่พอฝนซา ป๋มก็อยากถ่ายรูปอีกนั่นแหล่ะ ...
จนโผล่ไปถึงสันเขาแคบๆ ต้นไม้แคระ ดงบัวแฉกใบใหญ่ นี่เราเข้าใกล้เข้าไปทุกที เลยไม่ต้องรีบร้อนเดินแล้ว ก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปนานหน่อย ก็เพราะต้องรอจังหวะ กว่าที่สายหมอกระลอกใหญ่ ระลอกแล้ว ระลอกเล่าจะผ่านพ้นไป
สุดท้ายก็ได้ภาพเพื่อนๆ เริงร่าอยู่บนสันเขาแคบๆ ที่พักค่ำคืนนี้ แต่หน้านี้ เป็นหน้าลม ที่ลมแรงจัดๆ เป็นอันว่าหมดสิทธิ์กางเต้นท์ หรือผูกเปลกันบนนี้แน่นอน เพราะขนาดยืนยังแทบจะเซล้มตอนที่ลมกระโชกเข้ามา....สุดท้ายเลยต้องนอนปลาทู อยู่ริมหน้าผา ตรงที่กินข้าวเย็นแทน อากาศบนนี้ นอกจากลมแรงจัดแล้ว ยังเย็นมาก ๆ ดีนะที่รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโรยแป้งให้สบายตัว
หลับเมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็ฟ้าสาง แสงส้มๆ ลอดใต้ฟรายชีทเข้ามา จนเราต้องเด้งตัวเอง คว้ากระเป๋ากล้อง ปีนขึ้นไปบนสันเขา ท่ามกลางลมแรงๆ จนต้องนั่งถ่ายรูปตลอด รอจังหวะลมพัดหมอกหลบไป แต่เมฆก้อนใหญ่ๆ ก็เยอะ จนบดบังดวงอาทิตย์กลมๆ ยอมแค่ให้ปล่อยแสงลอดออกมาได้บางส่วนเท่านั้นเอง
เช้านี้เรามีเวลาพักผ่อน เดินเล่น ทั้งๆ ที่ไม่มีที่จะเดิน เลยได้แต่ปีนขึ้นไปถ่ายรูปวิวขุนเขาเก็บไว้ในกล่องความทรงจำเล็กๆ เพราะสายๆนี้ เราคงต้องจากไปแล้ว แต่ผาเหยียบเมฆ ณ วันนี้ กลับไม่มีใครอยากลงไปแอ็กชั่นให้ถ่ายรูป ด้วยลมที่กระโชกแรงมากๆ นั่นเอง
หลังชักภาพเป็นที่ระลึก เราก็เดินทางกันต่อ คราวนี้ลัดเลาะไปตอนริมผาอย่างแท้จริง ซึ่งป๋มเคยไปเมื่อ 5 ปีก่อนยังไง คราวนี้มันก็ยังเป็นอย่างนั้น เพียงแต่เดินย้อนเส้นทางกันในช่วงจากผาเหยียบเมฆ ไปลงที่บ้านวังลุง คราวนี้ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ลัดเลาะช้า ๆ ยังไงก็ถึงเหมือนกัน ส่วนตัวป๋มวันนี้ไม่ขอถ่ายรูปหล่ะ เพราะกล่าวจะหยิบกล้องเก็บกล้อง ก็ต้องวางเป้อีก แล้วที่สำคัญ ไม่อยากหยุดนาน ก็เพราะทากชุมมากๆ วันนี้เดินไปเดินมา ป๋มเลยเดินเกาะกลุ่มแรกไปเรื่อย แต่ไม่รู้เดินยังไง หลงเทรลเฉย หลุดไปคนละแยก ของเนินเขา ยังดีมีพี่พัฒน์เดินตามมาด้วย พี่พัฒน์ว่า มันต้องตัดออกซ้าย อ้าว ซ้ายก็ซ้าย เราก็เดินตัดไปเพื่อให้ขึ้นเนินด้านซ้ายมือ เลาะทางรก ๆ ไปไกลเอาการ ก็เจอเทรล ฮี่ๆ ๆ คราวนี้ถูกทาง แต่เดินไปเดินมา ก็ชักจะ งงๆ กันอีกรอบ เจอลูกไม้สวยๆ แต่ท่าทางกินไม่ได้ คุยไปเดินไป ตามเทรลเล็ก ๆ เท่าที่เราเจอรอยเท้า แต่พี่พัฒน์หน่ะจำธารน้ำเล็กๆ ได้ บอกถ้าข้ามธารน้ำก็ใช่ ปรากฎว่าข้ามไปได้ไม่นาน ก็เจอน้องธร เดินมาตาม " โธ่ ใครว่าพี่วิกกี้เกาะรอยเก่งเนี่ยะ" หลังรอเพื่อนๆ เดินมากันทัน เราก็ไปกันต่อ จุดหมายน้ำตกด้านล่าง แวะกินข้าวเที่ยง ก่อนเดินออกจากป่า ถึงจุดหมายเท่านั้นแหล่ะ ป๋มขอถอดรองเท้าเช็กทาก เสร็จ ก็ลงนอนแช่น้ำก่อนเลย โอ๊ยยยย ร้อนจนเครื่องจะฮีทแล้ววว
นอนมองฟ้าสวยๆ ไปเรื่อย เมฆระยอดไม้ สวยจริงๆ ... ใครว่าเมฆที่ไหนก็เหมือนกัน แต่เราว่าไม่เหมือนเสียหน่อย อยู่ที่ไหน ป่าไหน ก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มื้อเที่ยงนี้ เรากินข้าวกันง่ายๆ เช่นเคย เพื่อความสะดวก แล้วจะได้มีเวลาพักเยอะๆ ก่อนจะต้องเดิน ๆ ๆ ๆ กันต่อไป เพื่อให้ออกถึงชายป่าให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้เตรียมตัว อาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนเสื้อผ้า เดินทางกลับ เพราะจองรถไว้เที่ยว 17.00 น. แล้วเราก็ใช้เวลาราวชั่วโมง ก็โผล่ออกมาถึงสวนสมรมเสียที กับเท้าที่เริ่มบอบช้ำเพราะตอนจิกเดินลงเขานั่นแหล่ะ หุหุหุ ปิดทริปนี้กับริ้วรอยกิ่งไม้และหนามหวายขีดข่วน 2 แขน กับเล็บเท้าที่เสียไป 2-3 เล็บ(อีกแล้ว)
รอยริ้ว แขนเกี่ยว ขวากหนาม "เขาหลวง" ป่านี้ลึกลับ สวยงาม น่าหลงใหล พันธุ์ไม้สารพัด เฟิร์นที่ป๋มชอบก็เยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะเฟิร์นสีฟ้า (blue fern) หรือร้านขายต้นไม้เรียก "เฟิร์นปีกแมลงทับ" แต่ชาวบ้านเค้าเรียกหญ้ารังไก่ เจอเป็นกอใหญ่ ๆ ชายป่า หรือจะเฟิร์นนาคราชใบละเอียด-ใบหยาบ, เฟิร์นพญานาคราช ที่ว่ากันว่ารากของมันกันสัตว์มีเขี้ยว และสุดยอดก็เฟิร์นต้น "มหาสะดำ" หรือ "หัสดำ"(ตามหนังสือของ อ.จารุพันธุ์ ทองแถม) ที่ร่มใบสวยงาม และขอบคุณ เพื่อนร่วมทางทุกคนที่ช่วยแต่งเติมให้ทริปสวยงาม การเดินป่าอยู่ที่มุมมอง ความสวยงามบ้างว่ามักอยู่ยอดๆ แต่ส่วนตัวมองว่า ความสวยงามอยู่ตามรายทางที่สองเท้าก้าวผ่าน ถ้าเรารู้และสนใจเรื่องอะไรสักอย่าง เช่นต้นไม้ ดอกไม้ กล้วยไม้ เฟิร์น ... การเดินป่าก็จะสนุกและได้ความรู้ยิ่งขึ้น ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ Gallery นะฮับhttp://www.oknation.net/blog/vickie/gallery/9928 |