|
 ลัดเลาะตามธารน้ำกลางป่าลึก เพื่อหาทางตัดขึ้นยอดเขาสระ
เมื่อแรกที่เอ่ยถึงเขาสระ วิกกี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่เพื่อนปลายสายที่โทรมาชวน บอกว่า มาเถอะ มาช่วยสำรวจเส้นทางสำหรับท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ของชุมชนลานวัดตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการล่าสัตว์ ตัดไม้ทำลายป่า ทริปคร่าวๆ 5 วัน 4 คืน ป๋มตกปากรับคำทันที แต่ไม่นานมีเพื่อนอีกก๊วนโทรมาถามพร้อมสนใจขอไปด้วย ...เอาซิ แต่ไม่รู้เส้นทางนะ เตรียมตัวเต็มสตรีมแล้วกัน เอาแบบคล่องตัวหน่อย เพราะมันคงไม่ต่างจากเขาร้อน (ภูผาเมฆ) ที่เราไปเดินกันมาหรอก และเมื่อวันแรกเดินถึงได้รู้ว่า "เส้นทางโหดๆ และป่าดิบๆ มันเป็นอย่างไร"
เราเลือกช่วงวันแรงงานเมื่อปี 2003 ไปกัน ทั้งหมด 13 คน พร้อมด้วยคนนำทาง จากชุมชนลานวัดตะโหมด กับเทรลเดิน เริ่มจากป่ายาง"บ้านโล๊ะจันกะ" เลาะตะเข็บจังหวัดพัทลุง ไปออกที่บ้านตระ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง แล้วตัดขึ้นยอดเขาสระ กลับมาลงฝั่งอ.ตะโหมด จ.พัทลุง 4 วัน 3 คืน ก็น่าจะพอ รายละเอียดป๋มคงไม่ขอเล่าอีกนะฮับ เขียนไว้นานแล้วเป็นเรื่องเล่าเดินทางกับรูปเพียบๆ ในเว็ป Trekkingthai ตาม link แกะรอยเขาสระเขาบรรทัด ว่าแต่อย่าเพิ่งใจร้อนหล่ะ อ่านเรื่องราวที่ป๋มเล่าก่อน ค่อยคลิกนะขอรับ จะได้อรรถรสเพิ่มขึ้น

เพราะเรื่องราวที่จะเล่านี้ วิกกี้ไม่ได้เขียนไว้ในบันทึกเดินทาง ยกมาเล่าเน้นๆ เฉพาะความลี้ลับ ที่เพื่อนๆ ร่วมทริป และตัวป๋มเองประสบนะขอรับ วันแรกของป่าที่เขาบรรทัด เราออกเดินกันตอนบ่าย ข้ามธารน้ำชายป่า ไปนอนกันริมธารน้ำตก ในป่าไม่ลึกนัก ป๋มแอบอิจฉาเพื่อน"ผู้ชายสีน้ำทะเล" แต่พวกเราเรียกกันย่อๆ ว่า "ชายน้ำ"ไปผูกเปล อยู่ริมธารน้ำตกที่ไม่สูงนัก และตรงนั้น เป็นลานหินกว้าง ๆ จนเกือบจะไปขอคอนโด(ผูกเปลเป็นชั้นๆ ซ้อนกันหน่ะ) แต่ไม่เป็นไร ทริปนั้นป๋มเอาเตนท์ไป ขอนอนเต้นท์แล้วกัน ยันเช้าถึงได้รับรู้เรื่องราวจากเพื่อนชายน้ำ ที่บอกว่า" เมื่อคืนผมได้ยินพระสวดทั้งคืนเลย" "เฮ้ยยย เจงดิ" พวกเราหลายคนร้องเกือบพร้อมกัน "สวดว่าไง" "จำไม่ได้ แต่มันเป็นบทสวดแหล่ะ ผมเองก็เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกเหมือนตรงลานหินหน่ะ มีพระมานั่งสวดอยู่เต็มไปหมด" ชายน้ำขยายความ "โอววว พระเจ้า" ดีนะที่วิกกี้ไม่ไปขอคอนโดด้วย เท่านั้นไม่พอ คืนถัดมา หลังที่เดินผ่านป่าดิบ จนไปทะลุออกหมู่บ้านชายป่า ที่บ้านตระ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง คืนนี้เรานอนกันที่บ้านพี่ศรี สามีเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย สมัยอยู่ป่าร่วมรุ่นกับ พวกชำนิ+ ประพัฒน์ นั่นแหล่ะ รูปวาดสมัยก่อนเป็นรูปค่ายในป่า แขวนติดข้างฝาบ้านไว้ บ่านพี่ศรียังไม่มีไฟฟ้าใช้ เราอาศัยจุดเทียน ล้อมวงกินข้าว พูดคุยยามค่ำคืน ..... รวมถึง เสือสมิง...
พี่ศรีเล่าให้ฟังถึงความลี้ลับของป่าเขาสระ ที่ยังมีงูตัวใหญ่ขนาดต้นไม้ ที่เคยเจอนอนขวางถนน รวมถึงหมีควายตัวใหญ่ ที่พี่ศรีเคยไปจ๊ะเอ๋มาพร้อมกับพี่สะใภ้ แต่โชคดีที่เจอกันตรงชายน้ำ แต่พี่แกก็ตกใจ ตกลงไปในน้ำ เจ้าหมีก็ตกใจ เลยเพ่นไปอีกทาง ...
"เดินป่าที่นี่ ตอนกลางคืนก็เกาะกลุ่มกันไว้นะ นอกจากหมีแล้วยังมีเสืออีก ไม่นานมานี่ ก็มาเอาแพะไปกิน" พี่ศรีเล่าให้ให้ป๋ม ที่บังเอิญขึ้นบ้านไปนั่งคุยกับพี่เค้า ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังล้อมวงบรรเลงกีตาร์ด้วยสำเนียงท้องถิ่น อยู่ใต้ฟรายชีตตรงลานหน้าบ้าน แล้วจู่ๆ พี่ศรี ก็เล่าถึงเรื่องเสือสมิง ที่ป๋มเองก็เคยอ่านแต่ในการ์ตูน กับแม่เล่าให้ฟัง "ทวดพี่ ตอนแรก ๆ ก็อยู่บ้านด้วยกันนี่แหล่ะ แต่จู่ๆ วันหนึ่ง เค้าก็มีอาการแปลก เริ่มเงียบ ไม่พูดไม่จา แล้วก็ชอบไปอยู่คนเดียวท้ายไร่จนค่ำมืด ค่อยกลับมา ตอนหลังก็ไปปลูกกระต๊อบอยู่ที่นั่นคนเดียว ลูกๆ หลานๆ ก็เอาข้าวเอาน้ำไปส่ง หลัง ๆ เห็นมีขนออกมาตามซอกนิ้ว แล้วก็ซอกหูด้วยนะ ตอนที่มีขนงอกมานี่ พอมีคนเอาข้าวเอาน้ำไป แกก็เผ่นเข้าป่า "เค้าลือกันว่าเป็นเสือสมิง" จนตอนหลังไม่มีใครกล้าไปหา แต่แกก็ไม่ได้ทำไรใครนะ" พี่ศรีหยุดเล่า พร้อมกับป๋มหายใจเฮือกใหญ่ แสงเปลวเทียนที่จุดอยู่เล่มเดียว พริ้วไหวจากกระแสลมที่พัดวูบเข้ามา จนเสียวสันหลัง อยากจะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ก็อดถามไม่ได้ "แล้วมีใครเคยโดยทวดเล็กเล่นงานมั๊ย หรือเคยเจอตอนที่บอกเป็นเสือสมิง"
"มีเหมือนกันที่ มีพวกเกเรเข้ามาขโมยหรืออะไรสักอย่างนี่แหล่ะ ก็มีคนไปขอทวดเล็กช่วย ทวดเล็กก็มาช่วย" แต่พี่ศรีก็ไม่บอกละเอียดว่า ช่วยจัดการอย่างไร "ทวดพี่ชื่อเล็ก" พี่ศรีพูดพร้อมกับมองหน้าป๋ม ป๋มเองถึงกับสะดุ้งเฮือก "เอ่อ...พี่คะ หนูก็ชื่อเล็ก แต่ไม่เกี่ยวนะคะ" ป๋มรีบชี้แจง ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องพูดคุย เพราะไม่อยากกลัวจนไม่กล้าเข้าป่าพรุ่งนี้ แต่สิ่งที่รับรู้ก็ใช่ย่อยไปกว่ากัน "เดินป่านี้ก็อย่าทิ้งกันนะ...พวกสัตว์ป่ามันยังมีอยู่"

แล้ววันรุ่งขึ้น ก็คงเป็นอีกหนึ่งวันของการเดินป่าแห่งนี้ ที่พวกเราชาวคณะคงไม่ลืม เราเริ่มขึ้นเป้กันแต่เช้า แต่เส้นทางวันนี้ทำให้เราทำเวลาไม่ค่อยได้ เพราะต้องเดินลัดเลาะตามก้อนหินกลางธารน้ำ บางทีก็ต้องลุยไป แต่โทษที หินลื่นโคตรๆ จนเพื่อนป๋ม GTO ออกปาก "หินที่นี่ เวอร์จิ้นทุกก้อนเลยเนอะ"
และคืนนี้แหล่ะ ที่เราชาวคณะต้องอดข้าว อดน้ำ ประทังชีวิตด้วยน้ำหวายทีละหยด ทีละหยด เพราะเสียเวลากับเส้นทางไต่เชือกขึ้นหน้าผา แล้วยังถ่ายรูป"รองเท้านารีคางกบใต้" กันอีกนานๆ แถมวันรุ่งขึ้นก่อนออกจากป่า ราวเที่ยง เจอฝนตกหนักด้านบน แล้วน้ำป่าก็ทะลักมา จนเราต้องจ้ำพรวด ๆ เร่งรีบข้ามน้ำ ตัดขึ้นเขา กว่าจะออกมาชายป่าก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มครึ่ง ไฟฉายทยอยออกมาส่องสว่างๆ 1กระบอกต่อ 2-3 คน เพื่อเซฟแบตฯ เดินไปสะดุดไป ชนิดที่เพื่อนป๋ม"Titan" ออกปาก "ผมเดินด้วยใจเลยนะเนี่ยะ"
ผลพวงหลังจากกลับมา - พี่ Kobtrekking เจอเห็บลบเข้าที่ซอกหู กว่าจะหาตัวการเจอ ต้องไปเจาะเลือด นอนดูอาการอยู่ที่ รพ.เพชรบุรีไปหลายวัน จนหมออ่อนใจ
- ชายน้ำ ต้องไปนอนเวชศาสตร์เขตร้อน ตามแรงบังคับ หลังมีอาการไข้ขึ้น ซึ่งป๋มห่วงว่าจะเป็นสคับไทฟัส (สาเหตุจากไรอ่อนกัด) แต่ทางเวชศาสตร์ไม่สรุปผลบอกก้ำกึ่งระหว่างสคับฯ กับไข้เลือดออก
- Titan เกิดอาการไข้ขึ้นเหมือนกัน เลยขอบึ่งจากระยอง มาเจาะเลือดตรวจที่เวชศาสตร์เขตร้อนอีกคน เพราะกลัวจะเป็นเหมือนกัน หลังป๋มขู่ไว้ แต่ดันเขินพยาบาลที่พลิกหาร่องรอยซะหมดเปลือก
- ส่วนตัวป๋มเองก็เฝ้าสังเกตุอาการ ผ่านพ้น 2 อาทิตย์ก็สบายใจ ... ท่าทางเชื้อป๋มจะแรงกว่าเชื้อป่าไปซะแล้ว
 บรรยากาศทริป 2 ตัดต่อโดย "ต้นทีเอ" แต่....ยังไม่เข็ด ถัดมาอีก 3 เดือนไม่เต็มดี วันแม่ 12 สิงหาคม 2546 เราก็นัดพลพรรคไปกันอีก หากแต่เป้าหมายเปลี่ยนไป ครั้งนี้ ขอแค่ 3 วัน 2 คืน และเป็นคนละยอดกับเขาสระ พรานเอียด เป็นคนนำทางตามเคย คราวนี้ เจ้าของเว็ป" Trekkingthai.com" ไปด้วย พลพรรค 10 คน .... แต่เรื่องเล่านี้ วิกกี้มารู้ก็จากปากเพื่อนที่เล่าให้ฟังหลังออกมาจากราวป่าแล้ว... เส้นทางนี้ เริ่มเดินจากน้ำตก"ลาดเตย" ลัดเลาะเข้าป่าดิบ ลึกเข้าไปเรื่อยๆ คืนแรกผ่านพ้นไปกับความทรงจำดีๆ ที่เรานั่งพูดคุย ร้องเพลงเล่นกัน บนก้อนหินกลางธารน้ำ กระทั่งวันที่ 2 เราเริ่มออกเดิน เป้าหมายขึ้นยอด ซึ่งเป็นคนละยอดกับเขาสระ เราเดินกันไมต่ำกว่า 4 เนินเขาชันๆ ช่วงก่อนเที่ยง เจอฝนตกหนัก ขนาดจะกินข้าวยังต้องยืนๆ นั่งๆ กันกลางฝน ซึ่งป๋มชอบเดินตากฝน สียแต่ทากเยอะโคตรๆ ไม่ต่างจากทริปแรกเท่าไหร่ หลังข้าวเที่ยง เราก็เร่งเดินกันต่อ ไม่ค่อยได้หยุดพูดจา กระทั่งเลาะอ้อมเขามา ทุกคนก็พากันหัวเราะ "เฮ้ยยย เดินแทบตาย นั่นมันที่เรานอนกันเมื่อคืนนี่นา"
พระเจ้า อุตส่าห์เดินจ้ำกันแทบตาย เพราะหวังว่าจะได้ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกบนหน้าผา ที่ไหนได้ แต่ท่าทางจะมีแต่พรานเอียด ที่ดูสีหน้าเครียดทีเดียว ขณะที่พวกเราหัวเราะ ๆ ให้กำลังใจแก ไม่เป็นไร เริ่มเดินกันใหม่
คราวนี้เดินกันไม่พูดไม่จา ได้ยินแต่เสียงน้ำที่เราย่ำไป จ๋อม... จ๋อม ...จ๋อม บราบาร่า สาวเยอรมันที่หลงมากับวิกกี้ ออกปาก "ยูแน่ใจนะว่าไม่หลงอีก" "แม่นแว้ว หลงเดี๋ยวก็รู้" แต่สุดท้ายก็ไปได้ที่นอนริมธารน้ำเหมือนเดิม
หลังมื้อค่ำ เรานั่งล้อมวงคุยกันสรรพเพเหระเช่นเคย "เจ้ ... แป็กปวดฉี่ ไปเป็นเพื่อนหน่อย" "ไปดิ" ว่าแล้วป๋มก็ฉายไฟ เดินไปเป็นเพื่อนน้อง มุดต้นไม้ ดงไม้ ไปไม่ไกลนัก เรื่องชวนกันไปปลดทุกข์สำหรับผู้หญิงถือเป็นเรื่องปกติ แต่หารู้ไม่ว่า น้องป๋มเกิดอาการแปลกๆ
"พี่ชายน้ำ พี่ได้กลิ่นดอกไม้ป่ามั๊ย" เจ้าแป็กถามขึ้นมา หลังกลับมานั่งที่วง แต่ไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เมื่อชายน้ำบอกว่าได้กลิ่น แล้วก็หยุดพูดไป ในขณะที่คนอื่นๆ กลับไม่ได้กลิ่น .....
ตอนออกจากป่ามา แป็กค่อยเล่าให้ฟังว่า กลิ่นดอกไม้ป่ามันค่อยๆ แรงขึ้น แรงขึ้น จนกลัวว่าจะไม่ใช่แค่ดอกไม้ป่าซะกระมัง
วันรุ่งขึ้น .... เราเดินทางต่อ เป้าหมายคือขึ้นเขาไปชมวิวอาทิตย์ตก โดยเราจะไปพักเป้ตั้งแคมป์ ริมธารน้ำตกด้านล่าง แล้วเดินตัวเปล่าขึ้นไปชมวิว ระหว่างทางป๋มคุยกับพรานเอียด ได้ความว่า บนยอดนี้ไม่ต่างจากยอดเขาสระ ป๋มเลยเปลี่ยนใจ เพราะความที่กลัวทาก เนื่องจากตลอดทางที่มาก็เยอะ แล้วแน่นอนเส้นทางดิบๆ แถมได้น้ำฝนไปกระตุ้นแบบนั้น ยิ่งน่าจะเยอะ พอถึงจุดที่พักตั้งแคมป์ "โอววว ช่าวเหมืองสวรรค์บนดิน" นี่เลยธารน้ำใสๆ ไหลเอื่อยๆ แบบนี้แหล่ะ ที่ชอบ "เอาเป็นว่าวิกกี้ไม่ขึ้นไปนะ เดี๋ยวรออยู่ที่แคมป์แล้วกัน" ป๋มพูดขึ้นโดยไม่นึกกลัวอะไร แต่แล้ว พรานเอียดก็ทิ้งลูกหาบทั้งหมด 3 คน ไว้กับวิกกี้ "อ้าว ไม่เป็นไรพี่ วิกกี้อยู่ได้ สบายมาก เดี๋ยวทำกับข้าวรอ" เพื่อนๆ เตรียมกล้อง เตรียมเสบียงเล็กน้อยขึ้นไปตามธารน้ำ ก่อนจะไต่ทางชันๆ ขึ้นเขากันไป ซึ่งป๋มก็ไม่อาจจะบรรยายเส้นทางได้ เพราะไม่ได้ไปด้วย ขณะที่เค้าไม่อยู่กัน ป๋มก็รู้สึกเหมือนป่านี้เป็นของเรา ชงกาแฟ ไปนอนจิบแช่น้ำเล่น ใกล้กับที่ผูกเปล ซึ่งป๋มเลือกทำเล ริมน้ำ ห่างจากเพื่อนๆ ไม่มากนัก คืนนี้...ป๋มจะนอนฟังเสียงน้ำไหล  มุมผูกเปลนอนริมธารน้ำของป๋ม ..สวรรค์กลางป่าจริงๆ
จนคล้อยบ่ายฝนตกหนักมาก จนต้องมานั่งจับเจ่า ต้มถั่วเขียว รอเพื่อนๆ แล้วก็ทำกับข้าวไปด้วย คุยกับพี่ๆ ลูกหาบ สารพัด ราว 4 โมง เพื่อนๆ ก็ลงมาสภาพมะล่อกมะแล่ก ไปอาบน้ำอาบท่า ปลดทาก ที่โดนกันไปคนละหลายแผล "เจ้รู้ป่าว ทำไมพี่เอียดเค้าถึงทิ้งลูกหาบไว้กับเจ้หมดเลยอ่ะ "ไม่รู้อ่ะ ให้ช่วยหากับข้าวมั้ง" วิกกี้ว่า "ไม่หรอก ตอนขึ้นไปข้างบนนะ ฝนตกหนักมาก ไม่เห็นอะไรเลย แล้วพี่เอียดก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนฝันว่าเจ้าป่ามาหา แล้วก็ถามว่า ขึ้นเขาวันนี้อยากเห็นวิวเปิดหรือเปล่า ถ้าอยากเห็น ก็ให้ทิ้งลูกไว้ให้คนนึง"
"แล้วพี่เอียดเล่าหรือเปล่าว่าว่าแกตอบว่าไง" ป๋มรีบซักทันที เพราะมันอาจจะหมายถึงตัวป๋มเอง หรือลูกชายพรานเอียด ที่ติดสอยห้อยตามเข้าป่าด้วย
"แกบอกไม่ยอม นี่ไง สงสัยที่ฝนตกนี่มีส่วนหรือป่าวไม่รู้ ก็ตอนเที่ยงหน่ะ แดดแจ๋เลยนะเจ้ แล้วพอพี่เอียดเล่าเสร็จนะ ทุกคนมองหน้ากันแล้วก็พร้อมใจกัน....ไป....กลับ....ไม่ดูแล้ว" GTO เล่าให้ฟัง เจ้าแป็กรีบเสริม"โหเจ้ตอนขึ้นนะเดินกันเป็นชั่วโมงชั่วโมง ขาลงนี่ ครึ่งชั่วโมงเองได้มั้ง" 5 5 5 เพราะนอกจากเรื่องที่พี่เอียดเล่าแล้ว ทางยังลื่นโคตรๆ อีก
จากนั้นก็เลยกลายเป็นเรื่องเล่าขำขำ ที่แต่ละคนลื่นกันลงมา แถมด้วยทากเจาะอีกหลายแผล จนป๋มลืมเรื่องฝันของพรานเอียดไปเลย
 หัสดำ...เฟิร์นต้น
คืนนี้ ป๋มไปนั่งคุยกับพี่ 501 และพี่รามสูร ที่มุมผูกเปลของพี่เค้าพักหนึ่ง แล้วก็ค่อยเดินไปรวมกลุ่มใหญ่ นั่งร้องเพลง คุยกัน เขียนโปสการ์ด ตามแต่ใครจะอยากทำอะไร
"เฮ้ย" เสียงเจ้าแป็กร้องขึ้นมา ทุกคนหันไปมอง ก็เห็นมันเงยหน้ามองต้นไม้ แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ ป๋มก็มองมั่ง แต่ด้วยอารมณ์ต่างกัน "เสียดายจัง ต้นไม้ทึบๆ ไม่รู้พระจันทร์จะโผล่มาเหมือนคืนแรกหรือเปล่า" "ทำไมต้นไม้ต้นนั้น มันไหวอยู่ต้นเดียวหล่ะ" GTO เพื่อนอีกคนพูดขึ้นมา จนเจ้าแป็กท้วงว่าห้ามทัก แต่แปลกที่คนอื่น รวมทั้งวิกกี้เอง กลับไม่เห็นความผิดปกติอะไร
คืนนี้เช่นเคยที่วิกกี้เดินไปขึ้นเปลคนสุดท้าย แถมอยู่ไกลเพื่อน ข้อสำคัญคือ เพื่อนที่ผูกเปลใกล้ๆ กัน ดันหนีไปนอนกับลูกหาบ กลายเป็นว่า ป๋มนอนอยู่ริมธารน้ำตรงนั้นคนเดียว กับเรื่องเล่าเสียวสันหลังเมื่อตอนออกจากป่า .... คราวนี้มาจากปาก "ต้นทีเอ" "เจ้...เมื่อคืนนี้ ตอนก่อนนอน ต้นได้ยินเสียงคนเดินทวนน้ำตรงแถวเจ้ผูกเปลนั่นแหล่ะ" "เฮ้ย เจงดิ พี่แก้วไปจับกบหรือเปล่า พี่ได้ยินเค้าชวนๆ กัน" "ไม่ใช่หรอก ต้นได้ยินตอนเดินไปเตรียมที่นอนแล้วก็จะเรียกเจ้มานั่งคุยกันหน่ะ ตอนต้นขยับเปลหน่ะก็ได้ยินเสียงเดินทวนน้ำ อยู่ไกลเหมือนกัน ก็ฉายไฟไปดู เสียงก็เงียบไป ต้นก็หันมาเอาถุงนอนออก ทำเปล กะว่าจะมาถึงก็นอนได้เลย คราวนี้เสียงมันเข้ามาใกล้อีก แต่พอต้นฉายไฟไป เสียงก็เงียบไปอีก ก็หันกลับมาขยับเปล คราวนี้เสียงมันมาอยู่ข้างหลังต้นเลยเจ้ ต้นก็ทิ้งเลย แล้วก็เดินไปเรียกเจ้ตรงเปลพี่รามสูร นั่นแหล่ะ" ฟังเจ้าต้นเล่าไป ป๋มก็ขนลุกไป อืมมม นี่กระมังสาเหตุที่พี่เอียดทิ้งลูกหาบไว้กับป๋ม ถึง 3 คน ป๋มใจกระหวัดไปว่า ถ้าพรานเอียดไม่ทิ้งลูกหาบไว้เป็นเพื่อนป๋ม อะไรหลายๆ อย่าง อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุกๆ ที่ป๋มนำมาเล่าให้ฟังก็เป็นได้ ..... นี่กระมัง ที่เค้าว่า ป่ามันแรง ..... แถมตอนขากลับ ถึงได้รู้ว่า ไอ้ที่เราเดินกันแทบตาย มันใช้เวลาแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จากที่พักคืนแรก กับคืนที่ 2 ....พระเจ้า (ขออุทานอีกที) พ้นป่ามาได้ เราตัดขึ้นจากที่พักคืนแรก ไต่ทางชันระดับ 70-80 องศา ในบางช่วง มาออกทางน้ำตกลาดเตย ในราวบ่าย แดดแจ๋ .... ทำให้ป๋มต้องเรียกหา "พระเจ้า" เป็นหนที่ 3 ... อย่างงี้แสดงว่าทริปแรกเราหลงอ่ะดิ เพราะ จุดที่เดินตัดขึ้น เป็นจุดเดียวกับที่หนีน้ำป่าในคราวแรก แต่ครั้งนั้น เดินตั้งแต่ 6 โมงเย็น ยัน 3 ทุ่มครึ่ง แถมไปออกป่ายางไหนก็ไม่รู้ กว่าจะสื่อสารให้รถไปรับได้ 5 5 5 5 เส้นทางเดินป่าเทรลที่ 2 อ่าน แล้วก็ดูรูป ได้ที่ link นี้นะขอรับ แกะรอยเขาวงกต ณ เทือกบรรทัด จ.พัทลุง

ป่านี้ น้ำตกสวยงามจริงๆ หากแต่อุดมด้วยทาก และความไม่แน่นอน ของสภาพอากาศ รวมทั้งเส้นทางที่เสี่ยงต่อการหลงจริงๆ ซึ่งป๋มมักบอกเพื่อนๆ ว่า ถ้าจะไปที่นี่ เผื่อวันลาไว้ 1 วันแล้วกัน เพราะอย่างดีก็หลง 1 วัน ปล. ลี้ลับในป่า ภาคแรก ถ้ายังไม่ได้อ่าน ก็คลิกนี่เลยฮับ : http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/01/13/entry-1
|