พิมพ์หน้านี้
|
นี่แค่เสี้ยวเล็กๆ เกริ่นนำ ของนวนิยายผจญภัย ตื่นเต้น เร้นลับ ในป่าดึกดำบรรพ์ "ไพรมายา ไพรมืด ภาค2" ที่เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2551 ที่ "คลองอีเฒ่า" กลางป่าเขาใหญ่ แตกต่างจากการเปิดตัวหนังสือทั่วๆ ไป ที่มักเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือ หรือตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ ตามสถานที่ของคนเมือง ความตั้งใจเดินทางไปเขาใหญ่ของป๋มคราวนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คืออยากเข้าป่า หลังเพื่อนชวนไปเขาเจ็ดยอด แต่ดันขาดการติดต่อ สุดท้ายรู้ตัวอีกที ก็บึ่งรถจาก กทม. ตอนเกือบ 2 ทุ่มของวันที่ 21 มีนาคม 2551 ไปเจอผองเพื่อนที่ไม่ได้ร่วมเดินทางสายป่ากันนานโข ที่บ้านพี่โก๊ะ หรือชื่อจริง "ไร่คชวิเชียร" แห่งบ้านซับใต้ เส้นทางลัดขึ้นเขาใหญ่ ด้วยคำพูดเชิญชวนของสหายสายป่า ที่ป๋มได้ติดต่อก่อนออกเดินทางแค่ 2-3 ชั่วโมง ใต้ซุ้มหิรัญญิการ์ ค่ำคืนนี้เราคุยกันอย่างออกรส หนุ่มไม่น้อย และหนุ่มใหญ่ กว่าจะเข้านอนเปลใครเปลมัน ก็ปาเข้าไปตี 2
หลังลงทะเบียนเรียบร้อย หุหุหุ...ได้หนังสือ"ไพรมายา" อภินันทนาการจาก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ มา 1 เล่ม ป๋มรีบวิ่งเร็วจี๋ ไปให้ อ.วัธนาเจิมไว้ก่อน หลังได้เวลาแดดร้อนพอสมควร(แก่การตากเนื้อแดดเดียว) เราทั้งหมดก็ขนข้าวของขึ้นรถไปตัดอ้อย เอ้ยยย ไปจุดขึ้นเป้ ที่หอดูสัตว์ หนองผักชี ป๋มเห็นแดดจัด จนขยาด "พี่ถ้าไม่ไกลขอเดินตอน 4 โมงเย็นได้มั๊ย"
ก่อนเดินทาง เราทำความรู้จักกันซะก่อน โดย อ.อำนวย อินทรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรม อช.เขาใหญ่ เจ้าของผลงาน "เรื่องเล่าจากเขาใหญ่" ที่ตีพิมพ์ออกจำหน่ายเมื่อกลางปี 2548
หลังแนะนำตัว บอกเล่ากิจกรรมที่เราจะไป นับจำนวนสมาชิก ที่มีทั้งจาก สนพ.บ้านหนังสือ, ร.ร.ดัดดรุณี แปดริ้ว, ม.หัวเฉียวฯ ร่วมด้วย พี่ธนิก เจ้าของร้านข้าวต้มบางประกง แต่ทำเลที่ตั้งอยู่อ่างทอง ตลอดจน หมอหนุ่ม กับพยาบาลสาวจากพัทยา และแน่นอนเพื่อนๆ จาก เว็ป TKT นับจำนวนรวมได้ 65 คน แต่จะมีตามมาสมทบอีก 3 คนในช่วงเย็น
ช่วงแรกตัดเลาะทุ่งหญ้าสะวันนา ที่เจ้าหน้าที่ใช้วิธีเผา เพื่อให้แตกใบอ่อน สำหรับเลี้ยงสัตว์เท้ากีบขนาดเล็ก ที่จะออกมาหากิน เดินเลาะไปไม่นานก็เริ่มเข้าสู่ร่มครึ้มของไม้ใหญ่ ที่บนคาคบ มีไม้อิงอาศัยอยู่มากมาย ที่ป๋มเห็นเยอะสุด เห็นจะเป็นกระแตไต่ไม้ กับเฟิร์นข้าหลวง แล้วก็มีกระเช้าสีดาอยู่ประปราย (หรือทางเหนือจะเรียกห่อข้าวย่าบา)
ขณะที่ ตามพื้นด้านล่าง มีเฟิร์น ที่จำแม่นก็หญ้ารังไก่ หรือที่เรียกกันว่าบลูเฟิร์น ตระกูลเดียวกับกนกนารี เสียแต่ที่นี่ ไม่ขึ้นเป็นดงใหญ่ ใบเขียวธรรมดา ไม่เหลือบเขียวปั้ดออกน้ำเงิน เหมือนกับทางเขาหลวง นครฯ ที่ป๋มชื่นชอบนักหนา พอมันมาอยู่ที่สวนจัตุจักร ก็ได้ชื่อใหม่ว่า "เฟิร์นปีกแมลงทับ"
คำถาม จาก อ.อำนวย ที่ถามขึ้นมาในช่วงหนึ่งของการแนะนำสถานที่และแนะนำตัว ดังก้องขึ้นมา"รู้มั๊ยว่า เถาวัลย์จากด้านล่างขึ้นข้างบน วนตามเข็มนาฬิกา หรือทวนเข็มนาฬิกา ?" ... คำถามนี้ทำให้ป๋มฉุกคิด เดินป่ามาก็หลายป่า เคยสังเกตุหรือเปล่า คำตอบคือเปล่า แต่จากการที่ชอบถ่ายรูปก็พยายามนึกจนได้ความว่า มันน่าจะวนไปทางซ้าย หรือตอบให้ตรงคำถาม ก็ ทวนเข็มนาฬิกา ...ก็โชคดีที่เดาถูกไป หากแต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะเถาวัลย์ที่ตามเข็มนาฬิกาก็มี แถมด้วยมายาของมัน ที่ทำให้คนลอดผ่าน ต้องเดินวนหลงอยู่ตรงนั้น สิ่งเหล่านี้ ป๋มไม่อาจบอกได้ว่าจริงหรือไม่ หากแต่เป็นเรื่องเล่าขาน และแน่นอน เรื่องนี้มีในเสี้ยวหนึ่งของ "ไพรมายา" ที่ป๋มหยิบมาเอ่ยอ้าง .... อยากรู้ก็ต้องไปอุดหนุนมาอ่านนะคร๊าบบบบ
ระหว่างทาง .... ต้นไม้ใหญ่มีพอให้เห็นข้างเทรล แต่ป๋มก็ไม่ได้หยุดถ่ายรูปมากนัก
จักรยานก็มาได้ "พี่มานะ" ปั่นเสือมาจากแปลงยาว - ฉะเชิงเทรา ถึงศูนย์อำนวยการ ที่เขาใหญ่ก็ราวเที่ยง สุดยอดก็ตอนปั่นขึ้นเขาเนี่ยะ ซู๊ดย๋อดพี่โพ้ม
เห็นบ้านพักแล้ว เริงร่ากันหน่อย
"คลองอีเฒ่า" ซึ่งป๋มก็ลืมถาม อ.อำนวย ว่าทำไมเรียกคลองอีเฒ่า แต่บริเวณที่พัก เป็นทุ่งหญ้ากว้างๆ มีมุมให้เลือกกางเต้นท์ได้ตามใจชอบ หรือจะผูกเปลก็ต้องเข้าหาแนวต้นไม้ ไม่ก็ใต้ถุนเรือนพักของเจ้าหน้าที่ ใครถึงก่อนก็จับจองทำเล เพื่อผักผ่อน บ้างก็นอนเล่น บ้างก็วิ่งเล่น บ้างก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
หลังจัดการที่พักคืนนี้เสร็จ พ่อครัว แม่ครัว ตลอดจนลูกมือ ก็ร่วมด้วยช่วยกัน ทำกับข้าวเลี้ยงพลพรรครักเอย เอ้ย อ.วัธนา คืนนี้อาหารเหลากลางป่าเชียวฮับ ตั้งแต่ ขาหมู, ปีกไก่น้ำแดง, แกงเผ็ดเป็ดย่าง และของโปรดโพ้ม ทอดมันปลากราย ที่เนื้อเหนียวๆ รสชาติกลมกล่อม
และด้วยปริมาณอาหารที่เยอะมาก เลยต้องเกณฑ์ทุกคนที่อยู้ที่คลองอีเฒ่า มาช่วยกันจัดการ ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างชาติ 2 คน ที่เดินป่ามาดูนก ที่ไหนได้ต้องหลบพวกเราอีก 5 5 5
ระหว่างกินข้าว เราก็จับกลุ่มคุยกันไป ป๋มชอบบรรยากาศแบบนี้ที่สุด ละวางหน้าที่การงาน หันมาพูดคุยเรื่องราวการเดินทาง อย่างออกรส ช่วยให้ข้าวมื้อนี้ที่อร่อยอยู่แล้ว อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก ก่อนจะถูกเรียกให้ไปรวมพลกันที่ลานข้างกองไฟ
อ.อำนวย ถ่ายทอดประสบการณ์ ของการทำงานที่เขาใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวพูดตั้งแต่ที่หนองผักชีแล้วว่า
เพื่อนเก่า และเหล้าป่า
เวลาผ่านไปโข พระจันทร์ขึ้นส่องสว่าง ถึงคิว อ.วัธนา กับเรื่องราว ความลึกลับ ลี้ลับของราวไพร ที่ถ่ายทอดจากตัวหนังสือ เป็นเส้นเสียง ทำเอาป๋มไม่ค่อยอยากฟังอย่างตั้งใจนัก เพราะความที่เคยเจอกับตัว ทำให้ไม่อยากรับรู้เรื่องราว ยามที่เข้าป่า เพื่อจะได้ไม่ "จิตตก" จนหวาดผวากลางดึก
หลังเสร็จงาน พวกเรายังล้อมวงคุยกับ อ.อำนวยกันต่อ ตามประสาคนชอบเดินป่า แน่นอนเส้นทางเดินป่าเขาใหญ่ มีหลายเส้นที่น่าสนใจ บวกกับความเห็นเรื่องข่าวคราวต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่รอบเขาใหญ่ โดยเฉพาะด้านปากช่อง ที่ถูกสั่งสอบเรื่องการรุกที่ป่า ประเด็นเรื่องป่า พูดไปแล้ว มันร้อนเจงๆ
แต่สุดท้าย คุยไป คุยมา ป๋มก็ได้คำตอบในเช้าวันรุ่งขึ้นว่า ปลายฝนต้นหนาวนี้ ป๋มอยากจะไปเดินชมดอกไม้ดิน ที่"สมอปูน" กับเค้าซะที ระหว่างคุยกับพี่นัค หรือที่เจ้าตัวบอกว่า คนแถวบ้านเรียก "เฉิ่ม" เพราะไปทำเฉิ่มตกหน้าผาที่เขาหลวง-พรหมโลก จ.นครศรีธรรมราช ช่วงที่เดินป่าไปกับกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เจ้าของบทประพันธ์ "หุบเขาแห่งสายฝนโปรยไพร"
เช้ารุ่งขึ้น ป๋มตื่นมากับวิวเดิมๆ ทุ่งหน้าที่แสงแดดยามเช้าลามเลีย แต่เจ้ากวางเป็นฝูง ที่ออกมาป้วนเปี้ยนเมื่อคืน หนีไปหมดแล้ว ก่อนมื้อเช้า ก๊วนเพื่อนๆ ก็ไปเดินป่าระยะสั้น ก่อนจะกลับมากินข้าว แล้วก็พักผ่อนกันอีกพักใหญ่ แล้วค่อยเก็บข้าวของ เดินทางกลับ
เจ้าหน้าที่บอกว่า มีครอบครัวนากอยู่ที่หนองน้ำนี้ ครอบครัวหนึ่ง ป๋มเลยบอกว่า สาวๆ อย่าลงไปเล่นน้ำนะ เพราะ ...... ไพรมายา เรื่องเล่าจากราวป่า ที่ถ่ายทอดออกมาในรูปของนวนิยาย เป็นตอนต่อของหนังสือเรื่อง"ไพรมืด" เรื่องราว ที่มีทั้งความตื่นเต้นจากสัตว์ป่า และภัยธรรมชาติ หลากหลายเรื่องราว ที่ป๋มเองใช้เวลาอ่านรวดเดียวไม่ถึง 3 ชั่วโมง จากเดิมที่ว่าจะลองเปิดอ่านผ่านๆ นิด ๆ หน่อยๆ แล้วไปทำงานก่อน สุดท้ายมารู้ตัวอีกที ก็จบเล่มซะแล้ว ท้ายที่สุด ... ต้องขอบคุณทุกมิตรภาพ ณ คลองอีเฒ่า และเจ้าเท้ากีบที่เผยโฉมงามๆ ให้เห็น แม้ไม่ได้เห้นด้วยตาตัวเอง เพราะนอนคนละด้าน หากแต่แค่รู้ว่าตัวเป็นๆ มาเพ่นพ่านใกล้ๆ ก็ดีใจสุด ๆ แล้ว
|