|

สงกรานต์ปี 51 ดูท่าทริปเดินป่าของวิกกี้ผกผันเอาการ ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแพลน ยกเว้นเพื่อนร่วมทริป 9 คน ที่คอนเฟิร์ม และรถตู้ที่ติดต่อไว้ กับจุดหมายปลายทาง...ป่าใต้
จากเขาหนอง-สันเย็น อช.ใต้ร่มเย็น ไปลงตัวที่หลักไก่ต่อ พะโต๊ะ แต่เช้าของวันเดินทางได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่กระทันหันว่าไม่มีน้ำ ล่องแพไม่ได้ เจ้าหน้าที่เดินไม่ไหว ขอให้เปลี่ยนเทรลใหม่ แต่เทรลอื่นมันแค่ 3 วัน 2 คืน จิ๊บ จิ๊บ เกินไป สุดท้าย มาลงตัวเอาตอน 4 โมงเย็นก่อนนัดหมายแค่ 5 ชั่วโมง ว่า เราจะไปเดินเส้นพรหมโลก-ยอด 1835 ม. เรียกได้ว่า เป็นการเดินจากยอดที่ป่าที่ดิบที่สุด ไปยังยอดที่สูงที่สุดของเขาหลวง นครศรีธรรมราช มีทีมงานของพี่บ่าวพรหมโลก ไปด้วย 3 คน ที่จะช่วยแบกของกองกลางด้วย นำทางด้วย และเป็นเพื่อนเดินทางด้วย ซึ่งพวกก่อการรู้ตัวกันตั้งแต่เช้าเพราะต้องหาเส้นทางใหม่ให้ควัก 3 คน ส่วนที่เหลือรู้ก่อนเดินทางไม่กี่ชั่วโมง ...... ฮา

เราเดินทางพร้อมกับรถที่ติดเป็นบางช่วง กว่าจะไปถึงท่าศาลา ก็ปาไปเกือบ 9 โมงเช้า หลังจัดการข้าวเช้า เราก็ไปซื้อเสบียงเพิ่มบางส่วน ก่อนไปบ้านพี่บ่าว ซึ่งเป็นชมรมบ้านมนุษยชาติรักษ์เขาหลวง ด้วย หลังพูดคุย วางแผนการคร่าวๆ ว่าเราจะเดินเส้นพรหมโลก ไปยอด 1835 ม. แต่ระหว่างทาง เราขอแวะยอดอื่นก่อนได้มั๊ย เพราะดูในเส้นทางกับเวลาที่เรามี เดินได้ 3 ยอดสบายๆ และคร่าวนี้ พวกเราได้เป็นลูกน้อง"ขุนส่า" สมใจอยาก 5 5 5 5... ไม่ใช่ขุนส่าแห่งรัฐฉานนะ แต่เป็นขุนส่า แห่งเขาหลวง-พรหมโลก .... นอกจากขุนส่าแล้ว ยังมี พี่สาคร และน้องหนุ่ม ที่เคยไปเดินขึ้นพรหมโลกกับป๋มมาแล้ว
 น้ำตกพรหมโลกวันนี้ คนมาเล่นน้ำคลายร้อนเยอะเอาการ

จุดเริ่มเดินอยู่ที่น้ำตกพรหมโลก เลาะขึ้นไปด้านข้าง ผ่านสวนสมรม ของชาวบ้าน พี่ขุนส่ายังชี้ให้ดูแนวเขต ที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ไปร่วมกันสำรวจ เพื่อกันพื้นที่ สำหรับทำมาหากินของชาวบ้านและผืนป่า เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเข้าไปอีก เลาะไปได้พักใหญ่ ถึงจุดแรกที่เราต้องข้ามธารน้ำ วิกกี้จำได้ว่า มาคราวก่อนในเดือน กพ. ต้องลุยน้ำสูงถึงต้นขา มาคราวนี้ น้ำแห้งไปเยอะ โดดข้ามก้อนหินไปสบายๆ
ข้ามไปได้ ก็ขอวางเป้ แช่น้ำลดอาการฮีท และรำลึกความหลังซะหน่อย เพื่อนเราเริ่มเอามะม่วงออกมาปอกแบ่งกันกิน ลดน้ำหนักเป้ แล้วยังแก้หิวได้เป็นอย่างดี
 ไต่ทางชันระยะแรก เรียกกำลังขา
 แต่ไม่นานก็ขอพักถ่ายรูป ... เรียกกำลังใจและกำลังกาย
จากจุดนี้ เราเริ่มตัดขึ้นทางชันๆ ของอีกฝั่งธารน้ำ แต่เราจะฉีกไปอีกเทรล คนละเทรลกับที่เดินขึ้นยอดเขาหลวงพรหมโลกแต่เราจะเลาะข้างเขาไป แต่ระหว่างนั่งดูแผนที่กันระยะหนึ่ง ก็ได้ความว่า เราจะไปทางยอดสอยดาว ก่อน แล้วค่อยตัดขึ้นพรหมโลก ต่อไปที่ยอด 1835 ม. แล้วไปจบการเดินทางที่ ม.คีรีวงษ์ อีกด้านของตีนเขาหลวง
 ปล่อยให้ข้ามไปก่อน เดี๋ยวก็ต้องข้ามกลับ 5 5 5
 เดินไป ดูแผนที่ไป ...ก็เค้าว่าจะยังไม่ขึ้นยอดพรหมโลกวันแรก
อ้าว....ข้ามกลับ เดินต่อกันไปอีกหน่อย เฮ้ย ทาก ๆ ๆ มันเริ่มเยอะขึ้นทุกที ทั้งทาก ทั้งเหนื่อย ทั้งขี้เกียจวางเป้หยิบกล้อง วันแรกเลยมีรูปไม่มากนัก จนกระทั่งถึงที่พัก เป็นธารน้ำ ที่มีมุมสวยงาม เย้ ๆ ๆถึงซะที ว่าแต่ .....
"เฮ้ยเกิง .... ช่วยหน่อย ทากกัดคอ" วิกกี้ร้องเรียกเพื่อนอย่างร้อนรน เมื่อคลำไปเจอมันฝังตัวอยู่ที่ลำคอ ง๊า ๆ ๆ มันคงนึกว่าเอวหรือเปล่าฟระ ถึงกระดื๊บขึ้นมาได้ แถมที่ขายังขึ้นมาอีกเพียบ ๆ ๆ พี่ 511 ช่วยจับให้อีกตั้งหลายตัว โอวพระเจ้า เยอะมั่ก ๆ อุ๊ย เสร็จมันไปอีกจ๊วบ ตรงใกล้ๆ ข้อศอกโดยที่ไม่รู้สึกตัวตอนมันกัด
 มุมที่พัก ทำเลทอง ต้นไม้ให้ผูกเปลเยอะ แม้จะเดินลำบากหน่อย เพราะต้องปีนก้อนหิน แต่มีน้ำเล่นสบายใจ
เย็นนี้ หลังจากหาทำเลที่พักเรียบร้อย ก็สบโอกาสที่วิกกี้จะได้นอนแช่น้ำตกให้สมใจอยาก ป๋มใช้เวลาไปกับช่วงนี้เยอะเอาการ เพื่อนๆ เริ่มทยอยมาเล่นน้ำ ส่วนพี่ 511 ก็นั่งดูแผนที่ ดูเส้นทางนีทีไล่ จนเย็นย่ำนั่นแหล่ะ วิกกี้ถึงได้ขึ้นไปช่วยกันทำกับข้าว ... งานนี้ไม่มีแม่ครัวมาด้วย แม้จะมีอดีตเจ้าของร้านอาหารมาถึง 3 คน เลยกลายเป็นแต่มีนักชิม แต่...แต่... งานนี้ผู้ชายคร่ะ ที่เตรียมเครื่องกับข้าวพร้อมสำหรับปรุง ... ดีจัง
 4 หนุ่ม 4 มุม เตรียมกับข้าวขยันขันแข็ง สาวๆ เป็นกองเชียร์
มื้อแรกเหรอ ก็ข้าวเหนียวไก่ย่าง ที่ซื้อมาเมื่อเที่ยง แล้วยังมีต้มยำไก่รสเด็ด กับผัดรวมผัก หลังมื้อค่ำอิ่มอร่อยแล้ว เราก็นั่งคุยกัน รวมถึงเส้นทางที่จะเดินในวันถัดไป พี่ 511 กะเส้นทาง เราน่าจะได้ไปขึ้นยอดสอยดาว ซึ่งพี่ขุนส่าบอกว่า ยอดนี้ เรามีโอกาสได้เจอ"กาฮัง" หรือเจ้านกเงือกพันธุ์ใหญ่ ....โอ๊ยยย ป๋มชอบบบบ ไปคร่ะพี่ไป
รุ่งเช้ามา โอ้เอ้มากไม่ได้ หลังจิบกาแฟ ล้างหน้าล้างตา ทำกับข้าวมื้อเช้า แล้วก็ทำเผื่อมื้อเที่ยงไปเลย เราเริ่มออกเดินทางกันตอน 09.00 น. ข้ามธารน้ำตก มุ่งหน้าต่อไปยังยอดสอยดาวที่เราขีดเส้นไว้ ทางเริ่มชันขึ้นๆ แต่บางช่วงก็เดินสบาย
 แค่เริ่มเดินก็สัมผัสได้ว่า ทากเยอะมาก พี่สุริย์เดินเป็นคนที่ 2 ปลดทากมือเป็นระวิง
 ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
 ลีลา ... พันเกี่ยว
 เหนื่อย แต่.... ยังเก๊กได้
 รวมพลก่อน แล้วค่อยไปต่อ
จากอยู่ในกลุ่มหน้า ป๋มเริ่มถอนตัวไปเดินกลุ่มหลัง เพื่อหาโอกาสถ่ายรูปได้บ้าง แต่ระหว่างทางยังไม่วายมีทากมาเกาะกวนใจ จนร้องจ๊ากไปหลายครั้ง และที่แน่ ๆ มันกัดคออีกแล้ว เป็นตัวที่ 2 พร้อมๆ กับมีความรู้สึกเหมือนมีทากกัดที่เอวด้านหลัง แต่จับๆ ดูยังไม่เจอ ก็กะว่าจะปล่อยให้มันกินจนอิ่มแล้วปล่อยตัวไป
 ลานก้อนหินกับธารน้ำตกเล็กๆ ที่เซาะมาตามร่อง
 ได้เวลาพักบ่า พักเป้เสียที
 อีกมุมของน้ำตกเล็กๆ
 ลานหินเขียวๆ มีมอสปกคลุม จะว่าไป มุมนี้ น่าจะเป็นไฮไลท์ระหว่างทางขึ้นยอดสอยดาวเลยเชียว
จนลืมนึกถึงมันไปซะสนิท เมื่อถึงจุดพักเที่ยง เป็นธารน้ำตก ที่น้ำไม่มากนัก แต่มีแอ่งให้วิกกี้ได้เล่นน้ำ วางเป้ได้ ถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วก็ลงไปแช่น้ำเล่นสบายใจเฉิบ เฉิบ แล้วก็ไปถ่ายรูปต่อ กระทั่งนึกขึ้นมาได้ "เฮ้ยทากมันหลุดไปยังหว่า" ก็เลยเรียกน้องให้ช่วยดู แต่ที่ไหนได้ เสียงกรี๊ดของคุณน้องทำเอาป๋มตกใจ "พี่ ป้อมไม่กล้าจับอ่ะ ตัวมันใหญ่มากเลย " เสียงที่ลอยเข้าหูป๋มยังแย่ไปใหญ่ ป๋มจับแขนน้องไว้แน่น ไม่ยอมให้ทิ้งไป เพื่อนอีกคนมาดู ก็ร้องลั่นเช่นกัน "ตายแน่แล้ว ตายแน่ " ป๋มได้แต่ร้องในใจ กระทั่งเพื่อนเขี่ยออกมาได้ เพื่อนอีกคนคว้ากล้องมาถ่ายรูปไว้ซะอีก "อ้าวเฮ้ย ไอ้เกิงมือเอ็งหั่นกุนเชียงอยู่ เจือกมาจับทากแล้วยังจะไปหั่นอีก" "โอ้โห ตัวใหญ่หว่ะ ...เจ้ดูดิ" เสียงเพื่อนๆ เล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยิน เพราะป๋มไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าทากมัน  เนี่ยะหน้าตามัน ...ขอบคุณน้องที่ช่วยรีไซด์ภาพให้ เพราะป๋มไม่กล้ามองอ่ะ
กว่าที่ความโกลาหลจะผ่านไป ป๋มก็แทบแย่ แลเวก็หันมาระแวงทากอีกครั้ง คิดในใจไปด้วย "เคยมีใครเป็นลมเพราะทากกัดมั๊ยเนี่ยะ.....ฮา"  กินข้าวเที่ยงเสร็จ เราก็มานั่งดูแผนที่+GPS เช็คเส้นทางกันต่อ

พวกเราสำรองน้ำ เสร็จก็ขึ้นเป้ไปกันต่อ จากจุดนี้ ได้ความว่า เราเจอรูหิน บางรูเล็ก บางรูใหญ่ ให้เดินระมัดระวังนะ เสียงพี่ขุนส่า รอดเข้าหูมาบ่อยครั้งด้วยความห่วงใย "ระวังรูหินนะคร๊าบ" "เฮ้ย หินมีรู" บางแห่งก็รูใหญ่ กลัวว่าถ้าพลาดมีหลังข้อเท้าแพลง แน่ๆ เพราะลำพังเป้ก็หนักโคตรๆ (ดีนะ ป๋มเอาข้าวสารในส่วนที่ป๋มแบกออกไปหุงซะก่อนวันแรก)
 ก้าวข้ามรูหิน ... ปีนขึ้นทางชันต่อ
 กับสิ่งสวยงาม ที่ซ่อนอยู่รายทาง ช่อดอกบีโกเนียช่อแรกที่เจอ ในเส้นทาง หลังแวะพักถ่ายรูป เราก็มุ่งหน้าไปกันต่อ แน่นอนป๋มยินดีอยู่ก๊วนท้าย ๆ เพราะจะได้เดินอืดๆ ถ่ายรูปไปด้วย แถมยังมีโอกาสเอาตัวเองไปอยู่ในกล้องที่ถ่ายรูปสวย ๆ อย่างพี่คิดดาวเหนือ อีก 5 5 5
 เงยหน้าดูต้นไม้ใหญ่ ช่างสวยงาม ในแสงแดดและสายหมอก
 หันหน้าไปด้านขวา เจอกับดงป่าดิบ ดิบ
 ก้มหน้ามองพื้น ก็เจอกอ "กนกนารี" เขียว เขียว ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
 ขอเงยหน้าใต้ต้นไม้ใหญ่ในรัศมีใกล้ๆ อีกทีเถอะ
 อ้าวเฮ้ย....มัวแต่ถ่ายรูป เพื่อนๆ เดินมุดดงรก ๆ ไปโน้นแล้ววววว
ช่วงหนึ่งที่ป๋มไต่ขึ้นทางชันตามไปเป็นคนที่ 4-5 มีพี่ขุนส่าเดินตามมา กับเพื่อนๆ ที่เดินตามหลัง ก็ได้ยินเสียงกิ้วก๊าว "เฮ้ยงู " ... "เจ้วิกกี้ไม่เห็นเหรอ มันตั้งตัวเอส แล้วนะ" อืมมม เห็นซิ แต่ตอนแรกที่เห็น นึกว่ายอดอ่อนของเฟิร์นต้น ที่จะขดม้วนขึ้นแล้วก็ค่อนข้างใหญ่ แต่ดูอีกที สีมันไม่ใช่นินา ดีนะไม่จับ หรือวางเป้ถ่ายรูป ป๋มได้แต่เดิน ข้ามไป ด้วยความคิดในใจในเวลาต่อมา "งูมันก็คงจวนตัว ตกใจหนีไม่ทันเลยชูตัวขู่ ถ้าเราไม่ทำอะไรมัน มันก็ไม่ทำอะไรเรา" บวกกับความที่เคยจำคำพูดของพี่กบTrekking แห่งป่าแก่งกระจาน ที่เคยบอกว่า เวลาเข้าป่าใส่ไปเถอะถุงกันทาก มีไม่มีทากก็ตาม แต่มันจะกัดพวกงูได้นะ อย่างน้อยเวลาฉกมา ก็จะติดถุงกันทาก แล้วข้างในเราก็มีถุงเท้ายาว กับขากางเกง ซึ่งถ้าเป็นงูตัวไม่ใหญ่มาก มันไม่ฉกสูงแล้วก็ฉกไม่ถึงเนื้อเรา ... นี่กระมังทำให้ป๋มอุ่นใจ
 จะรากหรือจะต้นดีนะที่โอบก้อนหินเอาไว้ หรือว่า หินมันงอกกลางต้นกันแน่
 เดินไป ระวังรูหินไป
 ชอบจังป่าดิบ ดิบ
เลยจุดนี้ไป ยังเจอหินก้อนใหญ่ๆ มีหน้าตัดเรียบ (ย้อนไปดูในรูปที่ 1 นะ) เหมือนกับมีใครใช้มีดคบกริบปาดมันออกยังงั้นแหล่ะ มุมนี้หมุนไปทางไหนก็สวยทั้งนั้น กับแสงที่ลอดต้นไม้ใหญ่ลงมา วิกกี้เดินเกาะท้ายกับพี่คิดดาวเหนือ และเจ้าป้อม มีพี่สาครเดินเป็นเพื่อนรั้งท้ายอีกคน เดินไปถ่ายรูปไป จนไปเจอเพื่อน ๆ หยุดรอ พร้อมกับหารือเส้นทางกัน "ดูจากแผนที่มันมีร่องน้ำ งั้นวันนี้เราไปนอนตรงร่องน้ำ ให้ใกล้ยอดสอยดาวที่สุดนะ"
 เราไต่ลัดเลาะ ระวังรูหิน แล้วยังต้องระวังกลิ้งตกเขาด้วย
 อยากถ่ายรูปแต่ป๋มวางเป้หยิบกล้องไม่ได้ ใช้รูปจากกล้องพี่คิดดีกว่า สวยกว่าอีกตะหาก
 ด้านหน้าที่เราจะต้องไต่ลงชันๆ ตอนนี้ป๋มรู้สึกรักต้นไม้ทุกต้น กิ่งไม้ทุกกิ่ง และรากไม้ทุกราก

เราทั้ง 12 ชีวิตไต่ตัดเลาะข้างเขา ชนิดห้ามพลาดเชียว ก่อนจะค่อยๆ เกาะรากไม้ เถาวัลย์ หน่อยตัวลงด้านล่าง ก่อนจะค่อย ๆ เดินตัดขึ้นเขากันใหม่ เส้นทางนี้ ในความรู้สึกของป๋ม ดูดิบ ๆ ได้ใจ เจอกองขี้สมเสร็จเป็นระยะ ที่แน่ๆ ทากเยอะชะมัด แต่ป๋มก็รู้สึกว่ามันยังน้อยกว่าตอนขึ้นยอดพรหมโลกคราวก่อน

จากจุดที่ไต่ลงหุบ เราก็ต้องตัดขึ้นเขากันอีกช่วง คราวรนี้นั่งพักเหนื่อยกันริมเขา แล้วก็ได้ความ เมื่อเจ้าแอ้ม เปิดเป้จะหยิบขนมมากินซะหน่อย อะโห มะตูมผงในกระป๋องพลาสติก เกิดทำพิษ เมื่อฝากระป๋องหัก ผงมะตูมทั้งหมดลงไปอยู่ก้นเป้ . . . .เทซิเคอะ จะเหลือเรอะ อดกินน้ำมะตูมโรย

จัดการเป้เสร็จ เราก็เริ่มไปกันต่อ คราวต่อไต่เลาะขึ้นสันเขาแคบๆ ไปอีกช่วงหนึ่ง ความว่า จะไปนอนตีนเขาสอยดาว แล้วก็ได้เห็นสันสวยๆ ของยอดพรหมโลก ยามฟ้าเปิด อยู่ด้านขวามือ กว่าจะเดินถึงที่พักได้ ก็ถ่ายไปหลายรูปเชียวหล่ะ
 ป๋มชอบรูปนี้จัง... กับข้าว ชามข้าว รองเท้า และพลั่วส่งแฟกซ์ มาอยู่ด้วยกันได้ไงเนี่ยะ
ราว 4-5 โมงเย็น เราก็ถึงที่พักคืนที่ 2 ที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำเท่าไหร่ เดินไม่กี่ก้าว ก็วักน้ำล้างหน้าล้างตาได้อค่ำวันนี้ ไม่รู้ว่าด้วยความหิว หรือความอร่อย เพียงแค่ป๋มเดินไปหยิบช้อนกับชาวที่เป้ตัวเอง ที่ตั้งไว้ข้างเปล กลับมาอีกทีก็เกือบหมดแล้ว 5 5 5 5 มีต้มโคร้งปลาหมึกแห้ง, ลูกเหลียงผักพริกใส่ไก่ แล้วก็ผักเหลียงผัดไข่
ค่ำคืนนี้เรายังมีต้มถั่วเขียว ข้าวโพดอบเนยคั่วรสชาดป๊อปคอร์น ตามห้าง ตามโรงหนังชิดซ้าย เพราะเจ้าป้อมถูกขอร้องให้ทำถึง 2 หม้อ เพื่อนๆ หนีเข้านอนกันหมด เหลือป๋มเอง มานั่งต้มถั่วเขียวให้เสร็จ ระหว่างนั้นก็นั่งคุยกับพี่ขุนส่า และพี่สาครเรื่องสัพเพเหระ ทั้งการทำมาหากินของพี่เค้าแแล้วก็วิถีการเดินป่า การที่จะต้องดูแลผืนป่าให้คงอยู่

เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง เบื้องล่างคือธารน้ำใส ตัวฉันมีกาน้ำหนึ่งใบ กับกองฟืนที่วางอยู่เรียงราย
****หมายเหตุ ติดตามตอนต่อไป .... สู่หัวใจพรหมโลก http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/04/28/entry-1 ติดต่อขึ้นเขาหลวงยอดพรหมโลก ชมรมบ้านมนุษยชาติรักษ์เขาหลวง ...พี่บ่าว(อมร) โทรฯ 087-272-9964 เบอร์บ้าน 075-396523 อีเมล์ mountain1631@hotmail.com
ขอบคุณภาพ จาก พี่คิดดาวเหนือ และ ดำเกิง ที่ป๋มหยิบยืมภาพมาแจม
|