พิมพ์หน้านี้
|
"ปราสาทบายน" เป็นปราสาทใหญ่กลางเมืองพระนครหลวง ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ภายหลังจากที่พระองค์สามารถปลดแอกกัมพุชเทศหรือขอมโบราณจากการปกครองของอาณาจักรจามปา ทางเวียดนาม . ปราสาทบายนสร้างขึ้นในคติวัชรยานตันตระ โดยมีการวางยันตรมณฑล (Yantra Mandala) (ใครสนใจ หาได้จาก Google ตามชื่อนี้เลยครับจะเห็นยันตรมณฑลชัดเจน) เช่นเดียวกับการสร้างปราสาทของลัทธิตันตระในประเทศอินเดีย ซึ่งยังคงสืบเนื่องในการใช้ยัตรมณฑลเป็น "ผังพลังแห่งจักรวาลตามพลังของเทพเจ้าแต่ละองค์" เพื่อวาง"ฮวงจุ้ย"ในการสร้างพลังศักติของเทวาลัยแต่ละแห่งมาถึงในปัจจุบัน . ข้อมูลประวัติความเป็นมาของปราสาทบายนที่รับรู้กันโดยทั่วไป มักจะอธิบายว่า สร้างขึ้นในคติความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ซึ่งก็เป็นความจริงในส่วนหนึ่งครับ . การศึกษาเรื่องวัชรยานและตันตระในประเทศไทยยังมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย แต่ผู้คน(รวมทั้งคุณ) ก็รู้จักวัชรยานโดยไม่รู้ตัวกันมานานแล้ว นั่นก็คือ นิกายลามะหมวกแดง หรือหมวกเหลือง คติวัชรยานที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศเนปาลและธิเบตไงครับ และยังมีที่เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ในขณะที่ชวา เขมรและในประเทศไทย สาบสูญไปตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว !!! . นิกายวัชรยานคือศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ที่ไปเอาคติปรัชญาของลัทธิตันตระจากฮินดูมาใช้ จึงมีความแตกต่างจากมหายานไปมาก !!! . เช่นกรณีของปราสาทบายน ที่ผมเคยเล่าแล้วว่า เป็นยัตรมณฑลของพระชัยวรมันที่ 7 ในคติวัชรยานอย่างไม่ต้องสงสัย รูปแบบของการก่อสร้าง จึงแปลกไปกว่าปราสาทองค์อื่น ๆ ตรงที่ เป็นปราสาทที่สร้างส่วนประธานกึ่งกลางเป็นรูปวงกลม ภายในระเบียงรูปสี่เหลี่ยม .
. สี่เหลี่ยมในคติความเชื่อทั้งฮินดูและพุทธ มีความหมายถึงจักรวาลทั้ง 4 ด้านหรือภูเขาล้อมรอบพระสุเมรุ ทั้ง 4 ทิศ วงกลมคือความกลมกลืนแห่งโลก เป็นที่สถิตแห่งพระพุทธเจ้าสูงสุด "ชินพุทธะ-มหาไวโรจนะ พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 6" ผู้อยู่เหนือพระตถาคตทั้งปวงและเป็นผู้สถิตอยู่ทุกแห่งในความเชื่อแบบของเขมรโบราณ . หน้าพักตร์ยอดปราสาทที่มีเค้าหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทั่วปราสาทในศิลปะแบบบายน จึงไม่น่าจะใช่รูปของ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" อย่างที่หลายคน(รวมทั้งมักคุเทศก์)อธิบายกัน . ในความเห็นของผม นั่นคือภาพของพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 6 "พระมหาไวโรจนะ" ที่สถิตอยู่ทุกแห่ง แทนบุคลาฐิษฐานด้วยการสร้างเรือนปราสาทเป็น 4 ด้านตามทิศของจักรวาล แทนความหมายว่าทรงสถิตอยู่ในทุกหนแห่งในโลก เช่นเดียวกับอำนาจแห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่แผ่ไปทั่วอาณาจักรสุวรรณภูมิในโลกของความเป็นจริง !!! . ผังของปราสาทบายน สร้างขึ้นตามยันตรมณฑลประจำพระองค์ของพระชัยวรมันที่ 7 เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าสูงสุด และเพิ่มพลังแก่พระองค์ในการบรรลุเป้าหมายทางโลก อันเป็นคติการบรรลุโพธิญาณแบบนิกายวัชรยานตันตระ . ลักษณะของชั้นปราสาทจึงดูคับแคบและสลับซับซ้อน บางส่วนก็สร้างไปติดชิดกับระเบียง ตามคติฮินดูเดิม แต่พอมาในส่วนของกลุ่มปราสาทประธาน ก็มีการสร้างชั้นขึ้นอีกชั้นหนึ่งมาติดชิดกับชั้นเดิม จนรูปสลักหน้าบันเหมือนกับไปติดอยู่กับระเบียง ซึ่งนั่นก็คือการสร้างรูปมุม 8 เหลี่ยม ก่อนเข้ามาสู่รูปวงกลมของปราสาทประธาน ในฮวงจุ้ยตามยันตรมณฑลทุกประการ .
. ตามคติของวัชรยาน ปราสาทบายนก็จะแบ่งออกเป็นสามชั้น คล้ายกับของปราสาทบุโรพุทโธ ในเกาะชวากลาง ประเทศอินโดนิเชีย ซึ่งแบ่งจักรวาลออกเป็น 3 ตอน คือชั้นบนสุดได้แก่ อรูปธาตุ ชั้นรองลงมาคือ รูปธาตุ และชั้นต่ำสุดคือ กามธาตุ . . ปราสาทบายนแบ่งออกเป็นสามชั้นใหญ่ ชั้นบนสุดเป็นกลุ่มปราสาท เป็นชั้นอรูปธาตุ ซึ่งน่าจะหมายถึงความว่างเปล่า ไม่มีแก่นสาร แต่ในคติแบบเขมรโบราณจะแตกต่างไปจากบุโรพุทโธของชวา ที่ปราสาทบายนเน้นการสร้างศาสนสถานเพื่อสนองตอบต่อความสำเร็จทางโลก พลังอำนาจและแสงยานุภาพ มากกว่าที่ชวา ที่เน้นไปทางการบุรรลุในการหลุดพ้น ชั้นบนสุดของปราสาทบายน จึงมีความหมายว่าเป็นจุดศูนย์กลางแห่งพลังอำนาจของพระพุทธเจ้าสูงสุดผู้ปกครองทุกอณูทิศแห่งโลก ไม่ใช่ความว่างเปล่าเช่นที่ชวา . ระเบียงคดชั้นสอง เป็นชั้นรูปธาตุ ภาพสลักจะเป็นเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้า พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้า มานุษิพุทธะ ธยานิพุทธะ เป็นส่วนใหญ่ . ชั้นแรกสุดหรือชั้นล่างสุดของปราสาทบายน จะเป็นภาพสลักในคติ "กามธาตุ หรือชั้นของโลกมนุษย์ ซึ่งเรื่องที่สลักส่วนใหญ่นั้น เป็นเรื่องที่ปรากฏบนโลกจริง ณ เวลานั้น นั่นคือ ภาพมหาสงครามระหว่างกองทัพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับกองทัพจามผู้รุกราน ทั้งทางบกและทางยุทธนาวาเหนือทะเลสาบเขมร !!! .
. ภาพสลักนูนต่ำบนผนังระเบียงคดด้านล่างสุดของปราสาทบายน เป็นภาพที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตของเหล่ามนุษย์ในกามธาตุ ซึ่งก็รวมไปถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมเขมรโบราณร่วมสมัยนั้นลงไปด้วย . ซึ่งไม่เคยปรากฏรูปการสลักเรื่องราวของวิถีชีวิตผู้คนธรรมดาในเมืองพระนครแบบนี้ บนภาพสลักอันศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทนครวัดหรือที่ใด ๆ เลย !!! . นี่ก็คือหลักฐานของมานุษยวิทยาโบราณคดี ในแง่มุมของคติชนวิทยา ที่ซ่อนอยู่ในตัวในภาพสลัก ที่หลายคนอาจมองข้ามไป . เรื่องราวของปราสาทบายนในส่วนอื่น ๆ สามารถหาอ่านได้ในสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะWebsite ต่าง ใน Internet มีมากมายนะครับ . แต่ส่วนของ Blog ผมในวันนี้ เป็นเรื่องนอกกรอบของผมเอง ที่ "ตีความ" เรื่องราวมาจากภาพสลักนูนต่ำจากระเบียงคดด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศใต้ของปราสาทบายน เป็นเรื่อง"จิปาถะ"ของสังคมมนุษย์ในสมัยโบราณ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในผนังกำแพง มันสามารถเล่าเรื่องราวได้ราวกับเป็น "ศิลามีชีวิต" . ที่สำคัญเรื่องราวที่ผมเล่า เป็นเรื่องที่ไม่ต้องเชื่อและไม่น่าเชื่อ เพราะหากท่านเองมีเพียง "จินตนาการ" บ้าง ท่านก็จะสามารถคิดเองได้อย่างสบาย จะคิดต่อจากผมหรือคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อใครบางคน ก็ตามสะดวกครับ . เริ่มจากผนังทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ กันนะครับ ภาพด้านบนส่วนใหญ่เป็นภาพสงครามยุทธนาวา ภาพสลักที่จะเล่าเป็นจิปาถะจะอยู่ด้านล่างของผนังเป็นส่วนใหญ่ครับ . จิปาถะเรื่องที่ 1 เมื่อผู้ดีไปไหว้พระ . ภาพสลักของผู้หญิงหน้าตาสวยงาม กำลังยกมือไหว้ มีบริวารถือร่มบังแดดให้ สาวบริวารวัยกระเตาะ (สังเกตจากบางอย่าง) คนหนึ่งกำลังถือของถวายพระเดินขึ้นบันได ด้านล่างผู้หญิงสูงวัยกว่า กำลังถือของถวายพระ มีคนใช้กำลังโบกพัด และบริวารชายนั่งอยู่ เชิงบันไดมีหม้อน้ำ แบบ "กุณฑี" มีช่องเทน้ำสำหรับล้างเท้ามากกว่าจะใช้ดื่มกิน . ส่วนทางด้านหน้า เป็นผู้ชายที่มีไม้เท้า แสดงว่าเป็นผู้สูงอายุ กำลังนั่งฟังพระสวดในกริยาสงบ . ในสังคมเขมร จะมีการแบ่งชนชั้นทางสังคม มีทั้งคนรวยและคนจน ชนชั้นปกครองและคหบดีจะมีบริวาร ไพร่ ทาสในสังกัด ดังบันทึกโจวต้ากว้านกล่าวว่า "...คนที่มีทาสมากๆ มีมากกว่าร้อยหัว คนที่มีน้อยอาจมีตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 20 คนจนมากๆ เท่านั้นที่ไม่มีทาสเลย ปกติทาสเหล่านี้คือชาวเขาที่ถูกจับตัวมา พวกเขานั่งและนอนได้เฉพาะใต้ถุนบ้านเท่านั้น ถ้าทำงานอาจขึ้นมาบนบ้าน แต่ต้องหมอบคุกเข่า ประสานมือ จากนั้นจึงจะทำอะไรได้ ทาสไม่ได้รับสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น รัฐไม่รับรองการแต่งงานของคนพวกนี้ พวกเขาต้องเรียกนายทาสว่าพ่อ เรียกภรรยานายทาสว่าแม่ ทาสพยายามหนีกันบ่อยๆ แต่ถ้าถูกจับได้ก็จะถูกสักตามตัว ทำให้เสียโฉมหรือไม่ก็ถูกล่ามโซ่..." .
. จิปาถะเรื่องที่สอง ยกทัพไปรบกับจาม . ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะเหนือกองทัพจามในยุทธนาวาเหนือทะเลสาบเขมร ก็มีการสงครามปราบจามอีกหลายครั้ง จนในที่สุดก็ทรงยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองหลวงของอาณาจักรจามปาและได้รับชัยชนะในปี 1724 . ภาพสลักที่ระเบียงส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องราวของการสงครามปลดแอกจาม ภาพนี้สลักอยู่ทางทิศใต้ทางซ้ายสุด เป็นภาพของกองทัพเมื่อครั้งเริ่มออกเดินทางจากปราสาทนครธม มีบ่อน้ำอยู่ด้านข้าง . ภาพทหารตรงทางลาดลง กำลังเป่าแตร(?)ให้เคลื่อนทัพ ช้างด้านหลังยังไม่มีสัปคับ คนที่บันไดทำท่าจะล่ากวางตัวน้อยที่มายืนอยู่ใกล้สระน้ำ ท่าทางคนนี้จะไม่ถูกเกณฑ์ทหาร ส่วนใครไม่เคยเห็น "ปู" ในภาพสลักศิลปะแบบบายนก็ต้องมาดูที่มุมนี้เลยครับ .
. จิปาถะเรื่องที่สาม ปั้นหม้อดินเผา . ภาพสลักทางมุมทิศใต้นี้ มีกลุ่มคนกำลังทำอะไรบางอย่างใต้หลังคา บนต้นไม้มีนกนานาชนิด ส่วนจะเป็นนกอะไรนั้น ต้องลองดูกันเอง ผมตีความว่าเป็นภาพของการทำเครื่องปั้นดินเผา เพื่อนำไปใช้ แต่ก็ให้สงสัยว่า ทำไมจึงมีรูปร่างแบบเดียวกัน และทำไมมีหม้อตั้งไฟเหมือนดูจะต้มมากกว่าเผาดิน ดูจากรูปแล้วผมเปลี่ยนใจว่า น่าจะเป็นการทำขนมต้มเสียมากกว่า ท่านอื่น ๆ ว่าอย่างไรครับ .
. จิปาถะเรื่องที่สี่ ปะทะกองธนูจาม . เป็นภาพมหาสงครามที่ทหารชั้นเอกของชาวเขมร ได้มาปะทะกับกองทหารจามที่มีธนูเป็นอาวุธและกำลังยิงใส่ทหารหน่วยรบพิเศษเขมรที่เรียงหน้าเข้ามาประจัญบานเป็นห่าฝน ทำไมต้องเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ ? ดูเรื่องต่อไปครับ .
. จิปาถะเรื่องที่ห้า หน่วยรบพิเศษชิงตัวเชลย . เมื่อสงครามครั้งที่ผ่านมาปะทะกันที่เมืองสลวงแดง จนนองเลือดไปทั้งสองฝ่าย ทหารจามได้เปรียบกลศึกทหารเขมรจึงรุกไล่กลับมา แม่ทัพรองกมรเตงอัญชยะนาคี ถูกจับได้พร้อมกับไพร่ทหารที่หนีกลศึกของจามไม่ทัน . แม่ทัพนายกอง โดยมีแม่ทัพใหญ่ภาคตะวันออกกมรเตงชคตะศรีอัชยะสคาม จึงได้มีคำสั่งให้หน่วยรบพิเศษที่ฝึกฝนหลักสูตรแรงเจอร์มาจากกำปงสวายในสมัยก่อนการปลดแอก นำกำลังทหารฝีมือกล้าเดินทางอย่างเงียบเชียบในคืนศึกนั้น เพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่อาจจะถูกทรมานจนสาหัส แล้วเผลอเอ่ยความลับทางราชการทหาร ซึ่งจะทำให้กองทัพหลวงตกอยู่ในอันตรายได้ . ออกญาพรหมชคต นำทหารฝีมือกล้าฝ่าความมืดไปยังค่ายทหารจาม และได้เข้าช่วยเหลือตัวประกันในทันที . ในระหว่างที่กำลังช่วยเหลือตัวประกันอยู่นั้น ทหารยามจามเห็นเพื่อนเงียบหายผิดปกติวิสัย จึงร้องเรียกแจ้งข่าวร้าย เพราะเชื่อว่ามีผู้บุกรุกเป็นแน่ . แต่ก็สายไปแล้ว นักรบหน่วยรบพิเศษผู้คล่องแคล่ว ได้จับอาวุธเข้าเข่นฆ่าทหารจามจนล้มตายกองลงไปกับพื้นเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือก็กำลังช่วยแก้พันธนาการตัวประกันอย่างรวดเร็ว . แต่กองทัพจามก็นำพลธนูเข้ามาช่วยเสริม ออกญาพรหมชคต ออกคำสั่งให้ทหารกล้าเข้าเรียงแถวประจัญบานกับเหล่าไพร่ทหารจามที่หนุนเนื่องเข้ามาเรื่อย ๆ " หน้าที่ไม่สิ้นสุด ชีวิตต้องไม่สิ้น เมื่อหน้าที่บรรลุ ถึงตายก็ไม่เสียดาย" . "หนีไป เร็ว !!!" อาจจะเป็นเสียงคำสั่งสุดท้ายที่สั่งลาให้กับหน่วยทหารของเขาให้พาตัวประกันเชลยสงครามหนีไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่ร่างของเขาจะต้านทานกำลังของทหารจามและพรุนไปด้วยลูกธนูไม่ไหว !!! .
. จิปาถะเรื่องที่หก ชนหมู . ในสมัยที่บ้านเมืองเขมรสงบสุข การละเล่นกีฬาการชนหมู - กัดหมู น่าจะเป็นที่นิยมและมีการพนันขันต่อกันในวงกว้าง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่นำหมูมากัดกันในสถาบันการศึกษา ในขณะที่รอเข้าชั้นเรียนหรือพักเที่ยง ซึ่งในภาพด้านบนกำลังมีการเรียนการสอนกันอยู่ ในมหาวิทยาลัยบายนอินเตอร์เนชั่นแนล .
. จิปาถะ เรื่องที่เจ็ด ...ตลาด . ตลาดเป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้คนในทุกระดับ มีสินค้าและบริการมากมายมาวางขายให้เลือกหา รวมทั้งเป็นที่แลกเปลี่ยนข่าวสาร เป็นที่ติฉินนินทา หัวร่อต่อกระซิก . ที่แผงค้าในตลาด อบสลา กำลังขายผักปลอดสารพิษบนห้างแคร่ของเขา รวมทั้งปลาจากทะเลสาบเขมรที่แค่เอามือจุ่มน้ำก็ได้ปลาตัวใหญ่ ๆ กลับขึ้นมาแล้ว (ดูภาพสลักด้านบนขึ้นมาสิ ปลาตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น) . ใต้แคร่ มีแมวอ้วนพันธุ์เปอร์เซีย ไม่รู้ใครเอาทิ้งไว้กลายเป็นแมวเถื่อนตัวอ้วนประจำตลาด ที่ชอบมาขโมยปลาบนแผงของเขา . ในตลาดจอแจไปด้วยผู้คน กุลีเขมรกำลังหาบปลาร้าหมักใหม่สินค้า OTOP ของตำบลพนมกรอมมาส่ง ในตลาดมีผู้คนมาเล่าเรื่อง นินทาว่าร้าย ข่าวสารบ้านเมือง สาวใหญ่สองคนก็มานั่งเม้าท์ ในขณะที่แต่งสวยด้วยการทำเล็บ มือเล็บเท้าอยู่ .
. จิปาถะเรื่องที่แปด ปาหี่ ทำคลอด และสังสรรค์ . ใกล้ ๆ กับตลาด ก็มีการแสดงการละเล่น ต่างๆ เรียกว่าปาหี่ มีโรงพยาบาลที่ "กุมารแพทย์ตำแย" กำลังดึงเด็กออกมาจากท้องหรือเรียกว่า "การทำคลอด" โดยมีพยาบาลช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ เลยไปอีกนิด ชายสองสามคน ไม่ได้พบกันมานาน จึงไปซื้อ"อุสาโท"หมักไหจากร้านนายอบสลา มาดูดดื่มกันจนมึนเมา แล้วต่างก็ระบายความในใจซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของความรักที่ไม่สมหวัง ซึ่งเป็นเรื่องยอดนิยมทุกยุคทุกสมัย .
. จิปาถะเรื่องที่เก้า สงครามไก่ชน . เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน การพนันจึงตามมา เป็นสุภาษิตมานับตั้งแต่ที่มนุษย์โดนหลอกเป็นครั้งแรก ไอ้โต้งเมืองหางเขียวเมืองแมวฉมาร์ มาปะทะกับไอ้แจ้หางแดง จากเมืองสวยสรี ไก่ต่างถิ่นมาเจอกัน กองเชียร์ก็ได้เฮ ฝ่ายหนึ่งมั่นใจก็เสนอต่อราคา อีกฝ่ายก็รีบยกมือรอง . ภาพสลักนี้ เป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานไม่สามารถเอาผิดกับนักตีไก่ชนหัวหมอ เพราะยืนยันได้ว่า การพนันในการตีไก่ มีมานานกว่า 1,000 ปีแล้ว เป็นการพนันโดยสุจริต ว่าเสร็จแล้วก็น้ำตาไหลพอเป็นพิธี เพื่อให้ศาลสงสาร แล้วยกฟ้อง .
. จิปาถะเรื่องที่สิบ ล่าสัตว์ . ชาวบ้านในชนบท จะเลี้ยงควายไว้เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อทำนามาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างน้อยก็ตามอายุของภาพสลักนี้ นอกจากทำไร่ทำนา ยังมีกิจกรรมในการล่าสัตว์มาเป็นอาหารเสริม ไม่ต้องรอให้พวกขายตรงมาคะยั้นคะยอให้น่าเบื่อ อาวุธที่ใช้ในการล่าสัตว์ คือธนู และหน้าไม้ แต่ก็ต้องระวังการเข้าป่าไม่ใช่ง่ายอย่างการใช้ปืนในปัจจุบัน กว่าจะโก่งธนูหน้าไม้ยิงเก้งยิงกวางก็ให้ระวังหลัง เพราะไม่รู้ลิงยักษ์ที่ไหนทำท่าจะเข้าตะปบ จนนายพรานบางคนต้องหนีหมูป่า ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ . ที่น่าสนใจของภาพสลักนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ คือภาพของต้นไผ่ในศิลปะแบบบายน ที่มักจะปลูกต้นไผ่กันไว้ตามบ้านเขตรั้วบ้าน ใช้เป็นที่ผูกวัวควาย และให้ร่มเงาตามรูปสลักโบราณมาจนถึงในปัจจุบัน .
. จิปาถะเรื่องที่สิบเอ็ด ในป่าในไพรช่างอันตรายยิ่งนัก . ผู้คนที่เดินทางผ่านป่าดงพงไพรในสมัยก่อน มักจะเจอปัญหาที่คาดไม่ถึง เช่นในภาพสลักนี้ นอกจากจะเจอกองทัพลิงเข้าโจมตีแย่งข้าวของแล้ว บางคนก็ไปไม่รอด โดนเสือขย่ำคอ เพื่อนที่มาด้วยต่างหนีเอาตัวรอด . ด้านบนขึ้นไปมีภาพสัตว์ประหลาด ไม่รู้ว่าอยู่น้ำของภาพบน หรือเป็น "นกยักษ์" ในภาพล่าง แต่ตัวมันใหญ่ขนาดจระเข้ ซึ่งอาจจะเป็น แวลโลซีแรปเตอร์ ไดโนเสาร์ที่มีขน ลักษณะคล้ายนก ในปลายยุคครีเตเชียส ที่เหลืออยู่ในประเทศเขมรโบราณก็อาจจะเป็นได้ .
. จิปาถะเรื่องที่สิบสอง ช้างหันหน้าออก . ภาพสลักนี้อยู่ทางระเบียงด้านทิศตะวันออก เป็นภาพช้างหันหน้าออกมาทางตรง ซึ่งไม่ค่อยจะเห็นสลักกันมากนัก ช่างสลักคงเบื่อเพราะสลักแต่ช้างหันข้างเดินเป็นแถว นัยจะบอกว่า "เดินทัพก็ได้โปรดระวัง เพราะมีช้างเดินด้วย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ " แต่ก็ต้องมาแอบสลักใกล้ประตู คนตรวจงานของพระเจ้าชัยวรมันจะได้ไม่สังเกต . ในภาพสลักมีต้นหมากกำลังออกลูก ศิลปะเขมรแบบบายน ท่านอ่านคิดว่าเป็นต้นอะไร ก็บอกกันบ้าง ส่วนนกเกาะต้นไม้ไม่ต้องห่วง มีทุกภาพ .
. จิปาถะเรื่องที่สิบสาม จีบสาว เก็บเสบียง . กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ภาพสลักด้านหน้าเป็นกองทัพหลวงทรงแสงยานุภาพที่กำลังเดินทางไปตีจามปา ด้านหลังจะเป็นภาพขบวนคาราวานเสบียง ที่มีไพร่พลทั้งชาย หญิงและเด็ก ติดตามกองทัพใหญ่ออกมาด้วย . กองทัพเสบียง มีช้างบรรทุกข้าว เดินทัพไปก็หุงหาอาหารไป มีเด็ก และสุนัขวิ่งรอบเกวียนไปมาดูสนุกสนาน การเดินทัพดูจะไม่เร่งรีบ . หญิงผู้หนึ่งจับเต่ามาเป็น ๆ ก็เผลอไปกัดก้นของชายผู้หนึ่งจนสะดุ้ง หันมาต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ "นี่เธอ ถือเต่าดี ๆ สิยะ ปล่อยให้มากัดก้นฉันได้อย่างไร ก้นฉันออกงาม ๆ " สาวใหญ่ก็ตอบว่า "ก็ก้นแกมันงอนงามออกอย่างนี้ ฉันจึงให้เต่ามันลองก่อน ส่วนฉันว่าจะลองตอนดึก ๆ " . ระหว่างทางนกตามต้นไม้มันเยอะมาหลายตอนแล้ว ถึงตอนนี้พวกพลหาเสบียงก็ใช้ธนูไล่ยิงนก ทั้งปีนต้นไม้เและขึ้นช้างยิง ได้นกเป็นเสบียงไปหลายตัว . ส่วนไอ้หนุ่มหน้ามนต์กับเพื่อนสนิท ก็หลอกสาว ๆ ในกองเสบียง ไปคุยกันท้ายขบวน เกี้ยวพาราสีกันออกหน้าออกตา คุยไปมือก็พลางหยิบขนมจากมือสาววัยกระเตาะมาใส่ปากหน้าตาเฉย รสชาติขนมไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่รสชาติมือของเธอช่างหอมหวานนัก สาวได้ยินก็เขินอาย(แต่ไม่อ๊วก) จึงเอามือไปเด็ดใบไม้ ดอกไม้แถวนั้นร่วงกันกราว . แล้วก็มีเสียงตะโกนมาขัดจังหวะเข้าได้เข้าเข็ม เฮ้ยไอ้เบื๊อกอย่าเพิ่งอู้ มาช่วยกันยิงนกก่อน เสบียงยิ่งไม่พออยู่ . . จิปาถะเรื่องที่สิบสี่ ขบวนคารวานเสบียงผ่านป่า . การเดินทัพในสมัยสงครามโบราณ จะมีขบวนคาราวานเสบียง วัวเทียมเกวียนชนิดต่าง ๆ และมีไพร่พลทั้งหญิง ชายและเด็ก ๆ ร่วมขบวนมาด้วยเสมอ . ภาพสลักนี้ เป็นวิถีชีวตของผู้คนโบราณเมื่อเดินทางร่วมมาในกองทัพเสบียง พ่อเอาลูกขึ้นบ่าเพราะเดินไม่ไหว ผู้หญิงทูนของไว้บนหัวจะได้เดินสะดวก ๆ คนนั่งพักกินข้าว ฝูงลิงแอบลงมาขโมยเสบียง แม่ลิงกับลูกลิงบนต้นไม้ .
. จิปาถะเรื่องที่สิบห้า นายทัพ ต้นโพธิ์และต้นตาล . ภาพสลักนูนต่ำศิลปะแบบบายนนี้ ได้สร้างภาพของ ต้นโพธิ์และต้นตาล ให้มีชีวิตในเนื้อหินทรายได้อย่างสมบูรณ์ ต้นตาลขึ้นอยู่ดาษเดื่อทั่วเมืองพระนคร มีเรื่องเล่ากันว่า หากมีอิทธิพลของเขมรที่ใด ที่นั่นจะมีต้นตาลขึ้นมาก . ซึ่งเรื่องราวนี้เล่ากันในเมืองไทยว่าทุ่งต้นตาลในจังหวัดภาคกลางของประเทศไทยไปจนถึงเพชรบุรี พวกขอมโบราณมาปลูกทิ้งไว้ แต่บ้างก็ว่า พวกพม่ารามัญต่างหากที่ยกทัพมาตีเมืองสยาม ก็มักจะปลูกต้นตาลทิ้งไว้ตามเส้นทางที่เคยผ่าน เพื่อจะได้นำไม้ตาลมาสร้างค่ายคูหอรบเมื่อยกทัพมาตีในครั้งต่อมา แต่นี่ก็เป็นแค่เรื่องเล่า . ภาพสลักของนายทัพเขมร เป็นภาพของมูลนายโบราณที่มีไพร่พลและทาสในปกครองหรือในสังกัด เป็นรูปแบบการปกครองควบคุมคน เมื่อมีสงคราม แล้วเรียกเกณฑ์พล มูลนายตามหัวเมืองต่าง ๆ ก็จะนำไพร่ทหารของตนเข้ามาร่วมในกองทัพหลวงด้วย ซึ่งระบบการควบคุมคน-แรงงานหรือระบบไพร่นี้ได้ถูกส่งต่อมายังกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา .
. จิปาถะเรื่องที่สิบหก (สุดท้าย) กองทัพต่างชาติในทัพหลวง . ในภาพสลัก มีรูปของผู้คนที่แต่งกายและมีเครื่องประดับศีรษะแตกต่างไปจากไพร่ทหารขอม มีนายทัพเป็นนักรบบนหลังม้า . ถ้าตามที่ผมตีความ น่าจะเป็นภาพของทหารอาสาชาวจีน ที่ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ในเมืองเขมร ตามหลักฐานบันทึกของโจวต้ากว้านก็บันทึกไว้ว่ามีชาวจีน เปอร์เซีย พม่า เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองพระนคร . ในช่วงเวลานั้นประเทศจีนอยู่ในสมัยราชวงศ์มองโกล และรูปสลัก "ม้า" ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าเป็นกองทัพต่างชาติในทัพหลวงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพราะม้าไม่ได้เป็นสัตว์ในท้องถิ่น หากจะมี ก็ต้องนำเข้ามาจากจีน หรือเปอร์เซีย ซึ่งดูจากใบหน้าของรูปสลักเหล่าทหารแล้ว ยังไงก็ดูเป็นทัพของคนจีนอาสามากกว่า แต่ดูไม่ค่อยจาฮึกเหิมเท่าไหร่ !!! .
. เมื่ออ่านเรื่องราวจิปาถะที่ทั้งที่มีวิชาการและนิยายเล่มละบาทผสมกันจากผนังปราสาทบายนแห่งเมืองนครธมจบแล้ว ท่านคิดว่าอย่างไร ก็คิดได้เลยนะครับ วิถีชีวิตของผู้คนธรรมดา ๆ เช่นเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ ตีความจากรูปสลักได้ไม่ยาก . หรือมีอะไรที่เห็นเพิ่มเติม แตกต่าง ก็เล่าเป็นเรื่อง"จิปาถะ" เสริมเติมใหม่ได้เลยครับ . |